ตอนที่ 66
***บทที่ 66: ย่าจางอาละวาด***
รุ่งสางของวันใหม่มาเยือนพร้อมกับสายหมอกจางๆ ที่ปกคลุมหมู่บ้านตระกูลหลิน ความเงียบสงบยามเช้าตรู่ที่ควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนของชาวไร่ชาวนากลับถูกทำลายลงอย่างป่นปี้ เสียงกรีดร้องโหยหวนดั่งภูตผีทวงวิญญาณดังสะท้านไปทั่วบริเวณ ปลุกไก่ป่าให้บินแตกตื่น และปลุกชาวบ้านให้ลุกจากที่นอนด้วยความตกใจ
"หลินหว่านเอ๋อร์! นังเด็กอกตัญญู! นังหลานสารเลว! ไสหัวออกมาเเดี๋ยวนี้!"
เสียงนั้นแหลมสูงเสียดแทงแก้วหู เต็มไปด้วยโทสะและความเกลียดชังที่อัดอั้น ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก 'แม่เฒ่าจาง' หญิงชราผู้มีวาจาเชือดเฉือนที่สุดในตระกูลหลิน
นางยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าประตูรั้วบ้านของหลินหว่านเอ๋อร์ ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่ได้เกล้าให้เรียบร้อย ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด ข้างกายมีหลินต้าไห่ บุตรชายคนโตที่ยืนทำท่าทางอิดโรย แสร้งทำเป็นเจ็บปวดเจียนตาย แขนข้างหนึ่งกุมท้อง อีกข้างเกาะไหล่มารดาไว้แน่นประหนึ่งคนใกล้หมดลมหายใจ
ชาวบ้านที่เริ่มตื่นตัวต่างพากันเดินออกมามุงดูเหตุการณ์ แต่ครานี้บรรยากาศกลับแตกต่างจากในอดีต ไม่มีใครมองหลินหว่านเอ๋อร์ด้วยสายตาดูแคลนหรือสมเพชอีกต่อไป สายตาของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความสงสัยและระอาใจต่อสองแม่ลูกสกุลหลินสายหลักเสียมากกว่า
"ไสหัวออกมา! วันนี้ข้าจะฉีกอกเจ้าให้ชาวบ้านดู!" แม่เฒ่าจางตะโกนก้อง พลางชี้หน้าด่ากราดไปที่ประตูไม้บานใหญ่ "เจ้าวางยาพิษลุงแท้ๆ ของเจ้า! จิตใจเจ้าทำด้วยอะไรกัน นังงูพิษ! ลุงเจ้าเพียงแค่มาเยี่ยมเยียนด้วยความเป็นห่วง แต่เจ้ากลับวางยาเขาจนเกือบตาย!"
ประตูรั้วค่อยๆ เปิดออกอย่างเชื่องช้า ไม่มีท่าทีรีบร้อนหรือตื่นตระหนก
หลินหว่านเอ๋อร์ก้าวออกมาด้วยท่วงท่าสง่างาม อาภรณ์สีอ่อนสะอาดตากับใบหน้าที่เรียบเฉยไร้อารมณ์ ตัดกับความเกรี้ยวกราดของหญิงชราตรงหน้าอย่างสิ้นเชิง นางยืนกอดอก มุมปากยกยิ้มเย็นชาที่ทำให้ผู้มองรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูก
"ท่านย่า... เช้าตรู่เช่นนี้ อากาศเย็นสบาย ท่านไม่นอนพักผ่อนรักษาตัว แต่กลับมาตะโกนด่าทอหลานสาวหน้าบ้าน ไม่กลัวความดันโลหิตจะพุ่งสูงจนเส้นเลือดในสมองแตกหรือเจ้าคะ?"
วาจาเรียบง่ายแต่แฝงด้วยคำแช่งชักหักกระดูกทำเอาแม่เฒ่าจางหน้าดำหน้าแดง
"หุบปาก! นังเด็กเปรต! เจ้ายังกล้าปากดีอีกรึ!" แม่เฒ่าจางชี้มือสั่นระริกไปที่หลินต้าไห่ "ดู! ดูสภาพลุงของเจ้า! เมื่อคืนเขามาหาเจ้า กลับไปถึงบ้านก็ปวดท้องเจียนตาย อาเจียนไม่หยุด หากไม่ใช่เพราะเจ้าวางยาในน้ำชา แล้วจะเป็นเพราะอะไร!"
