ตอนที่ 72
***บทที่ 72: จดหมายจากเมืองหลวง***
หลายวันคล้อยผ่านนับแต่เหตุวุ่นวายในโรงงานพริก หว่านเอ๋อร์ยังคงดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข นางมุ่งมั่นกับการเพาะปลูกและบริหารกิจการไม่เคยขาดตกบกพร่อง แสงอรุณยามเช้าสาดส่องกระทบใบพริกเขียวขจีที่กำลังออกดอกผล ท่ามกลางบรรยากาศอันสงบเงียบแห่งชนบทที่ปกคลุมด้วยม่านหมอกจางๆ เสียงหัวเราะรื่นเริงของชาวบ้านที่ช่วยกันดูแลไร่นากู่ก้องสลับกับเสียงน้ำไหลในลำธาร สายลมยามเหมันต์พัดโชยมาเป็นระลอก นำพาเอาความเย็นเยือกบางเบาและความสงบมาสู่ผืนดิน
ทว่า ห่างจากหมู่บ้านอันเงียบสงบนี้ออกไปหลายลี้ ณ เรือนหมอฝู ผู้เฒ่าฝูมิได้มีจิตใจสงบเยี่ยงท้องน้ำนิ่งดั่งเช่นปกติ
ในยามสนธยาของวันหนึ่ง เมื่อดวงตะวันคล้อยต่ำย้อมขอบฟ้าเป็นสีแดงฉาน หมอฝูยังคงนั่งตรวจสมุนไพรในห้องตำรับยาอันอบอวลด้วยกลิ่นหอมเฉพาะตัวของพืชพรรณต่างๆ เขาเป็นบุรุษชราผู้มีผมสีดอกเลาและเคราขาวโพลน ดวงตาใต้คิ้วดกหนาเต็มไปด้วยประกายแห่งความรู้และประสบการณ์ เขากำลังพิจารณาเมล็ดพันธุ์สมุนไพรแปลกตาชนิดหนึ่งที่เพิ่งได้รับมาจากผู้ป่วยรายหนึ่ง ซึ่งหว่านเอ๋อร์นำมาให้เขาเมื่อหลายวันก่อน เพื่อช่วยบรรเทาอาการไอเรื้อรังของบิดา
จู่ๆ เสียงเคาะประตูที่หนักแน่นและเร่งร้อนก็ดังขึ้นจากด้านนอก ทำให้หมอฝูต้องละสายตาจากตำราเก่าแก่ที่เปิดค้างอยู่บนโต๊ะ ศิษย์เอกผู้หนึ่งจึงเดินไปเปิดประตู ปรากฏร่างของบุรุษไปรษณีย์ในชุดสีครามเข้ม ใบหน้าอิดโรยเปรอะเปื้อนฝุ่นธุลีจากการเดินทางอันยาวนาน เขากำลังยืนหอบหายใจอยู่เบื้องหน้า พร้อมกับยื่นซองจดหมายสีขาวนวลปิดผนึกด้วยตราประทับของทางการให้
"จดหมายด่วนขอรับท่านหมอฝู... จากเมืองหลวง" บุรุษไปรษณีย์เอ่ยเสียงแหบพร่า ก่อนจะโค้งคำนับเล็กน้อย แล้วรีบปลีกตัวจากไปราวกับต้องไปส่งจดหมายอีกหลายฉบับ
หมอฝูรับจดหมายมาไว้ในมือ สัมผัสได้ถึงความบางเบาของกระดาษแต่กลับรู้สึกถึงน้ำหนักแห่งความหมายบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใน ตราประทับของสำนักหมอหลวงแห่งแคว้นมิใช่สิ่งที่เขาจะเห็นได้บ่อยนักในชนบทอันห่างไกลเช่นนี้ คิ้วของเขาเลิกสูงขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจและฉงนสนเท่ห์ ใจกลางของเขามีความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นมา ราวกับว่าสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงกำลังจะพัดผ่านมายังชีวิตอันเรียบง่ายของเขา
เขาค่อยๆ คลี่จดหมายออก สายตาที่ผ่านโลกมานับไม่ถ้วนไล่อ่านตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมืออันปราณีต บรรทัดแรกๆ เป็นการทักทายและอวยพรตามมารยาท แต่ไม่นานนักเนื้อหาหลักก็ปรากฏชัดเจนต่อสายตาของหมอฝู จดหมายนั้นมิได้เป็นเพียงการสอบถามสารทุกข์สุกดิบทั่วไป หากแต่เป็นจดหมายจากหมอหลวงท่านหนึ่งในราชสำนัก ซึ่งเคยเป็นศิษย์ร่วมสำนักกับหมอฝูในอดีต เนื้อความโดยสรุปคือการสอบถามถึง "สมุนไพรแปลกประหลาดชนิดหนึ่งที่ออกฤทธิ์แรงกล้าและมีคุณสมบัติโดดเด่นในการฟื้นฟูร่างกายอย่างน่าอัศจรรย์" หมอหลวงท่านนั้นระบุอย่างเจาะจงว่า "สมุนไพรชนิดนี้ไม่เคยปรากฏในตำราหรือบันทึกของสำนักแพทย์หลวงมาก่อน และแหล่งที่มาที่แจ้งไว้คือ 'จากหมู่บ้านเล็กๆ ทางทิศตะวันออกของเมืองเยว่โจว' ซึ่งตรงกับที่หมอฝูพำนักอยู่พอดี"
