ตอนที่ 74
***บทที่ 74: กังหันน้ำภูมิปัญญา***
แสงอรุณรุ่งสาดส่องกระทบผิวน้ำในลำธารที่เริ่มลดระดับลง เผยให้เห็นโขดหินระเกะระกะ กองไม้ไผ่สีเขียวสดและสีเหลืองนวลกองพะเนินเทินทึกอยู่ริมฝั่งตามคำสั่งประกาศิตของหลินหว่านเอ๋อร์เมื่อเย็นวาน ชาวบ้านร้านถิ่นต่างมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง มิใช่เพราะศรัทธา แต่เพราะความอยากรู้อยากเห็นระคนกังขาว่าดรุณีน้อยปากกล้าผู้นี้จะสำแดงปาฏิหาริย์อันใด
หลินหว่านเอ๋อร์ยืนกอดอก ท่วงท่าสง่างามดุจแม่ทัพบัญชาการศึก นางสวมชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายแต่ทะมัดทะแมง สายตากวาดมองกองไม้ไผ่แล้วพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหันไปทางชายวัยกลางคนผู้มีผิวคล้ำแดดและมือหยาบกร้านจากการจับสิ่วและกบไสไม้มาทั้งชีวิต
"ท่านลุงหลู่ ท่านคือช่างไม้ฝีมือดีที่สุดในหมู่บ้านใช่หรือไม่?" นางเอ่ยถามเสียงเรียบ
ช่างไม้หลู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย แม้จะไม่พอใจที่ถูกเด็กสาวเรียกใช้งาน แต่ด้วยสถานการณ์ภัยแล้งที่คุกคามปากท้อง เขาจึงจำใจพยักหน้า "ข้าพอจะมีความรู้เรื่องงานไม้อยู่บ้าง แต่สิ่งที่เจ้าวาดให้ดูในกระดาษแผ่นนี้... มันช่างประหลาดพิกล โครงสร้างใหญ่โตเทียวฟ้าเช่นนี้ จะตั้งอยู่กลางน้ำได้อย่างไรโดยไม่ถูกกระแสน้ำพัดพังทลาย?"
"นั่นคือหน้าที่ของข้าที่จะคำนวณน้ำหนักและแรงต้าน ท่านเพียงแค่ขึ้นรูปตามที่ข้าบอกก็พอ" หว่านเอ๋อร์ตอบกลับอย่างฉะฉาน นางหยิบแบบร่างที่วาดด้วยถ่านไม้ออกมากางลงบนพื้นดิน
ในสายตาของชาวบ้าน มันคือวงกลมซ้อนกันยุ่งเหยิง แต่ในสายตาของหลินหว่านเอ๋อร์ นี่คือ 'กังหันวิดน้ำ' หรือระหัดวิดน้ำทรงสูง (Norias) ที่นางประยุกต์จากความรู้ฟิสิกส์พื้นฐานและกลไกในอดีต
"เราต้องสร้างวงล้อขนาดยักษ์ สานซี่ไม้ไผ่ไขว้กันเพื่อความแข็งแรง รอบวงล้อด้านนอกให้ติดตั้งกระบอกไม้ไผ่ทำมุมเอียงสี่สิบห้าองศา ปลายเปิดหันไปทิศทางเดียวกับการหมุน..." นางอธิบายพลางชี้มือสั่งการ "ส่วนแกนกลางต้องทำจากไม้เนื้อแข็ง ยึดกับขาตั้งรูปสามเหลี่ยมที่ฝังลึกลงไปในชั้นหินใต้น้ำ"
ช่างไม้หลู่แม้จะยังกังขา แต่เมื่อเห็นแววตามุ่งมั่นและการอธิบายที่เป็นขั้นเป็นตอนอย่างมีหลักการ เขาก็เริ่มลงมือทำตามคำสั่ง เสียงเลื่อยไม้และเสียงตอกตะปูไม้ดังระงมไปทั่วคุ้งน้ำ หว่านเอ๋อร์ไม่ได้ยืนดูเฉยๆ นางกระโดดเข้าไปช่วยวัดขนาด ตัดไม้ไผ่ และคำนวณองศาของ 'ใบพัด' ที่จะทำหน้าที่รับแรงดันน้ำ
