ตอนที่ 67

***บทที่ 67: การขยายโรงเรือน***

สายลมยามเช้าพัดผ่านทิวไม้ไผ่ ส่งเสียงเสียดสีกันราวกับดนตรีขับกล่อมธรรมชาติ ความวุ่นวายเมื่อวันวานจางหายไปพร้อมกับเงาร่างของคนบ้านสายหลักที่ถูกขับไล่กลับไป หลินหว่านเอ๋อร์ยืนอยู่ริมระเบียงบ้าน สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึก ดวงตากลมโตทอดมองไปยังแปลงผักและโรงเรือนหลังเก่าที่เริ่มคับแคบ

ความสงบสุขที่ได้มาด้วยความเด็ดขาดนี้ มิใช่เพื่อให้หยุดพัก แต่เพื่อให้ก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้ไกลกว่าเดิม

"ท่านพ่อ ท่านแม่ เจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์เอ่ยเรียกบิดามารดาที่กำลังเตรียมตัวลงแปลงผัก "ข้าคิดว่าถึงเวลาที่เราต้องขยับขยายแล้ว"

หลินต้าซานชะงักมือที่กำลังลับมีดพร้า เขาเงยหน้ามองบุตรสาวด้วยแววตาฉงน "ขยาย? เจ้าหมายถึงปลูกผักเพิ่มหรือ?"

"ไม่ใช่แค่ปลูกเพิ่มเจ้าค่ะ แต่เราจะสร้างอาณาจักรผักสดที่ใหญ่ที่สุดในตำบล" หว่านเอ๋อร์ยิ้มมุมปาก นัยน์ตาเป็นประกายวาววับ นางกางกระดาษแผ่นใหญ่ที่วาดแปลนโรงเรือนแบบใหม่ลงบนโต๊ะไม้ไผ่

"โรงเรือนเดิมของเราผลิตผักส่งให้เหลาอาหารไม่ทันแล้วเจ้าค่ะ ยอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นทุกวัน หากเราไม่รีบคว้าโอกาสนี้ไว้ ลูกค้าอาจจะเปลี่ยนใจไปหาเจ้าอื่นได้"

นางชี้ไปยังพื้นที่รกร้างข้างบ้านที่นางเพิ่งเจรจาขอซื้อจากผู้ใหญ่บ้านมาหมาดๆ ด้วยราคาที่เป็นธรรม "ข้าจะสร้างโรงเรือนขนาดใหญ่ตรงนี้ สามหลังเรียงต่อกัน และข้าต้องการให้ท่านพ่อรับหน้าที่เป็น 'หัวหน้าผู้คุมงาน' เจ้าค่ะ"

"หัวหน้าผู้คุมงาน?" หลินต้าซานทวนคำเสียงหลง ชี้มาที่ตัวเองอย่างไม่มั่นใจ "พ่อเนี่ยนะ? พ่อเป็นแค่ชาวนา ปลูกผักเป็นอย่างเดียว จะไปสั่งการใครเขาได้"

"ท่านพ่อทำได้เจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์จับมือบิดาที่หยาบกร้านจากการทำงานหนัก บีบเบาๆ เพื่อส่งผ่านความมั่นใจ "ท่านมีความรู้เรื่องดิน เรื่องโครงสร้างไม้ไผ่ดีกว่าใคร ที่สำคัญท่านซื่อสัตย์และละเอียดรอบคอบ ข้าไม่ไว้ใจให้คนนอกมาดูโครงสร้างโรงเรือนสูตรลับของข้า ท่านพ่อต้องเป็นคนคุมคนงานให้ทำตามแบบที่ข้าวาด ส่วนเรื่องบริหารจัดการคน ข้าจะช่วยท่านเอง"

หลินต้าซานมองสบตาลูกสาว เห็นความมุ่งมั่นแน่วแน่ในดวงตานั้น ความฮึกเหิมสายหนึ่งก็แล่นพล่านในอก เขาพยักหน้าหนักแน่น "ได้! พ่อจะทำ เพื่อครอบครัวเรา พ่อจะเป็นหัวหน้าคุมงานให้ดีที่สุด!"

....