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ หมอหลวงท่านนั้นยังได้กล่าวถึง "ผู้เยาว์หญิงที่นำสมุนไพรเหล่านี้มาจำหน่ายเป็นประจำ พร้อมกับคำกล่าวอ้างว่าได้มาจากมิติพิเศษส่วนตัว" ประโยคนี้ทำให้มือที่ถือจดหมายของหมอฝูเริ่มสั่นสะท้านเล็กน้อย ภาพของหว่านเอ๋อร์ในชุดผ้าฝ้ายธรรมดาๆ แต่ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความฉลาดเฉลียวและเด็ดขาดก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของเขา
หมอฝูหรี่ตาลงครุ่นคิด เขาจำได้ดีว่าหว่านเอ๋อร์เคยนำสมุนไพรหลายชนิดมาให้เขาตรวจสอบ บ้างก็เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่หาได้ทั่วไป แต่หลายครั้งนางก็นำพืชพรรณที่ไม่เคยปรากฏในตำรายาเล่มใดที่เขาเคยศึกษามา ยิ่งไปกว่านั้น คุณภาพของสมุนไพรเหล่านั้นยังเหนือกว่าสมุนไพรทั่วไปหลายเท่านัก สามารถรักษาอาการที่ซับซ้อนให้หายขาดได้อย่างน่าประหลาดใจ ด้วยวัยที่ชราภาพและประสบการณ์อันยาวนานในเส้นทางแพทย์ เขาย่อมมิใช่คนที่จะเชื่อเรื่องราวเหนือธรรมชาติอะไรง่ายๆ แต่คำกล่าวอ้างของหว่านเอ๋อร์ที่ว่า "ได้จากมิติพิเศษ" นั้น มิใช่เรื่องที่เขาจะปัดทิ้งไปได้ทั้งหมดในเมื่อผลลัพธ์มันประจักษ์แก่สายตา
คิ้วสีขาวของหมอฝูขมวดเข้าหากันอย่างครุ่นคิด ในอดีตกาลอันยาวนาน มีเรื่องเล่าขานถึงตระกูลแพทย์โบราณบางตระกูลที่ครอบครองความรู้และตำรับยาอันล้ำค่าที่สืบทอดกันมาอย่างลับๆ ซึ่งบางครั้งก็กล่าวกันว่ามีความสามารถพิเศษในการเข้าถึงแหล่งสมุนไพรที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ หรือแม้กระทั่งการมี "มิติส่วนตัว" สำหรับเพาะปลูกพืชหายาก หมอฝูเคยคิดว่านั่นเป็นเพียงนิทานปรัมปรา แต่หลังจากที่ได้พบกับหว่านเอ๋อร์ และได้สัมผัสกับสมุนไพรที่นางนำมา ตลอดจนได้ยินคำกล่าวอ้างที่ฟังดูเหลือเชื่อนั้น เขาก็เริ่มไม่มั่นใจอีกต่อไป
"หรือว่า...นางจะเกี่ยวข้องกับตระกูลแพทย์โบราณเหล่านั้น?" เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นในลำคอของหมอฝู ดวงตาของเขาฉายแววพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ความสามารถของหว่านเอ๋อร์ในการจัดการสิ่งต่างๆ อย่างเด็ดขาด ความฉลาดเฉลียวที่เกินวัย และเหนือสิ่งอื่นใดคือสมุนไพรวิเศษที่นางครอบครอง มันเริ่มเชื่อมโยงกันเป็นภาพที่น่าตกใจ และเป็นปริศนาที่กำลังเชื้อเชิญให้เขาค้นหาคำตอบ
ในขณะที่หมอฝูกำลังจมดิ่งในห้วงความคิดอันสลับซับซ้อนนั้น หว่านเอ๋อร์ยังคงใช้ชีวิตประจำวันอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว นางไม่รู้เลยว่าจดหมายจากเมืองหลวงได้มาถึงแล้ว และเป็นจุดเริ่มต้นของการเพ่งเล็งที่อาจส่งผลต่อชีวิตของนางในอนาคต
รุ่งอรุณของอีกวัน หว่านเอ๋อร์ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ นางเดินสำรวจแปลงพริกที่กำลังเจริญงอกงามอย่างสม่ำเสมอ ก้มลงพินิจดูใบและลำต้นอย่างใส่ใจเป็นพิเศษ ก่อนจะเดินไปยังโรงงานแปรรูปพริกที่กำลังคึกคักไปด้วยเสียงพูดคุยและเสียงบดพริกของคนงาน
"ป้าจ้าว ดูแลการบดพริกให้ละเอียดตามที่ข้าบอกนะเจ้าคะ" นางเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความเด็ดขาด "ส่วนพริกที่เพิ่งเก็บมาใหม่ ให้ผึ่งแดดอีกสองวันก่อนนำไปแปรรูป เพื่อให้ได้กลิ่นและรสชาติที่เข้มข้นที่สุด"