เวลาล่วงเลยไปจนตะวันตรงหัว โครงสร้างไม้ไผ่ขนาดยักษ์เส้นผ่านศูนย์กลางเกือบสองจั้ง (ประมาณ 6-7 เมตร) ก็ปรากฏโฉม มันดูเทอะทะและประหลาดตาสำหรับชาวบ้านที่ไม่เคยพบเห็นเทคโนโลยีการเกษตรเช่นนี้มาก่อน
"มันจะหมุนได้จริงรึ?" ป้าสะใภ้รองตระกูลจางกระซิบกระซาบกับเพื่อนบ้าน "ใหญ่โตปานนี้ ข้าว่าแค่ลมพัดก็คงล้มครืนลงมาทับคนตายเสียมากกว่า"
"รอดูก่อนเถอะ นังหนูหลินปากเก่งนัก ข้าอยากเห็นตอนนางหน้าแตกยิ่งกว่าอะไรดี" อีกเสียงหัวเราะเยาะเย้ย
หลินหว่านเอ๋อร์หาได้สนใจเสียงนกเสียงกา นางปาดเหงื่อบนหน้าผาก สั่งให้ชายฉกรรจ์นับสิบคนช่วยกันกลิ้งวงล้อยักษ์ลงไปติดตั้งยังจุดที่นางคำนวณไว้ว่าเป็นจุดที่กระแสน้ำไหลเชี่ยวที่สุด แม้ระดับน้ำจะตื้นเขิน แต่กระแสยังมีความแรงพอสมควร
"ติดตั้งแกนหมุน! ยึดฐานให้แน่น!" นางตะโกนสั่งแข่งกับเสียงน้ำไหล
เมื่อขาตั้งถูกตอกยึดแน่นหนา และแกนกลางถูกสวมเข้ากับวงล้อ ทุกอย่างก็พร้อมสำหรับการทดสอบ รางไม้ไผ่ขนาดยาวถูกต่อพาดจากยอดกังหันลงมาสู่แปลงผักของนางและแปลงนาของชาวบ้านที่อยู่สูงขึ้นไป
"ปล่อยเชือก!" หว่านเอ๋อร์สั่งเสียงเฉียบขาด
เชือกที่รั้งวงล้อไว้ถูกปลดออก ทันใดนั้น กระแสน้ำในลำธารที่ไหลผ่านใบพัดไม้ไผ่ด้านล่างก็เริ่มออกแรงดัน...
*เอี๊ยด... อ๊าด...*
เสียงไม้ไผ่เสียดสีกันดังลั่นเปรียบเสมือนเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่กำลังตื่นจากนิทรา วงล้อขนาดยักษ์ค่อยๆ เคลื่อนตัวหมุนอย่างช้าๆ... จากช้า... ก็เริ่มเร็วขึ้นตามแรงส่งของกระแสน้ำ
สายตาของชาวบ้านเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกระบอกไม้ไผ่ที่ติดตั้งอยู่รอบวงล้อจุ่มลงไปตักน้ำในลำธาร และเมื่อวงล้อหมุนพาพวกมันขึ้นสู่จุดสูงสุด กระบอกไม้ไผ่เหล่านั้นก็เทน้ำซ่าลงมาใส่รางรับน้ำที่รออยู่ด้านบนอย่างแม่นยำ
*ซู่! ซู่! ซู่!*
เสียงน้ำเทลงรางดั่งเสียงดนตรีสวรรค์ น้ำใสสะอาดไหลรินจากที่ต่ำขึ้นสู่ที่สูง ไหลผ่านรางไม้ไผ่ที่ทอดยาวเป็นงูเลื้อย ลงสู่คูน้ำที่แห้งผากของแปลงผักบ้านหลิน ก่อนจะล้นทะลักไปยังแปลงนาข้างเคียงของลุงจาง
ความเงียบเข้าครอบงำฝูงชนชั่วอึดใจ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฮือฮาที่ดังกระหึ่มยิ่งกว่าตลาดสด
"น้ำ! น้ำขึ้นไปบนนั้นจริงๆ ด้วย!"
