ตอนที่ 73

***บทที่ 73: วิกฤตหน้าแล้ง***

กาลเวลาหมุนผ่านไปดุจสายน้ำไหล ทว่าสายน้ำในยามนี้กลับมิได้ไหลรินอย่างใจหมาย

หลายวันหลังจากที่หมอฝูเริ่มระแคะระคายในตัวตนของหลินหว่านเอ๋อร์ ฤดูกาลได้ผันเปลี่ยนเข้าสู่ช่วงเหมันต์ที่แปลกประหลาด แทนที่ลมหนาวจะพัดพาความเย็นฉ่ำมาเยือน กลับกลายเป็นไอร้อนระอุที่แผดเผาผืนปฐพี ดวงตะวันเจิดจ้าดุจเตาหลอมขนาดมหึมาแขวนลอยอยู่กลางนภา สาดแสงสีทองอำมหิตลงมาแผดเผาทุกสรรพชีวิตให้เหี่ยวเฉา

เสียงจักจั่นกรีดร้องระงมไปทั่วหุบเขา ราวกับกำลังคร่ำครวญถึงความแห้งแล้งที่กำลังคืบคลานเข้ามาเยือนหมู่บ้านสกุลหลิน นี่คือสัญญาณของ 'ภัยแล้ง' ภัยธรรมชาติครั้งแรกที่หลินหว่านเอ๋อร์ต้องเผชิญหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ร่างบอบบางในชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีเดินสำรวจแปลงเพาะปลูกของตนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วเรียวงามขมวดมุ่นเข้าหากันยามทอดสายตามองต้นพริกที่นางฟูมฟักมากับมือ ใบสีเขียวเข้มที่เคยชูชันรับแสงตะวัน บัดนี้กลับเริ่มม้วนงอและหม่นหมองลง ดินที่เคยชุ่มชื้นร่วนซุยเริ่มแห้งแตกระแหงเป็นร่องลึก ฝุ่นผงสีน้ำตาลฟุ้งกระจายทุกครั้งที่ปลายเท้าสัมผัสพื้น

"เฮ้อ... หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ผลผลิตคงเสียหายหนักแน่" หว่านเอ๋อร์พึมพำกับตนเอง นางถอนหายใจยาวพลางยกมือขึ้นปาดเหงื่อเม็ดเล็กที่ผุดพรายตามไรผม

แม้ในมิติลับส่วนตัวของนางจะมีน้ำพุวิเศษและสระน้ำที่ไม่มีวันเหือดแห้ง แต่นางตระหนักดีว่าการจะนำน้ำจากในมิติออกมาใช้นั้นทำได้เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและในวงจำกัด หากนางเสกน้ำออกมาท่วมทุ่งนาท่ามกลางความแห้งแล้ง ย่อมเป็นที่ผิดสังเกตและนำภัยมาสู่ตัวมากกว่าผลดี การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่จริงในโลกภายนอกต่างหากคือหนทางรอดที่ยั่งยืน

นางเดินลัดเลาะลงไปยังลำธารสายหลักที่ไหลผ่านท้ายหมู่บ้าน ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ ระดับน้ำที่เคยเปี่ยมล้นตลิ่ง บัดนี้ลดฮวบจนเห็นโขดหินและสันทรายโผล่พ้นน้ำขึ้นมาเป็นหย่อมๆ กระแสน้ำที่เคยไหลเชี่ยวกรากกลายเป็นเพียงสายน้ำเอื่อยเฉื่อยที่แทบจะหยุดนิ่ง

ทว่าสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าระดับน้ำ คือเสียงเอะอะโวยวายที่ดังแว่วมาแต่ไกล

"เจ้าจะบ้าหรือไร! หากเจ้าทดน้ำเข้านาของเจ้าหมด แล้วนาของข้าจะเอาน้ำที่ไหนใช้!" เสียงตะโกนด่าทอด้วยความเกรี้ยวกราดดังขึ้น

"ใครใช้ให้ที่นาของเจ้าอยู่ปลายน้ำเล่า! ข้าอยู่ต้นน้ำ ข้าก็ต้องได้สิทธิ์ก่อนสิ!" อีกเสียงหนึ่งตะคอกกลับอย่างไม่ยอมลดละ