ป้าจ้าวและคนงานคนอื่นๆ รับคำสั่งด้วยความนอบน้อม ทุกคนต่างชื่นชมในความรอบคอบและวิสัยทัศน์ของนายหญิงผู้นี้ นางไม่เคยเหน็ดเหนื่อย ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะพัฒนา ทุกอย่างในโรงงานและในไร่นาล้วนอยู่ในความดูแลของนางอย่างสมบูรณ์แบบ หว่านเอ๋อร์จัดสรรงานทุกอย่างเป็นระบบระเบียบ นางวางแผนล่วงหน้าเสมอ ทั้งเรื่องการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การแปรรูป และการจำหน่าย ทุกขั้นตอนถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งของนาง เพราะผลงานที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าความคิดของนางถูกต้องเสมอ
ในวันนี้ หว่านเอ๋อร์ได้มอบหมายให้คนงานส่วนหนึ่งไปเตรียมดินสำหรับเพาะปลูกพืชชนิดใหม่ที่นางตั้งใจจะทดลองปลูก ซึ่งเป็นพืชที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษและมีคุณสมบัติทางยาอันล้ำค่า นางคิดคำนวณทุกอย่างอย่างรอบคอบ ทั้งเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศ ปริมาณน้ำที่ต้องใช้ และเวลาที่เหมาะสมในการเพาะปลูก นางยังคงครุ่นคิดถึงวิธีการที่จะทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดีที่สุด และวางแผนขยายกิจการให้เติบโตยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้
ย้อนกลับมายังเรือนหมอฝู หลังจากจดจ่ออยู่กับตัวอักษรบนกระดาษนานนับชั่วยาม หมอฝูตัดสินใจลุกขึ้นไปยังห้องเก็บสมุนไพร เขาหยิบขวดโหลแก้วที่บรรจุสมุนไพรแห้งชนิดหนึ่งขึ้นมา มันเป็นสมุนไพรที่หว่านเอ๋อร์เคยนำมาให้เขาเพื่อเป็นส่วนผสมในยาบำรุงสำหรับบิดาของนางเอง เมล็ดสีดำเงาวาว มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ซับซ้อนยากจะอธิบาย
เขาจ้องมองสมุนไพรเหล่านั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยระคนกับความตื่นเต้น ราวกับได้พบเจอขุมทรัพย์ที่ซ่อนเร้นมานานปี จดหมายจากเมืองหลวงได้ปลุกเร้าจิตวิญญาณนักค้นคว้าในตัวเขาให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง บัดนี้เขาตระหนักแล้วว่าเรื่องราวของหว่านเอ๋อร์มิใช่เพียงเรื่องบังเอิญอีกต่อไป หากแต่เป็นเงื่อนงำสำคัญที่อาจนำไปสู่การไขปริศนาที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คิดนัก
หมอฝูยืนนิ่งอยู่หน้าชั้นวางสมุนไพร แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาอาบไล้ร่างชราของเขาให้ดูโดดเด่นท่ามกลางความมืดมิด เขาคิดถึงคำพูดในจดหมายอีกครั้ง ทั้งเรื่องสมุนไพรที่ไม่เคยปรากฏในตำรา และเรื่องมิติพิเศษส่วนตัวที่ผู้เยาว์หญิงผู้นั้นกล่าวอ้าง
"ดูเหมือนว่า... ข้าคงต้องออกสืบเรื่องราวของแม่หนูน้อยหว่านเอ๋อร์อย่างจริงจังเสียแล้ว" หมอฝูพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่แววตาของเขากลับฉายประกายแห่งความมุ่งมั่นและตัดสินใจอันแน่วแน่ เขารู้สึกได้ถึงคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัวขึ้นช้าๆ รอบตัวหว่านเอ๋อร์ และไม่ว่ามันจะเป็นคลื่นแห่งโชคลาภหรือเภทภัย เขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันเพื่อไขปริศนาให้กระจ่าง
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: วิกฤตหน้าแล้ง]**