ตอนที่ 65

***บทที่ 65: ความโกรธของเถ้าแก่***

ณ บ่อนพนัน "จินกุ้ย" ที่คลาคล่ำไปด้วยกลิ่นสุราและควันยาสูบฉุนจมูก เสียงตะโกนวางเดิมพันดังเซ็งแซ่ประหนึ่งเสียงฟ้าร้อง

หลินต้าไห่นั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ ใบหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราราคาแพง เบื้องหน้าของเขามีกองเงินตำลึงเงินวางเรียงราย แววตาของเขาเป็นประกายวาววับด้วยความโลภโมโทสัน เขาเพิ่งจะกวาดเงินจากโต๊ะลูกเต๋ามาได้อีกกองใหญ่ ชัยชนะติดต่อกันทำให้เขาลืมความกังวลเรื่องหนี้สินเก่าๆ ไปจนหมดสิ้น

"แทงต่ำ! ตาต่อไปข้าทุ่มหมดหน้าตัก!" หลินต้าไห่ตบโต๊ะเสียงดังลั่น หัวเราะร่าอย่างผู้มีชัย "วันนี้ดวงของข้ากำลังพุ่งขึ้นสวรรค์ ใครหน้าไหนก็หยุดข้าไม่ได้!"

เขานึกถึงเงินก้อนโตที่ได้มาจากการขายสูตรซอสลับของหลินหว่านเอ๋อร์ให้กับร้านฟู่อัน ความรู้สึกสะใจที่ได้หักหลังหลานสาวตัวดีและขโมยความร่ำรวยมาเป็นของตนทำให้เขายิ่งฮึกเหิม เขาจินตนาการถึงชีวิตเศรษฐีที่จะได้เสวยสุขหลังจากนี้ โดยหารู้ไม่ว่าเงามัจจุราชกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เพียงแค่เอื้อม

"ปัง!"

เสียงประตูบ่อนถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนบานประตูไม้หนากระแทกกับผนังดังสนั่น เสียงพูดคุยและเสียงทอยลูกเต๋าในบ่อนเงียบกริบลงในทันที ทุกสายตาจับจ้องไปที่กลุ่มชายฉกรรจ์ร่างยักษ์ห้าหกคนที่เดินอาดๆ เข้ามา แววตาของพวกเขาดุดันประหนึ่งสัตว์ป่าหิวกระหาย ในมือกระชับไม้กระบองท่อนใหญ่แน่น

หัวหน้ากลุ่มนักเลงกวาดสายตาคมกริบไปทั่วห้อง ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ชายวัยกลางคนร่างท้วมที่กำลังทำหน้าเลิ่กลั่กอยู่ที่โต๊ะลูกเต๋า

"นั่นไง! ไอ้สารเลวหลินต้าไห่!"

เสียงตะคอกนั้นดั่งสายฟ้าฟาด หลินต้าไห่สะดุ้งสุดตัว หน้าซีดเผือดลงทันตาเห็น เขาจำได้ดีว่าคนเหล่านี้คือคนคุมร้านของร้านฟู่อัน แต่ทำไม... เขาเพิ่งจะขายสูตรให้ไปหมาดๆ พวกมันน่าจะกำลังยุ่งอยู่กับการนับเงินไม่ใช่หรือ?

"พวกเจ้า... พวกเจ้ามีธุระอะไรกับข้า?" หลินต้าไห่ถามเสียงสั่น พยายามจะกวาดเงินบนโต๊ะลงถุงย่าม

"ธุระรึ? ฮ่าๆๆ" หัวหน้านักเลงหัวเราะเสียงเย็นยะเยือก ก่อนจะสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวแล้วกระชากคอเสื้อหลินต้าไห่จนตัวลอย "เจ้ากล้าถามว่ามีธุระอะไร! สูตรซอสขยะของเจ้าทำร้านฟู่อันพังพินาศ ลูกค้าแห่กันมาด่าทอหน้าร้านเพราะซอสมันเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นเน่าไปทั่วคุ้งน้ำ เถ้าแก่ของเราโกรธจนแทบกระอักเลือด!"

"ซ...ซอสเน่า?" หลินต้าไห่เบิกตาโพลง "เป็นไปไม่ได้! ข้าจดสูตรมากับมือ!"

"หุบปาก!"

พลั่ก!

