ตอนที่ 71
***บทที่ 71: บทเรียนราคาแพงของเป่าจู***
บรรยากาศภายในโรงงานทำเครื่องปรุงรสของสกุลหลินดูจะลดอุณหภูมิลงจนเยือกแข็ง ท่ามกลางสายตาของคนงานนับสิบคู่ที่จับจ้องมา หลินเป่าจูยืนตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธแค้นระคนอับอาย ใบหน้าของนางแดงก่ำลามไปถึงใบหู ราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่กลางที่สาธารณะ
ทางเลือกที่หลินหว่านเอ๋อร์หยิบยื่นให้นั้น มิใช่ทางเลือกของผู้มีเมตตา แต่เป็นทางเลือกของพญามารที่ต้อนเหยื่อจนมุม
"ข้า... ข้าจะทำ!" เป่าจูกัดฟันกรอด เค้นเสียงลอดไรฟันออกมาอย่างยากลำบาก ในใจก่นด่าสาปแช่งญาติผู้พี่ผู้นี้ไปถึงสิบแปดชั่วโคตร นางไม่มีทางยอมกลับไปขอเงินมารดามาจ่ายค่าไหใบนี้แน่ หากท่านแม่รู้ว่านางก่อเรื่องตั้งแต่วันแรก มีหวังนางคงโดนด่าจนหูชา อีกทั้งหากยอมถอยตอนนี้ แผนการที่จะเข้ามาสืบสูตรลับก็คงพังทลาย
"ดี" หว่านเอ๋อร์พยักหน้าเล็กน้อย รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าเลือนหายไป แทนที่ด้วยความเคร่งขรึมจริงจังดุจขุนนางตุลาการ "ป้าจ้าว พาคนงานใหม่ไปที่ลานซักล้าง งานแรกของนางคือขัดล้างไหหมักที่ใช้แล้วกองนั้นให้สะอาดหมดจด ห้ามมีคราบหรือกลิ่นตกค้างแม้แต่น้อย หากตรวจพบว่าไม่สะอาด ต้องล้างใหม่ทั้งหมด"
ป้าจ้าว หญิงวัยกลางคนผู้ดูแลความเรียบร้อย รับคำสั่งอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันไปผายมือเชิญคุณหนูเป่าจู "เชิญทางนี้เจ้าค่ะ แม่นางเป่าจู"
เป่าจูมองกองภูเขาไหดินเผาที่เปรอะเปื้อนคราบซอสหมักด้วยสายตาขยะแขยง นางเป็นบุตรสาวที่ถูกมารดาประคบประหงมมาแต่อ้อนแต่ออก งานหนักที่สุดที่เคยทำก็เพียงแค่ปักผ้าเช็ดหน้า แต่บัดนี้กลับต้องมานั่งยองๆ ขัดไหสกปรก!
เวลาล่วงเลยผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม แสงแดดยามบ่ายเริ่มแผดจ้าขึ้นเรื่อยๆ เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มใบหน้าของเป่าจู เครื่องสำอางราคาถูกที่นางบรรจงแต่งแต้มมาเริ่มไหลเยิ้มจนดูเลอะเทอะ มือที่เคยขาวผ่องบัดนี้แดงเถือกเพราะถูกน้ำเย็นกัดและด้ามแปรงขัดที่หยาบกระด้างเสียดสี
"โอ๊ย! ข้าไม่ทำแล้ว!"
