ตอนที่ 70
***บทที่ 70: แขกที่ไม่ได้รับเชิญ***
สายลมยามเย็นพัดพากลิ่นหอมจางๆ ของดินและใบไม้แห้งโชยมาปะทะใบหน้า ทว่าสำหรับหลินหว่านเอ๋อร์แล้ว กลิ่นที่รุนแรงที่สุดในยามนี้กลับมิใช่กลิ่นของธรรมชาติ หากแต่เป็นกลิ่นสาบสางของความโลภที่ลอยฟุ้งออกมาจากร่างของสตรีที่ยืนอยู่หน้าประตูรั้วบ้านตระกูลหลิน
หญิงสาวในชุดรถม้าค่อยๆ ก้าวลงมา เท้าสัมผัสพื้นดินอย่างมั่นคง ดวงตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อย จับจ้องไปยัง 'หลินเป่าจู' ลูกพี่ลูกน้องผู้นี้ด้วยสายตาที่อ่านยาก
หลินเป่าจูในชุดสีชมพูฉูดฉาดที่ดูตัดกับบรรยากาศเรียบง่ายของหมู่บ้านชนบท ใบหน้าของนางประทินโฉมด้วยแป้งหนาเตอะ ริมฝีปากทาชาดสีแดงสดราวกับเพิ่งไปกินเลือดเนื้อใครมา เมื่อนางเห็นหว่านเอ๋อร์เดินลงจากรถม้า ใบหน้าที่บึ้งตึงเมื่อครู่ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างขวางที่ดูประดิดประดอยจนน่าขนลุก
"พี่หว่านเอ๋อร์! พี่กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ ข้ามารอพี่ตั้งนานสองนานแน่ะ!"
น้ำเสียงดัดจริตที่บีบให้เล็กแหลมนั้นทำเอาคนงานที่กำลังขนของอยู่แถวนั้นถึงกับขนลุกเกรียว แต่หว่านเอ๋อร์เพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากยกยิ้มบางเบาที่ดูคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
"ลมอะไรหอบเจ้ามาถึงนี่ได้ล่ะ เป่าจู? ปกติเห็นป้าสะใภ้บอกว่าทางบ้านเจ้ายุ่งจนแทบไม่มีเวลาหายใจไม่ใช่หรือ หรือว่าวันนี้ลมเปลี่ยนทิศ กลิ่นเงินทองบ้านข้ามันหอมจนลอยไปเตะจมูกพวกเจ้าเข้า?"
วาจาเชือดเฉือนของหว่านเอ๋อร์ทำเอารอยยิ้มบนหน้าของหลินเป่าจูกระตุกไปวูบหนึ่ง แต่นางก็รีบปรับสีหน้าแสร้งทำเป็นโศกเศร้า บีบน้ำตาออกมาคลอหน่วยอย่างรวดเร็ว สมกับที่เป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นของป้าสะใภ้จอมมารยา
"โธ่ พี่หว่านเอ๋อร์ อย่าพูดเช่นนั้นสิเจ้าคะ ข้า... ข้าสำนึกผิดแล้ว ท่านแม่เองก็ป่วยออดๆ แอดๆ ครอบครัวเราลำบากมาก ข้าเห็นว่ากิจการของพี่กำลังรุ่งเรือง ข้าในฐานะน้องสาวก็แค่อยากจะมาช่วยแบ่งเบาภาระ อยากจะมาขอทำงานแลกเงินไปซื้อยาให้ท่านแม่... ข้าสัญญาว่าจะขยันขันแข็ง ไม่เกียจคร้านแน่นอนเจ้าค่ะ!"