ข่าวการประกาศรับสมัครคนงานของบ้านรองหลินแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านประดุจไฟลามทุ่ง ค่าจ้างที่หลินหว่านเอ๋อร์เสนอนั้นสูงกว่าการไปรับจ้างในตัวอำเภอเสียอีก แถมยังมีข้าวกลางวันเลี้ยงดูอย่างดี ชาวบ้านที่เคยยืนดูเหตุการณ์เมื่อวานต่างพากันมาชุมนุมที่ลานหน้าบ้านตั้งแต่ไก่โห่

ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนแปลกใจคือโต๊ะไม้ตัวยาวที่ตั้งขวางอยู่ และกองกระดาษที่มีตัวอักษรเขียนไว้เต็มพรืด

หลินหว่านเอ๋อร์นั่งอยู่หลังโต๊ะ ในชุดผ้าฝ้ายสีอ่อนที่ดูทะมัดทะแมงแต่ก็สง่างาม นางมองดูชาวบ้านที่มาสมัครงานด้วยสายตาพิจารณา

"ข้าดีใจที่พี่ป้าน้าอาให้ความสนใจ" น้ำเสียงของนางกังวานใสแต่ทรงอำนาจ "แต่การจะทำงานกับข้า ไม่ใช่แค่ลงแรงแล้วรับเงิน บ้านเรามีกฎระเบียบ และมี 'ความลับทางการค้า' ที่ต้องรักษา"

นางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา "นี่คือ 'สัญญาจ้างงาน' ใครที่ต้องการทำงานที่นี่ ต้องประทับลายนิ้วมือยอมรับเงื่อนไขในสัญญานี้"

เสียงฮือฮาดังขึ้นในหมู่ชาวบ้าน ชาวนาตาดำๆ ไหนเลยจะเคยเซ็นสัญญา ส่วนใหญ่ล้วนใช้สัจจะวาจาปากเปล่า

"ในสัญญาระบุชัดเจนถึงค่าจ้าง สวัสดิการที่พวกท่านจะได้รับ รวมถึงวันหยุด" หว่านเอ๋อร์อธิบายอย่างใจเย็น ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงให้เข้มขึ้นเล็กน้อย "แต่... ก็ระบุถึงบทลงโทษ หากใครนำวิธีการปลูก รูปแบบโรงเรือน หรือสูตรปุ๋ยของข้าไปแพร่งพรายแก่คนภายนอก ข้าจะปรับเงินสิบเท่าของค่าจ้าง และส่งตัวให้ทางการทันที!"

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ บรรยากาศกดดันแผ่ซ่าน แต่ไม่นานนัก ชายหนุ่มร่างกายกำยำคนหนึ่งก็ก้าวออกมา

"ข้าเอาด้วย! ข้าไม่คิดจะขายความลับใครอยู่แล้ว แค่อยากมีงานทำแลกเงินเลี้ยงแม่ ข้าเซ็น!"

เมื่อมีคนแรก คนที่สองและสามก็ตามมา หลินหว่านเอ๋อร์จัดการคัดกรองคนอย่างเป็นระบบ นางเลือกคนขยัน ซื่อสัตย์ และไม่มีประวัติข้องเกี่ยวกับบ้านสายหลัก จากกิจการในครัวเรือนเล็กๆ บัดนี้กำลังยกระดับขึ้นสู่กิจการขนาดย่อมที่มีแบบแผนชัดเจน

....

หลายวันต่อมา

เสียงตอกไม้ เสียงเลื่อยไผ่ และเสียงสั่งงานดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ หลินต้าซานในฐานะหัวหน้าผู้คุมงาน ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขาสวมหมวกสานปีกกว้าง เดินตรวจตราความเรียบร้อยของหลุมเสาและโครงหลังคาอย่างแข็งขัน

"เฮ้ย! ตรงนั้นขุดลึกไม่พอ เสาจะโยกได้ ขุดลงไปอีกสองฉื่อ!"

"ไม้ไผ่นั่นต้องแช่น้ำยาตามสูตรของหว่านเอ๋อร์ก่อน อย่าเพิ่งเอาขึ้นไปมุง!"

