ตอนที่ 69

***บทที่ 69: ซอสพกพาสำหรับนักเดินทาง***

แสงแดดยามบ่ายแผดเผาจนพื้นดินแตกระแหง ฝุ่นทรายสีเหลืองคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณศาลาริมทาง ขบวนคาราวานพ่อค้าที่เดินทางไกลมาจากต่างเมืองต่างพากันปลดสัมภาระลงจากหลังม้าและอูฐด้วยท่าทางอ่อนล้า เสียงถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่ายดังระงมแข่งกับเสียงลมหายใจฟืดฟาดของสัตว์พาหนะ

เหล่าพ่อค้าต่างหยิบเสบียงกรังออกมาจากห่อผ้า มันคือหมั่นโถวแห้งแข็งโป๊กที่เย็นชืดและเนื้อเค็มตากแห้งที่เหนียวจนแทบจะต้องใช้มีดเลื่อย รสชาติของมันจืดชืดไร้ชีวิตชีวา เพียงแค่กินเพื่อประทังชีวิตให้ผ่านพ้นไปอีกมื้อหนึ่งเท่านั้น

"เฮ้อ... ข้าล่ะเบื่ออาหารระหว่างเดินทางเต็มทน เมื่อไหร่จะถึงเมืองที่มีภัตตาคารดีๆ สักที" ชายวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้าขบวนคาราวานบ่นอุบ พลางกัดหมั่นโถวแข็งๆ เข้าปากอย่างจำใจ

ทันใดนั้น กลิ่นหอมเย้ายวนใจชนิดหนึ่งก็ลอยมาตามลม กลิ่นนั้นหอมหวนรัญจวนใจเจือด้วยกลิ่นเครื่องเทศเข้มข้น รสสัมผัสเผ็ดร้อนที่ปลายจมูกกระตุ้นให้น้ำลายสอขึ้นมาทันที

"กลิ่นอะไร? หอมเหลือเกิน!"

เหล่าพ่อค้าต่างหันขวับไปทางต้นตอของกลิ่น ที่มุมหนึ่งของศาลาริมทาง หลินหว่านเอ๋อร์ในชุดทะมัดทะแมงยืนยิ้มกว้าง เบื้องหน้ามีโต๊ะไม้ตัวเล็กวางเรียงรายด้วยขวดเซรามิกขนาดเล็กทรงป้อม กะทัดรัด ลวดลายเรียบง่ายแต่ดูงดงามสะดุดตา

"พี่ชายท่านนั้น บ่นว่าอาหารจืดชืดอยู่ใช่หรือไม่เจ้าคะ?" หว่านเอ๋อร์เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงใสกังวาน "ลองนี่หน่อยเป็นอย่างไร 'ซอสพกพาตราแม่ครัวน้อย' เพียงแค่เหยาะลงไปบนหมั่นโถวของท่าน รสชาติสวรรค์ก็จะบังเกิดทันที!"

หัวหน้าขบวนคาราวานเลิกคิ้วสูง เดินเข้าไปใกล้อย่างสงสัย "แม่หนูน้อย สิ่งนี้คืออะไรรึ?"

"ซอสปรุงรสสูตรลับเฉพาะเจ้าค่ะ ข้าออกแบบขวดนี้มาเพื่อนักเดินทางโดยเฉพาะ ฝาปิดสนิทแน่นหนา ไม่หกเลอะเทอะ ขนาดเล็กพกพาสะดวก จะเหน็บเอวหรือใส่ย่ามก็ไม่กินที่" นางสาธิตด้วยการเปิดจุกขวด เทซอสสีน้ำตาลแดงเข้มข้นลงบนชิ้นหมั่นโถวที่นางเตรียมไว้ แล้วยื่นให้เขา "ลองชิมดูเถิดเจ้าค่ะ ไม่ซื้อไม่ว่ากัน แต่ข้ารับรองว่าท่านจะต้องเสียดายหากพลาดไป"

ชายผู้นั้นรับหมั่นโถวราดซอสไปกัดคำหนึ่ง ทันทีที่ปลายลิ้นสัมผัสรสชาติ ดวงตาของเขาก็เบิกโพลง ความเค็มที่กลมกล่อม ความเผ็ดร้อนที่พอดี และกลิ่นหอมของสมุนไพรที่ระเบิดซ่านในปาก เปลี่ยนแป้งจืดชืดให้กลายเป็นอาหารเลิศรสราวกับปรุงสดใหม่จากครัววังหลวง

"นี่มัน... อร่อยมาก!" เขาอุทานลั่น รีบกลืนลงคอแล้วหันไปตระโกนบอกพรรคพวก "เฮ้ย! พวกเอ็งมาลองนี่เร็วเข้า รสชาติมันวิเศษจริงๆ!"