หลินหว่านเอ๋อร์เลิกคิ้วมองหลินต้าไห่ที่แสร้งทำตัวอ่อนปวกเปียก "วางยา? ท่านลุงใหญ่... ท่านแน่ใจหรือว่าข้าวางยาท่าน? หรือเป็นเพราะเมื่อคืนท่าน 'วิ่งหนี' หัวซุกหัวซุนจนจุกเสียด แล้วไปกินของเน่าเสียที่ไหนมากันแน่?"
"จะ... เจ้าอย่ามาแก้ตัว!" หลินต้าไห่พูดเสียงตะกุกตะกัก พยายามหลบสายตาคมกริบของหลานสาว
"ข้าจำได้ว่าเมื่อคืน ท่านบุกรุกบ้านข้ายามวิกาล ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีที่ท่านพยายามจะขโมยของ แต่ท่านกลับให้ท่านย่ามากล่าวหาข้าเรื่องวางยา" หลินหว่านเอ๋อร์กวาดตามองชาวบ้านที่มุงดูอยู่โดยรอบ แล้วเอ่ยเสียงดังฟังชัด "พี่น้องชาวบ้านทุกท่าน! พวกท่านลองตรองดูเถิด หากข้าจะฆ่าคนจริงๆ ข้าจะปล่อยให้เขาวิ่งกลับไปฟ้องแม่ถึงบ้านได้หรือ? ยาพิษของข้าคงไร้ประสิทธิภาพเกินไปกระมัง!"
เสียงหัวเราะขบขันดังขึ้นในกลุ่มชาวบ้าน
"นั่นสิ! แม่เฒ่าจาง ท่านอย่ามาใส่ร้ายหว่านเอ๋อร์เลย ใครๆ ก็รู้ว่าหลินต้าไห่เป็นผีพนัน!" ป้าหวัง เพื่อนบ้านที่ได้รับจ้างงานจากหลินหว่านเอ๋อร์ตะโกนแทรกขึ้นมา
"ใช่! เมื่อวานข้าเห็นต้าไห่ด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าบ่อน พอตกดึกก็คงคิดจะมาขโมยของบ้านหว่านเอ๋อร์ไปใช้หนี้กระมัง!" ชายหนุ่มอีกคนเสริม
สถานการณ์พลิกผันอย่างรวดเร็ว แม่เฒ่าจางที่เคยชินกับการใช้ความอาวุโสกดข่มผู้อื่นเริ่มเลิ่กลั่ก นางไม่คิดว่าชาวบ้านที่เคยนิ่งเฉย หรือเคยเหยียบย่ำหลินหว่านเอ๋อร์ บัดนี้กลับยืนหยัดปกป้องนังเด็กนี่กันหมด
"พว... พวกเจ้า! พวกเจ้ามันตาบอด! นังเด็กนี่มันอกตัญญู! มันรวยแล้วทิ้งญาติพี่น้อง มันเลี้ยงดูพวกเจ้าเหมือนสุนัข พวกเจ้าเลยเลียแข้งเลียขามันสินะ!" แม่เฒ่าจางกรีดร้องด้วยความคับแค้นใจ เมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล นางจึงงัดไม้ตายสุดท้ายออกมา นางทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น ตบตีต้นขาตัวเอง ร้องไห้คร่ำครวญเสียงดังลั่น
"สวรรค์! ท่านไม่มีตา! ปล่อยให้นังหลานสารเลวรังแกคนแก่! ข้าเลี้ยงดูพ่อมันมาจนโต แต่มันกลับทำร้ายลุงมันได้ลงคอ! ฟ้าผ่าตายเสียเถอะ!"
การแสดงละครบทโศกของแม่เฒ่าจางช่างสมจริงยิ่งนัก แต่อนิจจา... ในสายตาของชาวบ้านเวลานี้ มันดูน่าสมเพชและน่ารังเกียจมากกว่าน่าสงสาร
"พอได้แล้ว!"
เสียงตวาดอันทรงอำนาจดังแหวกวงล้อมเข้ามา ผู้ใหญ่บ้านจางก้าวเดินเข้ามาด้วยใบหน้าถมึงทึง ในมือถือไม้เท้าประจำตำแหน่ง เขาจ้องมองแม่เฒ่าจางที่นั่งโวยวายอยู่บนพื้นด้วยสายตาตำหนิรุนแรง
"แม่เฒ่าจาง! นี่มันยามไหนแล้ว เจ้ามาก่อความวุ่นวายหน้าบ้านคนอื่น ไม่อายชาวบ้านชาวช่องบ้างหรือ!"