หมัดลุ่นๆ กระแทกเข้าที่ใบหน้าของหลินต้าไห่อย่างจังจนเขากระเด็นไปกระแทกโต๊ะพนัน เงินตำลึงและลูกเต๋ากระจัดกระจายเกลื่อนพื้น เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปาก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมกับกลิ่นความกลัว

"กระทืบมัน!" หัวหน้าสั่งเสียงเหี้ยม "เอาเงินคืนมาให้ครบทุกอีแปะ แล้วบวกดอกเบี้ยค่าเสียหายที่ร้านเราต้องเจอไปด้วย! ถ้ามันไม่มีเงิน ก็เลาะฟันมันออกมาขาย!"

เหล่าสมุนร้านฟู่อันกรูเข้าใส่หลินต้าไห่ราวกับฝูงหมาป่ารุมทึ้งเหยื่อ เสียงไม้กระบองกระทบเนื้อและเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่วบ่อนพนัน ไม่มีใครกล้าเข้าไปห้ามปราม แม้แต่เจ้าของบ่อนก็ยังยืนกอดอกมองดูเฉยเมย เพราะรู้ดีว่าร้านฟู่อันมีอิทธิพลเพียงใด และหลินต้าไห่เองก็ยังมีหนี้สินติดค้างกับทางบ่อนอยู่อีกไม่น้อย

"โอ๊ย! อย่าตี! ข้ายอมแล้ว! ข้าจะคืนเงินให้!" หลินต้าไห่ร้องขอชีวิต ร่างกายบอบช้ำไปทุกสัดส่วน ใบหน้าบวมปูดจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้

เงินที่เขาเพิ่งได้มาถูกพวกนักเลงยึดไปจนเกลี้ยง แต่มันยังไม่พอค่าเสียหายมหาศาลที่เถ้าแก่ร้านฟู่อันเรียกร้อง

"นี่มันแค่เศษเงิน!" นักเลงถ่มน้ำลายใส่ร่างที่นอนคดงออยู่บนพื้น "ส่วนที่เหลือ... ไปหามาให้ได้ภายในสามวัน ไม่อย่างนั้นคราวหน้าข้าจะหักขาทั้งสองข้างของเจ้า!"

พูดจบพวกมันก็เตะซ้ำเข้าที่ชายโครงอีกทีก่อนจะเดินจากไป ทิ้งหลินต้าไห่ให้นอนครวญครางอย่างน่าสมเพช ท่ามกลางสายตาเหยียดหยามของผีพนันคนอื่น เจ้าของบ่อนเดินเข้ามา เขี่ยร่างของเขาด้วยปลายเท้า

"หมดตัวแล้วก็ไสหัวออกไป อย่ามานอนเกะกะขวางทางทำมาหากินของข้า... อ้อ แล้วอย่าลืมหนี้ที่ติดข้าไว้ด้วยล่ะ"

หลินต้าไห่ถูกโยนออกมาทางประตูหลังบ่อน ร่างกายระบมไปหมดทุกส่วน เขาพยุงร่างที่บอบช้ำเดินโซซัดโซเซไปตามทางมืดมิด ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าความเจ็บปวดคือความจริงที่ว่า... เขาไม่มีที่ไป

เงินหมด หนี้สินท่วมหัว ทั้งหนี้พนันและหนี้ที่ร้านฟู่อันขู่กรรโชก หากหาเงินมาไม่ได้ เขาตายแน่!

ในหัวสมองที่มึนงงและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ภาพของหลานสาวผู้มั่งคั่งผุดขึ้นมา หลินหว่านเอ๋อร์... นางมีเงิน นางมีกิจการที่กำลังรุ่งเรือง นางเป็นสายเลือดเดียวกัน นางต้องช่วยเขาแน่!

ความคิดนั้นเป็นดั่งฟางเส้นสุดท้าย หลินต้าไห่กัดฟันลากสังขารเดินฝ่าความมืดมุ่งหน้ากลับไปยังหมู่บ้านสกุลหลิน

...

ยามรัตติกาลมาเยือน หมู่บ้านสกุลหลินเงียบสงบ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ร้องระงม แต่ที่หน้าเรือนของหลินหว่านเอ๋อร์ แสงตะเกียงยังคงสว่างไสว

"หว่านเอ๋อร์! หว่านเอ๋อร์! ช่วยลุงด้วย!"