หลินหว่านเอ๋อร์รีบเร่งฝีเท้าไปยังต้นเสียง ภาพเบื้องหน้าคือกลุ่มชาวบ้านเกือบยี่สิบคนกำลังยืนประจันหน้ากันอยู่ที่ริมฝั่งลำธาร บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด ชาวบ้านบางคนถือจอบถือเสียมแน่นในมือ แววตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นและความหวาดกลัวต่อความอดอยากที่กำลังจะมาถึง

ตรงกลางวงล้อมนั้น คือผู้ใหญ่บ้านที่กำลังยืนเหงื่อตก พยายามห้ามทัพด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง "หยุด! หยุดเดี๋ยวนี้! พวกเจ้าเป็นคนหมู่บ้านเดียวกันแท้ๆ เหตุใดจึงต้องมาเข่นฆ่ากันเพราะเรื่องน้ำด้วย!"

"ท่านผู้ใหญ่! ท่านก็พูดได้สิ ท่านไม่ได้ทำนาเหมือนพวกข้า!" ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมเกร็งผู้หนึ่งตวาดลั่น เขาคือ 'อาซาน' เจ้าของนาข้าวที่อยู่ท้ายน้ำ "ข้าวในนาของข้ากำลังตั้งท้อง หากขาดน้ำไปตอนนี้ ปีนี้ครอบครัวข้าคงต้องอดตายกันหมด!"

"แล้วครอบครัวข้าไม่ต้องกินต้องใช้หรือไง!" 'ลุงจาง' เจ้าของนาต้นน้ำโต้กลับ พร้อมกับยกจอบขึ้นขู่ "วันนี้ใครกล้ามาพังคันกั้นน้ำของข้า ข้าจะฟาดให้หัวแบะ!"

สถานการณ์หมิ่นเหม่จะบานปลายกลายเป็นเหตุจลาจล ชาวบ้านเริ่มกรูเข้าหากัน เสียงด่าทอเซ็งแซ่จนฟังไม่ได้ศัพท์ ผู้ใหญ่บ้านถูกเบียดจนแทบจะล้มลงไปในโคลนตม

หลินหว่านเอ๋อร์ยืนกอดอกมองดูเหตุการณ์วุ่นวายนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย แต่นัยน์ตากลับฉายแววตำหนิและความคิดอ่านที่ลึกล้ำ นางเห็นปัญหาที่แท้จริงมิใช่เพียงความเห็นแก่ตัวของชาวบ้าน แต่เป็น 'วิธีการ' ที่ล้าหลังต่างหาก

ระดับน้ำในลำธารลดต่ำลงมาก จนต่ำกว่าระดับคลองส่งน้ำที่ชาวบ้านขุดไว้ตามปกติ การจะเอาน้ำเข้านาจำต้องสร้างคันกั้นน้ำชั่วคราวเพื่อยกระดับน้ำให้สูงขึ้น แต่เมื่อทำเช่นนั้น น้ำย่อมไม่ไหลลงไปสู่พื้นที่ด้านล่าง ก่อให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด

"ช่างโง่เขลานัก..." หว่านเอ๋อร์ส่ายหน้าเบาๆ

ทันใดนั้น เสียงหวีดร้องก็ดังขึ้นเมื่อลุงจางเงื้อจอบขึ้นสูง หมายจะฟาดลงไปยังกลุ่มคนที่พยายามจะรื้อคันดินของเขา

"หยุดเดี๋ยวนี้!!"