เพียงชั่วพริบตา โต๊ะเล็กๆ ของหว่านเอ๋อร์ก็ถูกรุมล้อมด้วยเหล่าชายฉกรรจ์ที่หิวโหย

"ข้าเอาสามขวด!"

"ข้าขอห้าขวด! จะเอาไปฝากเมียที่บ้านด้วย!"

"ขวดสวยขนาดนี้ แถมรสชาติดีขนาดนี้ ราคาเท่าไหร่ ข้าเหมาหมด!"

หว่านเอ๋อร์ยิ้มกริ่มในใจ แผนการ 'เจาะตลาดนักเดินทาง' ประสบความสำเร็จอย่างงดงามยิ่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ นางและคนงานช่วยกันขายจนมือเป็นระวิง ขวดเซรามิกขนาดพกพาที่เพิ่งผลิตเสร็จถูกกวาดซื้อไปจนเกลี้ยงเกวียนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม

.....

ข่าวลือเรื่อง 'ซอสพกพาตราแม่ครัวน้อย' แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง

เหล่าพ่อค้าคาราวานที่ซื้อซอสไป ต่างกลายเป็นกระบอกเสียงชั้นดี เมื่อพวกเขาเดินทางไปถึงเมืองถัดไปและหยิบขวดซอสออกมาใช้ในโรงเตี๊ยม กลิ่นหอมยั่วน้ำลายทำให้ผู้คนรอบข้างต้องเข้ามาไต่ถาม

"นั่นคือสิ่งใด?"

"อ๋อ นี่น่ะหรือ? ของดีจากหมู่บ้านทางทิศใต้ ซอสแม่ครัวน้อยที่โด่งดังอย่างไรเล่า พกติดตัวไว้ กินกับอะไรก็อร่อย!"

จากปากต่อปาก จากเมืองสู่เมือง ชื่อเสียงของหลินหว่านเอ๋อร์เริ่มขจรขจายไปไกลเกินกว่าขอบเขตของอำเภอเดิม เหล่านักเดินทางต่างพากันถามหา 'ขวดลายครามใบจิ๋ว' ที่บรรจุรสชาติแห่งความสุขเอาไว้

.....

หลายวันต่อมา ณ ร้านอาหารสาขาหลักของเถ้าแก่เนี่ย

"หว่านเอ๋อร์! เจ้าช่างเป็นดาวนำโชคของข้าจริงๆ!" เถ้าแก่เนี่ยเดินเข้ามาหาหญิงสาวด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มจนแก้มแทบปริ ในมือนางถือบัญชีรายรับที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ "รู้หรือไม่ ตอนนี้มีพ่อค้าจากต่างเมืองมาติดต่อขอรับซอสของเจ้าไปขายต่อเป็นจำนวนมาก จนข้าผลิตแทบไม่ทันแล้ว!"

หลินหว่านเอ๋อร์นั่งจิบชาอย่างใจเย็น รอยยิ้มบางๆ ประดับมุมปาก "ข้าบอกท่านแล้ว ว่าคนเรายอมจ่ายเพื่อความสะดวกสบายและความอร่อยเจ้าค่ะ"

เถ้าแก่เนี่ยดวงตาเป็นประกายวาววับ นางขยับตัวเข้ามาใกล้แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น "หว่านเอ๋อร์ ข้ามีความคิดดีๆ... ด้วยชื่อเสียงตอนนี้ เราควรส่งซอสของเจ้าไปขายที่เมืองหลวง! ที่นั่นมีแต่ขุนนางและเศรษฐี หากเราตีตลาดเมืองหลวงได้ เงินทองจะไหลมาเทมาดั่งสายน้ำ!"