เสียงแหบพร่าและตื่นตระหนกดังขึ้นที่หน้าประตูรั้วไม้ไผ่ เรียกให้คนงานที่เฝ้ายามต้องรีบวิ่งมาดู

หลินหว่านเอ๋อร์กำลังนั่งตรวจดูบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่ภายในเรือน นางวางพู่กันลงช้าๆ มุมปากยกยิ้มเย็นชาเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย นางคาดการณ์ไว้แล้วว่าเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้น เพียงแต่ไม่คิดว่าจะเร็วปานนี้

นางเดินออกมาที่ลานหน้าบ้านด้วยท่วงท่าสง่างาม อาภรณ์สีเรียบแต่ตัดเย็บประณีตขับเน้นรัศมีของเจ้าบ้านผู้เด็ดขาด

ที่หน้าประตูรั้ว หลินต้าไห่ในสภาพดูไม่ได้ ทั้งเนื้อตัวมอมแมม เสื้อผ้าขาดวิ่น ใบหน้าบวมช้ำเขียวม่วง กำลังเกาะรั้วไม้ไผ่ร้องโอดโอยราวกับสุนัขจนตรอก

"หว่านเอ๋อร์... หลานรัก..." หลินต้าไห่เห็นหลานสาวเดินออกมาก็รีบตะโกนเสียงสั่น "เจ้าต้องช่วยลุงนะ! พวกมัน... พวกคนชั่วมันรุมทำร้ายลุง มันปล้นเงินลุงไปหมดเลย เจ้ามีเงินใช่ไหม? เอาเงินมาให้ลุงสักร้อย... ไม่สิ สองร้อยตำลึง! ลุงสัญญาว่าจะคืนให้!"

หลินหว่านเอ๋อร์ยืนกอดอก มองดูลุงใหญ่ของตนด้วยสายตาที่ว่างเปล่าปราศจากความเมตตา ราวกับกำลังมองดูแมลงน่ารังเกียจตัวหนึ่ง

"ท่านลุงใหญ่..." น้ำเสียงของนางเรียบนิ่งทว่ากังวานและทรงอำนาจ "ท่านบอกว่าถูกปล้นกระนั้นหรือ? ข้ากลับได้ยินข่าวลือมาว่า มีคนบางคนขโมยสูตรลับของหลานสาวไปขายให้ร้านคู่แข่ง แล้วสุดท้ายก็พบว่าสูตรนั้นเป็นของปลอม จนถูกเขาตามมาทวงหนี้แค้นไม่ใช่หรือเจ้าคะ?"

หลินต้าไห่ชะงักกึก ดวงตาที่บวมปูดเบิกกว้างด้วยความตกใจ "จะ... เจ้ารู้?"

"ข้ารู้ทุกอย่าง" หลินหว่านเอ๋อร์ก้าวเข้าไปใกล้รั้วอีกนิด แววตาวาวโรจน์ด้วยความรู้ทัน "ข้ารู้กระทั่งว่าท่านแอบเข้ามาในครัวตอนไหน และข้าก็รู้ด้วยว่าไหซอสที่ท่านขโมยไปนั้น ข้าจงใจวางทิ้งไว้ให้ท่านหยิบฉวย... มันคือไหที่หมักพลาดจนเน่าเสีย ท่านคิดหรือว่าข้าจะโง่เขลาวางสูตรลับไว้ให้ใครต่อใครขโมยได้ง่ายๆ?"

คำเฉลยของหลินหว่านเอ๋อร์เปรียบเสมือนค้อนปอนด์ทุบลงกลางแสกหน้า หลินต้าไห่หน้าซีดเผือด ยิ่งกว่าตอนโดนนักเลงกระทืบเสียอีก ที่แท้... ทั้งหมดนี้คือหลุมพรางที่นางขุดล่อไว้!

"เจ้า... นังเด็กชั่ว! เจ้าวางแผนทำร้ายข้า!" หลินต้าไห่ชี้หน้าด่าด้วยความโกรธแค้น "เจ้าจงใจให้ข้าไปตาย! จิตใจเจ้าทำด้วยอะไร ถึงได้โหดเหี้ยมอำมหิตกับญาติผู้ใหญ่ได้เพียงนี้!"

