ตอนที่ 287
***บทที่ 287: ระบบกับทายาท***
ราตรีกาลอันเงียบสงัดปกคลุมทั่วเรือนตระกูลหลิน มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรที่กรีดปีกขับขานเป็นท่วงทำนองกล่อมไพร จ้าวเฉินผู้เป็นสามีนอนหลับใหลอยู่ข้างกาย ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกถึงความผ่อนคลายหลังจากตรากตรำศึกษาตำราการเลี้ยงบุตรมาทั้งวัน
ทว่า หลินหว่านเอ๋อร์กลับมิอาจข่มตาหลับลงได้ ความรู้สึกปั่นป่วนภายในห้วงจิตวิญญาณของนางทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มิใช่ความเจ็บปวดทางกายเนื้อ หากแต่เป็นความสั่นไหวของกระแสพลังในมิติส่วนตัวที่เชื่อมโยงกับชีพจรของนาง
คลื่นพลังสายหนึ่งไหลเวียนวนเวียนอยู่ที่หน้าท้องแบนราบของนาง ราวกับกระแสน้ำวนที่หมุนวนอย่างอ่อนโยนแต่ทรงพลัง หว่านเอ๋อร์ตัดสินใจหลับตาลง รวบรวมสมาธิเพ่งจิตเข้าสู่ห้วงมิติเพื่อค้นหาคำตอบ
ทันทีที่สติสัมปชัญญะของนางก้าวล่วงเข้าสู่ประตูมิติ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้นางต้องตกตะลึง
ท้องฟ้าภายในมิติสวนสวรรค์ที่เคยเป็นสีครามสดใส บัดนี้กลับถูกย้อมไปด้วยแสงสีทองอร่ามเรืองรอง ละอองแสงระยิบระยับโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าราวกับหิมะทองคำ พืชพรรณธัญญาหารในแปลงเกษตรต่างชูช่อสั่นไหวรับพลังงานบริสุทธิ์เหล่านั้น น้ำในลำธารวิเศษเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าอัญมณี
เบื้องหน้าของนาง หน้าต่างระบบสีฟ้าโปร่งแสงที่คุ้นเคยปรากฏขึ้น แต่ครานี้กรอบของมันกลับแปรเปลี่ยนเป็นลวดลายมังกรและหงส์สีทองวิจิตรตระการตา พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนที่ดังกังวานก้องราวกับระฆังสวรรค์
*ติ๊ง!*
**[ระบบ: ตรวจพบสัญญาณชีพใหม่ที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดระดับสูงสุดกับโฮสต์]**
**[สถานะ: การเชื่อมต่อจิตวิญญาณสมบูรณ์]**
**[แจ้งเตือนพิเศษ: ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์! ระบบกำลังทำการวิเคราะห์ศักยภาพของ 'ทายาทคนแรก']**
หว่านเอ๋อร์ยืนนิ่งงัน นางยกมือขึ้นทาบอกด้วยความตื้นตันใจ "เจ้ารู้เรื่องลูกของข้าด้วยหรือ?"