ทว่า หว่านเอ๋อร์กลับส่ายหน้าช้าๆ สายตาของนางฉายแววเด็ดขาดและรอบคอบ

"ยังไม่ถึงเวลาเจ้าค่ะเถ้าแก่เนี่ย"

"ทำไมล่ะ?" เถ้าแก่เนี่ยชะงัก "โอกาสทองมาถึงแล้วนะ"

"การบุกตลาดเมืองหลวงไม่ใช่เรื่องง่าย ที่นั่นเสือสิงห์กระทิงแรดมากมาย หากเราขยายตัวเร็วเกินไปในขณะที่รากฐานการผลิตยังไม่มั่นคง เราจะพังทลายลงมาได้ง่ายๆ" หว่านเอ๋อร์วางถ้วยชาลง แล้วใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ เป็นจังหวะ "ตอนนี้วัตถุดิบเรายังพึ่งพาชาวบ้านในพื้นที่ การขนส่งระยะไกลก็ยังไม่มีระบบรองรับ หากส่งไปแล้วของขาดตลาด หรือรสชาติผิดเพี้ยนเพราะการเดินทาง ชื่อเสียงที่เราสร้างมาจะป่นปี้ในพริบตา"

นางเงยหน้ามองเถ้าแก่เนี่ยด้วยสายตาคมกริบ "ข้าต้องการยึดหัวหาดเมืองรอบๆ ให้แน่นหนาเสียก่อน ให้ซอสของเรากลายเป็น 'ของจำเป็น' ที่ขาดไม่ได้ในแถบนี้ เมื่อฐานรากแข็งแกร่งดุจหินผา ต่อให้ลมพายุจากเมืองหลวงจะแรงแค่ไหน เราก็ไม่สะเทือน... ถึงตอนนั้น เราค่อยเดินเข้าเมืองหลวงอย่างผู้ชนะ ไม่ใช่ผู้ขอส่วนแบ่ง"

เถ้าแก่เนี่ยฟังแล้วถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความยอมรับนับถือ "เจ้า... ช่างมีความคิดลึกซึ้งเกินวัยจริงๆ เอาล่ะ ข้าจะเชื่อเจ้า เราจะขยายฐานให้แน่นก่อน!"

การตัดสินใจของหว่านเอ๋อร์นั้นถูกต้องที่สุด นางรู้ดีว่าในโลกธุรกิจ การโลภมากเกินตัวมักนำมาซึ่งหายนะ และนางยังมีมิติลับที่ต้องจัดการ รวมถึงวัตถุดิบพิเศษที่ต้องควบคุมคุณภาพด้วยตนเอง

หลังจากตกลงเรื่องธุรกิจเสร็จสิ้น หว่านเอ๋อร์ก็ขอตัวกลับบ้าน ในใจคำนวณกำไรที่จะได้รับในเดือนนี้เพื่อวางแผนซื้อที่ดินเพิ่ม

เมื่อรถม้าของนางเคลื่อนมาถึงหน้าประตูบ้านตระกูลหลิน แสงอาทิตย์ยามเย็นกำลังจะลาลับขอบฟ้า ทอแสงสีส้มแดงฉาบทาไปทั่วบริเวณ

"คุณหนูกลับมาแล้ว!" เสียงคนงานตะโกนบอก

แต่ทว่า... บรรยากาศในวันนี้ดูแปลกไป

ที่หน้าประตูรั้ว มีเงาร่างของสตรีผู้หนึ่งยืนด้อมๆ มองๆ อยู่ นางสวมชุดสีฉูดฉาดที่ดูราคาถูกแต่พยายามแต่งให้ดูดี ใบหน้าฉาบด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะ ท่าทางของนางดูไม่น่าไว้วางใจ สายตาสอดส่ายไปมาเหมือนหนูขโมยที่กำลังจ้องมองยุ้งฉาง

หว่านเอ๋อร์หรี่ตามองผ่านหน้าต่างรถม้า รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้า

นั่นมัน... 'หลินเป่าจู' ลูกพี่ลูกน้องตัวดี ลูกสาวของป้าสะใภ้จอมงกคนนั้นนี่นา

ดูท่าทางว่ากลิ่นหอมของความสำเร็จและเงินทอง จะโชยไปไกลจนเรียกแมลงวันฝูงเดิมให้บินกลับมาตอมอีกครั้งเสียแล้ว...

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: แขกที่ไม่ได้รับเชิญ]**