หว่านเอ๋อร์ลอบแค่นเสียงในลำคอ *ป่วย? ลำบาก?* หากนางจำไม่ผิด เมื่อวานซืนป้าสะใภ้เพิ่งจะไปทะเลาะตบตีแย่งผักลดราคากับแม่ค้าที่ตลาดในเมือง เสียงดังลั่นทุ่งจนชาวบ้านลือกันให้แซ่ด เรี่ยวแรงมหาศาลปานนั้นยังกล้าอ้างว่าป่วย
ทว่า... ในเมื่ออีกฝ่ายลงทุนแสดงละครฉากใหญ่ หว่านเอ๋อร์ก็คร้านจะฉีกหน้ากากนางทิ้งในทันที นางรู้ดีว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเป่าจูไม่ใช่แค่ค่าแรงวันละไม่กี่อีแปะ แต่คือ 'สูตรลับ' ในการปรุงซอสและวิธีการหมักดองที่ทำให้ตระกูลหลินร่ำรวยขึ้นมาต่างหาก
ดวงตาคมกริบของหว่านเอ๋อร์กวาดมองร่างของลูกพี่ลูกน้องตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "เจ้าอยากทำงานจริงๆ หรือ? งานที่นี่หนักนะ คุณหนูผู้บอบบางอย่างเจ้าจะทนไหวหรือ"
"ไหวสิเจ้าคะ! งานบัญชี งานคุมคนงาน หรือให้ข้าช่วยชิมรสชาติซอสก็ได้ ข้าทำได้หมด!" เป่าจูรีบเสนอตัว นัยน์ตาเป็นประกายวาววับเมื่อจินตนาการว่าตนจะได้เข้าไปยุ่มย่ามในส่วนผลิต
หว่านเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ "งานเหล่านั้นมีคนทำหมดแล้ว... แต่บังเอิญจริงๆ ที่ตอนนี้ข้าขาดคนงานอยู่ตำแหน่งหนึ่งพอดี"
"ตำแหน่งอะไรหรือเจ้าคะ?" เป่าจูถามอย่างกระตือรือร้น
"คนล้างไห"
รอยยิ้มของเป่าจูแข็งค้างไปทันที "ละ... ล้างไห?"
"ใช่ ไหหมักซอสที่เราใช้แล้ว ต้องนำมาล้างทำความสะอาด ขัดคราบเกลือและคราบหมักดองออกให้หมดจด ตากแดดและรมควันฆ่าเชื้อ หากเจ้าอยากช่วยจริงๆ ก็เริ่มงานเสียเดี๋ยวนี้เลย ข้าให้ค่าแรงเท่ากับคนงานทั่วไป ไม่มีการลำเอียงเพราะเห็นว่าเป็นญาติ" หว่านเอ๋อร์สั่งเสียงเด็ดขาด พลางหันไปพยักหน้าให้หัวหน้าคนงาน "พาแม่นางเป่าจูไปที่ลานซักล้าง สอนนางขัดไหให้สะอาด หากไม่สะอาด ห้ามให้ผ่านแม้แต่ใบเดียว"
หลินเป่าจูแทบจะกรีดร้องออกมา แต่เมื่อนึกถึงคำสั่งกำชับของมารดาที่ให้ 'อดทนเพื่อการใหญ่' นางจึงได้แต่กัดฟันข่มความโกรธ ฝืนยิ้มรับคำ "ได้... ได้เจ้าค่ะ พี่หว่านเอ๋อร์"
....
เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งชั่วยาม
ณ ลานหลังบ้านที่เต็มไปด้วยไหดินเผาวางเรียงราย หลินเป่าจูในสภาพเหงื่อท่วมตัว หน้าตาที่แต่งแต้มมาอย่างดีเริ่มไหลเยิ้มเป็นคราบ นางกำลังนั่งยองๆ อยู่หน้ากะละมังใบใหญ่ มือที่เคยทาเล็บสวยงามบัดนี้ต้องจุ่มลงในน้ำเย็นเฉียบและขัดถูไหที่มีกลิ่นฉุนกึก
"นังตัวดีหลินหว่านเอ๋อร์! ฝากไว้ก่อนเถอะ!" นางก่นด่าพึมพำเสียงลอดไรฟัน ขณะออกแรงขัดไหใบโตด้วยความหงุดหงิด "รอให้ข้ารู้ส่วนผสมลับเมื่อไหร่ ข้าจะเอาไปบอกท่านแม่ แล้วพวกเราจะตั้งโรงงานแข่ง ให้เจ้าเจ๊งระเนระนาดไปเลย คอยดู!"