**[ระบบ: แน่นอน ระบบผูกพันกับจิตวิญญาณของโฮสต์ ย่อมรับรู้ถึงการก่อกำเนิดของชีวิตใหม่ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระมงคลนี้ และเพื่อสืบสานเจตนารมณ์แห่งยอดนักปรุงอาหาร ระบบขอมอบ 'ของขวัญรับขวัญ' ให้แก่ทายาทของท่าน]**
ตัวอักษรสีทองไหลเลื่อนลงมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดลงที่บรรทัดสุดท้ายที่ส่องแสงวาบวับ
**[ของขวัญรับขวัญ: พรสวรรค์ติดตัว (Passive Talent) - 'ลิ้นสัมผัสเทวะ']**
"ลิ้นสัมผัสเทวะ?" หว่านเอ๋อร์ทวนคำด้วยความสงสัย
**[คำอธิบาย: ทายาทของท่านจะถือกำเนิดมาพร้อมกับประสาทสัมผัสการรับรสที่เหนือมนุษย์ เขาสามารถแยกแยะวัตถุดิบทุกชนิดที่ผสมอยู่ในอาหารได้เพียงแค่ปลายลิ้นสัมผัส รับรู้ถึงความสดใหม่ แหล่งที่มา หรือแม้กระทั่งอารมณ์ของผู้ปรุงที่ถ่ายทอดลงในรสชาติ นี่คือคุณสมบัติของ 'อัจฉริยะ' ที่จะก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ด้านอาหารในอนาคต]**
หว่านเอ๋อร์อ่านคำอธิบายนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า แต่อีกใจหนึ่งนางก็นึกหวั่นเกรง
"การเป็นอัจฉริยะนั้นโดดเดี่ยวและแบกรับความคาดหวัง ข้าเพียงอยากให้ลูกมีความสุขและสุขภาพแข็งแรงเท่านั้น" นางเอ่ยแย้งกับระบบเบาๆ
**[ระบบ: โฮสต์โปรดวางใจ พรสวรรค์นี้เป็นเพียงเครื่องมือ มิใช่ชะตากรรม เขาจะมีอิสระในการเลือกเส้นทางเดินของตนเอง แต่ด้วยสายเลือดของท่านและการบำรุงด้วยผลผลิตจากมิติ สุขภาพและสติปัญญาของเขาย่อมเป็นเลิศเหนือสามัญชนอยู่แล้ว]**
สิ้นเสียงระบบ แสงสีทองในมิติก็ค่อยๆ รวมตัวกันเป็นดวงแสงเล็กๆ ก่อนจะพุ่งตรงเข้ามายังร่างจำลองของหว่านเอ๋อร์ ซึมซาบเข้าสู่บริเวณหน้าท้องของนาง ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ความปั่นป่วนที่เคยมีพลันสงบลง แทนที่ด้วยความรู้สึกผูกพันอันลึกซึ้งอย่างน่าประหลาด
นางลืมตาตื่นขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง แสงจันทร์ยังคงสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง หว่านเอ๋อร์ยกมือขึ้นลูบหน้าท้องของตนเองอย่างทะนุถนอม สัมผัสถึงชีพจรเล็กๆ ที่เต้นตุบๆ อยู่ภายใน
"เจ้าตัวน้อย..." นางกระซิบเสียงแผ่วเบาเพื่อไม่ให้จ้าวเฉินตื่น "เจ้ายังไม่ทันลืมตาดูโลก ก็ได้รับของขวัญวิเศษเสียแล้วหรือ? ช่างเป็นเด็กที่โชคดีจริงๆ"
นางจินตนาการถึงวันที่ลูกน้อยเติบโต วิ่งเล่นอยู่ในครัว คอยชิมอาหารที่นางปรุงด้วยลิ้นวิเศษนั้น หรืออาจจะกลายเป็นคนที่คอยติชมรสชาติอาหารของนางเสียเอง แค่คิดถึงภาพเหล่านั้น หัวใจของนางก็พองโตด้วยความสุข
"ไม่ว่าเจ้าจะเป็นอัจฉริยะหรือไม่ แม่ก็รักเจ้าที่สุด... แต่ถ้าเจ้ามีลิ้นทิพย์จริงๆ ต่อไปแม่คงต้องระวังฝีมือการทำอาหารให้มากขึ้นเสียแล้ว มิเช่นนั้นคงถูกลูกตัวน้อยตำหนิเอาได้" นางหัวเราะคิกคักเบาๆ ในลำคอ
คืนนั้น หว่านเอ๋อร์หลับไปพร้อมกับรอยยิ้มและความฝันอันงดงามเกี่ยวกับอนาคตของครอบครัว
...