เสียงหวานใสแต่ทรงพลังอำนาจดุจนางพญาดังแหวกอากาศขึ้น กลบเสียงอึกทึกครึกโครมทั้งมวลลงในชั่วพริบตา ทุกสายตาหันขวับไปมองยังต้นเสียง เป็นหลินหว่านเอ๋อร์ที่เดินแหวกฝูงชนเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าของนางเรียบนิ่งทว่าแฝงไว้ด้วยรังสีคุกคามที่ทำให้บุรุษอกสามศอกยังต้องชะงัก

"แม่นางหลิน..." ผู้ใหญ่บ้านร้องเรียกนางด้วยความโล่งใจระคนตกใจ

หลินหว่านเอ๋อร์กวาดสายตามองไปรอบๆ สบตากับชาวบ้านทีละคน ก่อนจะหยุดสายตาลงที่จอบในมือลุงจาง นางเหยียดยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก

"พวกท่านคิดว่าการเอาเลือดมาล้างลำธาร จะช่วยให้ข้าวในนางอกงามขึ้นกระนั้นหรือ?" วาจาคมกริบของนางบาดลึกเข้าไปในใจของทุกคน "น้ำมีน้อยเพียงนี้ ต่อให้พวกท่านฆ่ากันให้ตายไปครึ่งหมู่บ้าน น้ำที่เหลืออยู่ก็ไม่เพียงพอจะหล่อเลี้ยงนาข้าวของคนที่เหลือรอดอยู่ดี"

"จะ... เจ้าจะไปรู้อะไร แม่หนูปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม!" อาซานตะโกนเสียงสั่น "เจ้าปลูกแต่พริก ไม่ได้ปลูกข้าว เจ้าไม่เข้าใจหัวอกพวกข้าหรอก!"

"ข้าไม่เข้าใจหรือ?" หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้วสูง ก่อนจะชี้มืองไปยังลำธารที่แห้งขอด "ข้าเห็นเพียงกลุ่มคนที่กำลังใช้กำลังแย่งชิงสิ่งที่กำลังจะหมดไป แทนที่จะหาหนทางเพิ่มพูนหรือบริหารจัดการมัน ปัญหามิได้อยู่ที่น้ำมีน้อย แต่อยู่ที่พวกท่านไม่มีปัญญาจะนำน้ำที่อยู่ในที่ต่ำ ขึ้นไปสู่ที่สูงโดยไม่ปิดกั้นทางไหลของน้ำต่างหาก!"

คำพูดของนางทำให้ชาวบ้านเงียบกริบ แม้แต่ลุงจางก็ค่อยๆ ลดจอบลง ทุกคนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สิ่งที่นางพูดนั้นถูกต้องทุกประการ แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่น้ำจะไหลจากที่ต่ำขึ้นสู่ที่สูงได้โดยธรรมชาติ?

"เจ้าพูดราวกับมีวิธีวิเศษ" ลุงจางถามเสียงเครียด "ถ้าน้ำไม่ไหลจากบนลงล่าง แล้วมันจะไหลย้อนขึ้นไปได้อย่างไร นนอกจากเจ้าจะเป็นผู้วิเศษเสกน้ำได้!"

หลินหว่านเอ๋อร์ยิ้มมุมปาก แววตาฉายประกายแห่งความเชื่อมั่นอันแรงกล้า สมองอันปราดเปรื่องของนางกำลังประมวลผลองค์ความรู้จากโลกเก่า ผนวกกับวัสดุที่มีอยู่ในยุคนี้

"ข้ามิใช่ผู้วิเศษ แต่ข้ามี 'ปัญญา'" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ประกาศก้องต่อหน้าธารกำนัล "หยุดทะเลาะกันเสีย แล้วกลับไปเตรียมไม้ไผ่ให้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้ พรุ่งนี้เช้า ข้าจะทำให้ดูว่าการนำน้ำจากที่ต่ำขึ้นสู่ที่สูงโดยไม่ต้องแย่งชิงกัน... มันทำอย่างไร!"

สายลมร้อนพัดผ่านวูบใหญ่ พัดพาเอาชายเสื้อของหญิงสาวให้พลิ้วไหว ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความหวังอันริบหรี่ หว่านเอ๋อร์ยืนตระหง่านอยู่ริมฝั่งน้ำ ราวกับเป็นผู้กุมชะตาชีวิตของพืชผลทั้งหมู่บ้านเอาไว้ในกำมือ

ทว่า... วิธีการของนางจะได้ผลจริงหรือ? หรือนี่จะเป็นเพียงคำคุยโวของดรุณีวัยเยาว์ที่ไม่รู้จักความโหดร้ายของธรรมชาติกันแน่?

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: กังหันน้ำภูมิปัญญา]**