ด้วยความโมโหบวกกับความไม่เคยชินต่องานหนัก มือที่เต็มไปด้วยฟองสบู่ลื่นๆ ของนางจึงจับปากไหไม่ถนัด ขณะที่นางพยายามจะยกไหใบใหญ่นั้นขึ้นเพื่อล้างน้ำเปล่า
*เพล้ง!!!*
เสียงวัตถุหนักกระทบพื้นหินดังสนั่นหวั่นไหว เศษดินเผากระจายว่อนไปทั่วบริเวณ น้ำล้างไหสาดกระจายเปรอะเปื้อนกระโปรงสีชมพูตัวเก่งจนเปียกโชก
หลินเป่าจูหน้าซีดเผือด ยืนตัวสั่นเทาอยู่ท่ามกลางซากไหแตก ยังไม่ทันที่นางจะคิดหาข้อแก้ตัว เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นเบื้องหลัง พร้อมกับเงาทะมึนที่ทาบทับลงมา
"ไหดินเผาเนื้อดี สั่งทำพิเศษจากเตาเผาช่างหลวง... ใบละสามตำลึงเงิน"
เสียงเย็นเยียบของหว่านเอ๋อร์ดังขึ้น ทำเอาเป่าจูสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมองญาติผู้พี่ที่ยืนกอดอกมองนางด้วยสายตาว่างเปล่าไร้ความรู้สึก
"พะ... พี่หว่านเอ๋อร์ คือข้า... มันลื่น... ข้าไม่ได้ตั้งใจ..." เป่าจูละล่ำละลัก เสียงสั่นเครือ
หว่านเอ๋อร์เดินเข้ามาใกล้ ใช้ปลายเท้าเขี่ยเศษไหที่แตกกระจาย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย "ในโรงงานของข้า กฎคือกฎ ทำของเสียหายต้องชดใช้ ค่าแรงเจ้าวันละห้าสิบอีแปะ... ไหใบนี้ราคาห้าร้อยอีแปะ (คำนวณจากหน่วยย่อยของตำลึง) เท่ากับว่าเจ้าต้องทำงานฟรีสิบวันเพื่อชดใช้ค่าไหใบนี้"
"สิบวัน!?" เป่าจูเบิกตากว้าง กรีดร้องเสียงหลง "นี่มันขูดเลือดขูดเนื้อกันชัดๆ! ข้าเป็นน้องสาวท่านนะ ท่านจะคิดเงินกับข้าเชียวรึ!"
"ที่นี่ไม่ใช่สมาคมสงเคราะห์ญาติพี่น้อง แต่เป็นสถานประกอบการ" หว่านเอ๋อร์ประกาศกร้าว เสียงของนางดังก้องจนคนงานรอบๆ หยุดมือหันมามอง "หากเจ้าไม่พอใจก็ไสหัวกลับไปเสีย แล้วอย่าลืมให้แม่เจ้านำเงินค่าไหมาจ่ายข้าด้วย แต่หากจะทำต่อ ก็จงก้มหน้าก้มตาทำงานชดใช้หนี้เสียตั้งแต่วินาทีนี้!"
หลินเป่าจูกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อจนเจ็บ ความอับอายและความโกรธแค้นแล่นพล่านไปทั่วร่าง นางไม่เพียงไม่ได้ล้วงความลับ แต่กลับต้องมาเป็นหนี้ตั้งแต่วันแรก ทั้งยังโดนฉีกหน้าท่ามกลางบ่าวไพร่
หว่านเอ๋อร์มองดูปฏิกิริยาของลูกพี่ลูกน้องด้วยสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็ง นางรู้ดีว่าคนอย่างเป่าจูไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่นางต้องการ... ศัตรูที่อยู่ใกล้มือ ย่อมจัดการง่ายกว่าศัตรูที่ซ่อนอยู่ในเงามืด
"เลือกเอา เป่าจู... จะกลับบ้านมือเปล่าพร้อมหนี้สิน หรือจะพิสูจน์ความตั้งใจของเจ้า"
รอยยิ้มมุมปากของหว่านเอ๋อร์ในยามนี้ ดูน่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจจิ้งจอกพันปีเสียอีก...
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: บทเรียนราคาแพงของเป่าจู]**