ท่าทางขึงขังและสายตาที่จับจ้องทุกรายละเอียดของหลินต้าซาน ทำให้คนงานต่างยำเกรงและตั้งใจทำงาน ไม่มีใครกล้าอู้งานหรือทำลวกๆ

หลินหว่านเอ๋อร์ยืนมองภาพความวุ่นวายนั้นด้วยความภาคภูมิใจ โรงเรือนใหม่สามหลังกำลังก่อตัวขึ้นรูปร่างอย่างรวดเร็ว โครงสร้างที่นางออกแบบให้ระบายอากาศได้ดีและกักเก็บความชื้นได้เหมาะสม จะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า

นางหันกลับมามองในลานบ้าน ป้าสะใภ้สามและมารดาของนางกำลังง่วนอยู่กับการเคี่ยวน้ำซอสสูตรพิเศษในกระทะใบยักษ์ กลิ่นหอมยั่วน้ำลายลอยฟุ้งไปไกล กิจการซอสปรุงรสของนางก็เติบโตควบคู่ไปกับการปลูกผัก

"ดูเหมือนทุกอย่างจะราบรื่นนะขอรับคุณหนู" เสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงของคนงานที่รับหน้าที่ขนส่งสินค้า

"ราบรื่นดี... จนน่ากลัวเชียวล่ะ" หว่านเอ๋อร์ตอบรับเบาๆ พลางหยิบสมุดบัญชีขึ้นมาตรวจสอบ ยอดสั่งซื้อซอสเพิ่มขึ้นอย่างถล่มทลาย จนไหดินเผาที่เตรียมไว้เริ่มร่อยหรอ

ทันใดนั้น เสียงโครมครามดังสนั่นหวั่นไหวมาจากทางหน้าบ้าน ตามมาด้วยเสียงร้องโวยวาย

"แย่แล้ว! แย่แล้วขอรับ!"

หลินหว่านเอ๋อร์รีบวางสมุดบัญชีแล้ววิ่งออกไปดู ภาพที่เห็นทำให้นางต้องขมวดคิ้วมุ่น

เกวียนขนส่งสินค้าที่เพิ่งกลับมาจากส่งของในตัวเมืองจอดอยู่ ไหดินเผาหลายสิบใบบนเกวียนแตกกระจาย น้ำซอสสีเข้มไหลนองพื้น ส่งกลิ่นหอมปนกลิ่นดินเผาคลุ้งไปทั่ว คนขับเกวียนหน้าซีดเผือด ยืนตัวสั่นงันงก

"เกิดอะไรขึ้น?" หว่านเอ๋อร์ถามเสียงเรียบ แต่นัยน์ตาดุดัน

"ข...ข้าน้อยขออภัยขอรับคุณหนู!" คนขับเกวียนคุกเข่าลงโขกศีรษะ "ถนนหนทางขรุขระ ไหดินเผาพวกนี้มันเปราะบางเกินไป พอเกวียนตกหลุมแรงๆ มันก็กระแทกกันแตกไปเกือบครึ่งเกวียน! แถมลูกค้าที่เหลาอาหารยังฝากคำตำหนิมาด้วยว่า..."

"ว่าอะไร?"

"ว่าไหของเรามันหนักเทอะทะ ขนย้ายลำบาก แถมยังซึมง่าย ทำให้เลอะเทอะครัวของพวกเขาขอรับ หากเราไม่แก้ไข... พวกเขาอาจจะพิจารณายกเลิกออเดอร์!"

หลินหว่านเอ๋อร์มองดูเศษไหแตกบนพื้น แววตาที่เคยภาคภูมิใจกับการขยายโรงเรือนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ปัญหาใหม่ที่มาพร้อมกับการเติบโตได้ปะทุขึ้นแล้ว

โรงเรือนขยายได้... แต่ถ้าภาชนะบรรจุสินค้ายังล้าหลังเช่นนี้ ซอสรสเลิศของนางก็ไม่อาจเดินทางไปได้ไกล

"ไหดินเผาธรรมดาคงใช้ไม่ได้การแล้ว..." นางพึมพำ ดวงตาหรี่ลงอย่างใช้ความคิด "เราต้องปฏิวัติบรรจุภัณฑ์เดี๋ยวนี้!"

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ปัญหาขวดบรรจุภัณฑ์]**