"คนโลภย่อมพ่ายแพ้ภัยตนเอง" หลินหว่านเอ๋อร์กล่าวเสียงเย็น "หากท่านไม่คิดคดทรยศ ขโมยของของข้าไปขาย ท่านจะมีสภาพเช่นนี้หรือ? ตอนที่ท่านรับเงินจากร้านฟู่อัน ท่านเคยคิดถึงหัวอกหลานสาวคนนี้บ้างหรือไม่? ท่านคิดแต่จะกอบโกย จนลืมไปว่าความโลภคือยาพิษที่ร้ายแรงที่สุด"

"ข้าไม่สน!" หลินต้าไห่กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง "ข้าเป็นลุงของเจ้า! เป็นพี่ชายพ่อเจ้า! เจ้าต้องรับผิดชอบ! เอาเงินมาให้ข้าใช้หนี้เดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นข้าจะป่าวประกาศให้ทั่วว่าเจ้าเป็นหลานอกตัญญู!"

หลินหว่านเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่บาดลึกไปถึงกระดูก

"เชิญป่าวประกาศไปเลยเจ้าค่ะ แต่ที่นี่คือหน้าบ้านข้า ข้ามีสิทธิ์จะต้อนรับหรือไม่ต้อนรับใครก็ได้... อาเฉียง! ส่งแขก!"

สิ้นคำสั่ง ชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนซึ่งเป็นหัวหน้าคนงานก็ก้าวออกมา พร้อมกับถือไม้พลองยาว ยืนขนาบข้างหลินหว่านเอ๋อร์ รังสีคุกคามแผ่ออกมาจนหลินต้าไห่ผงะถอยหลังจนก้นจ้ำเบ้า

"จะ... เจ้ากล้าไล่ข้า?"

"ไม่ใช่แค่ไล่เจ้าค่ะ" หลินหว่านเอ๋อร์หรี่ตาลง "หากท่านยังไม่รีบไสหัวไปให้พ้นหน้าบ้านข้า ข้าจะให้คนงานลากตัวท่านไปส่งทางการข้อหาบุกรุกยามวิกาลและข้อหาขโมยทรัพย์สิน ถึงตอนนั้นท่านคงได้ไปนอนคุยกับหนูในคุก แทนที่จะได้หนีเจ้าหนี้"

ความกลัวจับขั้วหัวใจ หลินต้าไห่รู้ดีว่าหลานสาวคนนี้พูดจริงทำจริง เขาไม่มีทางสู้แรงคนงานหนุ่มฉกรรจ์ได้ และหากเรื่องถึงนายอำเภอ เขาที่ติดหนี้พนันย่อมเสียเปรียบเต็มประตู

"ฝากไว้ก่อนเถอะนังตัวดี!"

หลินต้าไห่ตะเกียกตะกายลุกขึ้น วิ่งหนีหางจุกตูดออกไปจากหน้าบ้านของหลินหว่านเอ๋อร์ท่ามกลางความมืดมิด เขาเจ็บแค้นแสนสาหัส ทั้งเจ็บกายและเจ็บใจ

แต่ทว่า... เขาจะไปที่ไหนได้อีก? บ้านตัวเองก็คงมีนักเลงไปดักรอ เงินก็ไม่มี ข้าวก็ไม่ได้ตกถึงท้อง

ท่ามกลางความสิ้นหวัง แสงสว่างวูบหนึ่งก็ผุดขึ้นในความคิด... ยังมีอีกคนหนึ่ง! คนเดียวที่จะสามารถจัดการนังหลานสาวตัวแสบนี้ได้ และเป็นคนเดียวที่จะปกป้องเขาได้ไม่ว่าเขาจะทำผิดแค่ไหนก็ตาม

หลินต้าไห่เปลี่ยนทิศทาง มุ่งหน้าไปยังบ้านหลังเก่าท้ายหมู่บ้าน ปากก็ตะโกนร้องโหยหวนแหวกความเงียบสงัดของยามค่ำคืน เสียงร้องนั้นโศกเศร้าและโหยหวนราวกับจะขาดใจตาย เพื่อปลุกปั่นให้เกิดพายุลูกใหม่ที่จะพัดถล่มบ้านหลินหว่านเอ๋อร์ในรุ่งเช้า

"ท่านแม่!!! ช่วยข้าด้วย!!! ท่านแม่... นังหว่านเอ๋อร์มันจะฆ่าข้าแล้ว!!! ท่านแม่ช่วยข้าด้วย!!!"

เสียงตะโกนก้องกังวานไปทั่วหมู่บ้าน ปลุกให้ชาวบ้านตื่นจากภวังค์ และแน่นอนว่า... มันดังไปถึงหูของหญิงชราผู้มีวาจาเป็นอาวุธร้ายกาจที่สุดในตระกูลหลิน!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ย่าจางอาละวาด]**