เสียงกรีดร้องดังลั่นลานซักล้าง เป่าจูขว้างแปรงขัดพื้นลงในอ่างน้ำจนน้ำสกปรกกระเซ็นเปรอะเปื้อนเสื้อผ้า นางลุกขึ้นยืนหอบหายใจอย่างแรง ความอดทนที่มีอยู่น้อยนิดขาดผึงลงในที่สุด
"หลินหว่านเอ๋อร์! เจ้าจงใจแกล้งข้า!" นางตะโกนลั่น ชี้หน้าด่ากราดไปทางเรือนใหญ่ที่หว่านเอ๋อร์นั่งตรวจสอบบัญชีอยู่
หว่านเอ๋อร์วางพู่กันลงอย่างใจเย็น ก่อนจะเดินออกมาที่ระเบียง มองดูญาติผู้น้องที่กำลังอาละวาดราวกับคนเสียสติ ท่าทีของนางสงบนิ่งดุจผิวน้ำในบึงลึก ตัดกับความร้อนรุ่มของเป่าจูอย่างสิ้นเชิง
"แกล้งเจ้า?" หว่านเอ๋อร์ทวนคำ เสียงเรียบแต่กังวานไปทั่วบริเวณ "ข้าแกล้งเจ้าตรงไหนรึเป่าจู? งานที่เจ้าทำ ป้าจ้าวและคนงานคนอื่นๆ ก็เคยทำมาก่อนทั้งสิ้น ไม่มีใครสูงส่งกว่าใครในที่แห่งนี้"
"แต่ข้าเป็นญาติเจ้า! เป็นน้องสาวเจ้า!" เป่าจูแผดเสียง น้ำตาแห่งความคับแค้นไหลพราก "เจ้าให้ข้ามาขัดไหสกปรกพวกนี้ ทั้งที่เจ้านั่งสบายใจเฉิบอยู่ในร่ม เจ้ามันคนแล้งน้ำใจ เห็นเงินดีกว่าพี่น้อง!"
คนงานรอบๆ ต่างหยุดมือและเริ่มซุบซิบกัน บ้างก็ส่ายหน้าด้วยความระอา บ้างก็มองเป่าจูด้วยสายตาดูแคลน
หว่านเอ๋อร์เดินลงบันไดมาช้าๆ ทุกย่างก้าวเปี่ยมด้วยอำนาจที่ทำให้ผู้คนต้องแหวกทางให้ นางหยุดยืนเบื้องหน้าเป่าจู ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว
"เห็นเงินดีกว่าพี่น้องงั้นรึ?" หว่านเอ๋อร์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย "เป่าจู... เจ้าเติบโตมาด้วยข้าวแดงแกงร้อนที่ท่านอาหญิงหามาให้ เจ้าสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดี กินอิ่มนอนอุ่น เคยถามตัวเองบ้างหรือไม่ว่าเงินเหล่านั้นมาจากไหน?"
นางผายมือไปทางกลุ่มคนงานที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ
"พี่ชายหลี่ตรงนั้น แบกฟืนลงจากเขาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง แลกเงินเพียงไม่กี่สิบอีแปะเพื่อซื้อยาให้มารดาที่ป่วย... ป้าจ้าวตื่นมาเตรียมวัตถุดิบตั้งแต่ไก่โห่ เพื่อส่งลูกชายเรียนหนังสือ... ทุกคนในที่นี้แลกหยาดเหงื่อแรงกายเพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงปากท้อง ไม่มีใครได้มาเปล่าๆ!"
เสียงของหว่านเอ๋อร์ดังขึ้นเรื่อยๆ แต่มิใช่การตะโกน มันคือน้ำเสียงของการสั่งสอนที่หนักแน่นดุจหินผา
"แต่เจ้า... ทำไหแตกเสียหายกลับไม่สำนึกผิด คิดแต่จะใช้ความเป็นญาติมาอ้างเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ พอให้ทำงานชดใช้ก็โวยวายว่าลำบาก เจ้าคิดว่าเงินทองมันงอกออกมาจากดินหรือไร! หากเจ้ารู้จักคุณค่าของเงินแม้เพียงเสี้ยว เจ้าจะไม่กล้าเอ่ยปากว่าข้าเห็นแก่เงิน เพราะเงินทุกอีแปะที่ข้าหามา ข้าแลกมาด้วยสมองและสองมือของข้าเอง มิใช่แบมือขอใครเหมือนเจ้า!"