แม่เฒ่าจางชะงักเสียงร้องไห้ เงยหน้ามองผู้ใหญ่บ้าน "ผู้ใหญ่บ้าน! ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับข้า! นังหว่านเอ๋อร์มัน..."
"หุบปาก!" ผู้ใหญ่บ้านตวาดซ้ำ "ข้ารู้เรื่องหมดแล้ว! เรื่องที่ต้าไห่ติดหนี้พนัน เรื่องที่เขาพยายามจะมาขโมยของ ข้ารู้กระจ่างแจ้ง! เจ้ายังกล้ามาเรียกร้องความเป็นธรรมอะไรอีก? หรืออยากให้ข้าแจ้งทางการเรื่องลูกชายเจ้าบุกรุกยามวิกาล!"
คำว่า 'ทางการ' เปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดสาดรดใส่หน้าแม่เฒ่าจางและหลินต้าไห่ ทั้งสองหน้าซีดเผือด
"ข้า... ข้า..." แม่เฒ่าจางอึกอัก พูดไม่ออก
"หลินหว่านเอ๋อร์เป็นเด็กดี ขยันขันแข็ง นางสร้างรายได้ให้คนในหมู่บ้าน นางคือกำลังสำคัญของที่นี่" ผู้ใหญ่บ้านประกาศกร้าวต่อหน้าทุกคน "หากบ้านสายหลักยังมาก่อความวุ่นวาย ระรานหว่านเอ๋อร์อีก ข้าในฐานะผู้ใหญ่บ้าน จะพิจารณาขับไล่พวกเจ้าออกจากหมู่บ้านโทษฐานสร้างความแตกแยก!"
คำประกาศิตนั้นดังก้องราวกับสายฟ้าฟาด แม่เฒ่าจางตัวสั่นเทาด้วยความโกรธและความกลัว นางรู้ดีว่าผู้ใหญ่บ้านพูดจริงทำจริง นางลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ฉุดแขนลูกชายที่ยืนตัวลีบ
"ฝากไว้ก่อนเถอะ!" นางกัดฟันพูดเสียงเบา ก่อนจะรีบจูงมือหลินต้าไห่เดินแหวกฝูงชนออกไป ท่ามกลางสายตาดูถูกเหยียดหยามของชาวบ้านที่มองส่ง
เมื่อความวุ่นวายจบลง ความเงียบสงบก็กลับคืนมา หลินหว่านเอ๋อร์หันไปค้อมศีรษะขอบคุณผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านทุกคน
"ขอบคุณท่านลุงผู้ใหญ่บ้าน และพี่ป้าน้าอาทุกท่านเจ้าค่ะที่ช่วยเป็นพยานให้ข้า" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานจริงใจ แตกต่างจากตอนที่คุยกับย่าจางอย่างสิ้นเชิง
"ไม่เป็นไรหรอกหว่านเอ๋อร์ พวกเรารู้ดีว่าใครเป็นเพชร ใครเป็นกรวด" ผู้ใหญ่บ้านตบไหล่นางเบาๆ "เจ้าทำมาหากินของเจ้าต่อไปเถอะ อย่าได้กังวล"
ชาวบ้านต่างแยกย้ายกันไปทำงาน แต่ในใจของพวกเขายิ่งศรัทธาในตัวหลินหว่านเอ๋อร์มากขึ้น นางไม่เพียงแต่ฉลาดและเก่งกาจ แต่ยังมีความเด็ดขาดและบารมีที่น่าเกรงขาม
หลินหว่านเอ๋อร์ยืนมองแผ่นหลังของชาวบ้านที่ทยอยจากไป รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้า ทว่าในแววตานั้นกลับทอประกายลึกล้ำ นางรู้ดีว่าการกำจัดแมลงรบกวนอย่างบ้านสายหลักออกไปได้ในครั้งนี้ จะนำมาซึ่งความสงบสุขชั่วคราว... และความสงบสุขนี้แหละ คือช่วงเวลาทองสำหรับการขยับขยายที่นางรอคอย
นางหันกลับไปมองโรงเรือนเพาะปลูกที่เริ่มคับแคบเกินไปสำหรับความต้องการของลูกค้าที่หลั่งไหลเข้ามา
"แมลงร้ายถูกไล่ไปแล้ว..." นางพึมพำกับตัวเอง "ถึงเวลาต้องขยับขยายรังเสียที"
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การขยายโรงเรือน]**