รุ่งอรุณมาเยือนเร็วกว่าที่คิด เสียงไก่ขันเจื้อยแจ้วปลุกหมู่บ้านซิ่งฮวาให้ตื่นจากนิทรา วันนี้เป็นวันสำคัญของตระกูลหลิน และเป็นวันสำคัญของหมู่บ้าน
หว่านเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น อาการแพ้ท้องหรืออ่อนเพลียดูเหมือนจะเลือนหายไปจนหมดสิ้น อาจเป็นเพราะพลังจากระบบเมื่อคืนที่ช่วยปรับสมดุลร่างกายให้นาง นางลุกขึ้นมาเข้าครัวแต่เช้าตรู่ ตั้งใจจะปรุงอาหารมื้อเช้าพิเศษเพื่อส่งท้ายน้องชายสุดที่รัก
กลิ่นหอมของโจ๊กปลาเนื้อเนียนละเอียดที่เคี่ยวด้วยน้ำซุปกระดูกหมูหวานหอม ลอยอบอวลไปทั่วเรือน นางใส่ขิงซอยและต้นหอมลงไปเพื่อเพิ่มความสดชื่น ตามด้วยไข่เยี่ยวม้าและปาท่องโก๋กรอบตัวเล็กๆ
"หอมเหลือเกิน..." จ้าวเฉินเดินงัวเงียเข้ามาในครัว สวมกอดภรรยาจากด้านหลัง "เจ้าตื่นเช้าเพียงนี้ ร่างกายไหวหรือ?"
"ข้าแข็งแรงดีเจ้าค่ะ ท่านพี่" หว่านเอ๋อร์ตอบพลางตักโจ๊กใส่ชาม "วันนี้เสี่ยวเฟิงต้องเดินทางไกล ข้าอยากให้เขากินอิ่มท้องและได้รับพลังงานที่ดีที่สุด"
ที่โถงกลางบ้าน สมาชิกตระกูลหลินทุกคนมารวมตัวกันพร้อมหน้า เสี่ยวเฟิงในชุดบัณฑิตสีฟ้าอ่อนที่ตัดเย็บอย่างประณีตดูสง่างามและเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก ใบหน้าของเขาฉายแววแห่งปัญญาและความมุ่งมั่น ดวงตาเป็นประกายสดใสไร้ซึ่งความกังวล
หว่านเอ๋อร์วางชามโจ๊กตรงหน้าน้องชาย "กินเสียสิเสี่ยวเฟิง พี่ตั้งใจทำสุดฝีมือ เพื่ออวยพรให้เจ้าประสบความสำเร็จ"
"ขอบคุณขอรับท่านพี่" เสี่ยวเฟิงยิ้มกว้าง รับชามโจ๊กไปตักกินคำโต รสชาติที่คุ้นเคยและความอบอุ่นจากอาหารทำให้น้ำตาแห่งความซาบซึ้งรื้นขึ้นที่ขอบตา
เมื่อจัดการมื้อเช้าเสร็จสิ้น แสงตะวันก็เริ่มสาดส่องจับขอบฟ้า เป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นวันใหม่และการเดินทางครั้งสำคัญ
เสียงรถม้าและเสียงพูดคุยดังแว่วมาจากหน้าบ้าน ชาวบ้านหลายคนมายืนรอเพื่อส่งลูกหลานและให้กำลังใจความหวังของหมู่บ้าน หว่านเอ๋อร์มองดูน้องชายที่กำลังตรวจดูสัมภาระเป็นครั้งสุดท้าย นางรู้สึกได้ว่าวันนี้น้องชายของนางมิใช่เด็กน้อยขี้โรคคนเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่เขากำลังจะก้าวไปสู่เส้นทางที่ยิ่งใหญ่ดั่งพญาอินทรีที่พร้อมจะโผบิน
"ไปกันเถิด" หลินต้าซานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มหนักแน่น พลางเดินนำทุกคนออกไปที่หน้าเรือน
เบื้องนอกนั้น สายหมอกยามเช้ายังคงปกคลุมบางเบา แต่ไม่อาจบดบังความคึกคักและความหวังที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ รถของสำนักศึกษาจอดรออยู่แล้ว พร้อมกับเหล่าสหายร่วมเรียนที่ต่างมีสีหน้ามุ่งมั่นไม่ต่างกัน