คำพูดของหว่านเอ๋อร์เปรียบเสมือนแส้ที่ฟาดลงกลางใจคนฟัง เป่าจูหน้าชาจนไร้ความรู้สึก นางอ้าปากค้าง อยากจะเถียงแต่กลับจุกอยู่ในลำคอ คำพูดเหล่านั้นเป็นความจริงที่นางไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ทิฐิมานะทำให้ยอมรับไม่ได้เช่นกัน
บรรดาคนงานที่ยืนฟังต่างพากันพยักหน้าชื่นชม แววตาที่มองหว่านเอ๋อร์เต็มไปด้วยความศรัทธา เดิมทีพวกเขาอาจเกรงใจเป่าจูที่เป็นญาติเจ้านาย แต่เมื่อเห็นหว่านเอ๋อร์จัดการอย่างเด็ดขาดและยุติธรรมเช่นนี้ ความกังวลก็มลายหายไป
"คุณหนูพูดถูกแล้ว แม่นางเป่าจู งานที่นี่ไม่มีใครสบายหรอกขอรับ พวกเราต่างก็ต้องทำเพื่อแลกเงิน" ลุงหลี่เอ่ยขึ้นเบาๆ
"ใช่เจ้าค่ะ นายหญิงยุติธรรมที่สุดแล้ว หากทำผิดก็ต้องว่าไปตามผิด" ป้าจ้าวเสริม
เสียงสนับสนุนจากคนงานยิ่งตอกย้ำความพ่ายแพ้ของเป่าจู นางรู้สึกเหมือนถูกโดดเดี่ยวท่ามกลางฝูงชน ความอับอายแล่นพล่านจนทนไม่ไหว
"พวกเจ้า... พวกเจ้ามันก็แค่พวกไพร่!" เป่าจูกรีดร้องเสียงหลง ชี้นิ้วสั่นระริกไปทั่ว "ข้าเกลียดที่นี่! ข้าเกลียดพวกเจ้า! ฝากไว้ก่อนเถอะนังหว่านเอ๋อร์ ข้าจะไม่ยอมให้เรื่องจบแค่นี้แน่!"
สิ้นเสียงคำราม หลินเป่าจูก็สะบัดหน้า วิ่งร้องไห้โฮออกไปทางประตูโรงงาน ทิ้งไว้เพียงเสียงสะอึกสะอื้นที่ค่อยๆ เลือนหายไป และรอยเท้าเปื้อนโคลนที่ลากยาวเป็นทาง
หว่านเอ๋อร์มองตามแผ่นหลังที่วิ่งหนีไปอย่างไม่แยแส ก่อนจะหันกลับมาสั่งงานด้วยน้ำเสียงปกติ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ทุกคนแยกย้ายไปทำงานต่อเถอะ ส่วนไหที่เหลือ... เดี๋ยวข้าจะจัดการเอง"
"ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะคุณหนู เดี๋ยวป้าจัดการให้เอง" ป้าจ้าวรีบเข้ามาอาสา "คุณหนูไปพักผ่อนเถอะเจ้าค่ะ จัดการเรื่องวุ่นวายมาทั้งวันแล้ว"
หว่านเอ๋อร์ยิ้มบางๆ ให้กับความมีน้ำใจของลูกจ้าง นางรู้ดีว่าเหตุการณ์ในวันนี้มิใช่เพียงการสั่งสอนเป่าจู แต่เป็นการ 'เชือดไก่ให้ลิงดู' เพื่อวางรากฐานระเบียบวินัยในโรงงานของนางให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
ทว่า ในขณะที่ความวุ่นวายภายในคลี่คลายลง ลมเย็นยะเยือกยามพลบค่ำกลับพัดกรรโชกแรง หอบเอาใบไม้แห้งปลิวว่อนไปทั่วลานบ้าน หว่านเอ๋อร์เงยหน้ามองท้องฟ้าทางทิศตะวันตก เมฆสีเทาทะมึนเริ่มก่อตัวขึ้นที่ขอบฟ้า ราวกับเป็นลางบอกเหตุถึงพายุระลอกใหม่ที่กำลังจะมาถึง
...พายุที่มิได้เกิดจากลมฝน แต่มาจากกระดาษเพียงแผ่นเดียวที่กำลังเดินทางมาถึงมือของคนผู้หนึ่ง...
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: จดหมายจากเมืองหลวง]**