"สวรรค์ช่วย! ไม่ต้องแบกหาบ ไม่ต้องแย่งกันตัก น้ำไหลขึ้นไปเองราวกับมีผีผลัก!"
ช่างไม้หลู่ยืนอ้าปากค้าง มองผลงานที่ตนเองมีส่วนร่วมสร้างด้วยความตะลึงงัน เขาเป็นช่างไม้มาทั้งชีวิต สร้างเกวียน สร้างบ้าน มานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าไม้ไผ่ธรรมดาๆ กับหลักการวางมุมเพียงเล็กน้อย จะสามารถเอาชนะกฎแห่งธรรมชาติที่ว่า 'น้ำย่อมไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ' ได้
หลินหว่านเอ๋อร์ยืนกอดอกมองดูผลงานด้วยรอยยิ้มมุมปากที่แฝงความภาคภูมิใจและเย้ยหยันเล็กน้อย "เป็นอย่างไรเล่า? ข้าบอกแล้วว่าปัญหามิได้อยู่ที่น้ำมีน้อย แต่อยู่ที่พวกท่านขาดปัญญาที่จะนำมันมาใช้"
นางเดินเข้าไปใกล้รางน้ำ ใช้มือวักน้ำที่ไหลแรงขึ้นมาล้างหน้าอย่างสดชื่น ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านที่แปรเปลี่ยนจากความดูแคลนเป็นความเลื่อมใสระคนโลภโมโทสัน
"นี่เรียกว่า 'กังหันวิดน้ำ'" หว่านเอ๋อร์ประกาศก้อง เสียงของนางกังวานชัดเจน "มันทำงานด้วยแรงของกระแสน้ำเอง ไม่ต้องใช้แรงคน ไม่ต้องใช้วัวควาย ตราบใดที่น้ำในลำธารยังไหล กังหันนี้ก็จะตักน้ำขึ้นมาหล่อเลี้ยงพืชผลของพวกท่านทั้งวันทั้งคืนโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย"
ลุงจางที่เมื่อวานถือจอบจะเข้ามาหาเรื่อง บัดนี้ทิ้งจอบในมือลงแล้ววิ่งถลาเข้าไปที่รางน้ำ น้ำตาของชายชราไหลพรากเมื่อเห็นผืนดินที่แตกระแหงของตนเริ่มชุ่มชื้น "ข้า... ข้าขอโทษแม่หนูหลิน! ข้ามันตาต่ำต้อยมองไม่เห็นเขาสูง! สิ่งนี้... สิ่งนี้คือของวิเศษที่สวรรค์ประทานมาแท้ๆ!"
แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นดีใจ เสียงแหบพร่าและทรงอำนาจของผู้ใหญ่บ้านก็ดังแทรกขึ้นมา
"ช้าก่อน..." ผู้ใหญ่บ้านเดินแหวกฝูงชนเข้ามา ดวงตาจ้องมองกังหันยักษ์ด้วยความตะลึงลาน ก่อนจะหันมามองหลินหว่านเอ๋อร์ด้วยแววตาที่อ่านยาก "แม่นางหลิน สิ่งประดิษฐ์นี้ล้ำเลิศยิ่งนัก แต่เจ้าคิดจะเก็บมันไว้ใช้เพียงผู้เดียว หรือจะ..."
คำถามนั้นทำให้บรรยากาศเงียบกริบลงอีกครั้ง ชาวบ้านทุกคนต่างกลั้นหายใจรอคำตอบ พวกเขารู้ดีว่าตนเองเคยดูถูกเหยียดหยามนางไว้เพียงใด หากนางใจดำไม่ยอมแบ่งปันวิธีการสร้าง หรือเก็บค่าเช่าแพงหูฉี่ พวกเขาก็คงไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง
หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้วมองผู้ใหญ่บ้าน แล้วกวาดตามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวของชาวบ้านเหล่านั้น รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นบนใบหน้างาม
"ของสิ่งนี้... ข้าสร้างขึ้นเพื่อพิสูจน์คำพูดของข้าเท่านั้น" นางเอ่ยเสียงเรียบ ทิ้งช่วงจังหวะให้หัวใจคนฟังเต้นระรัว "แต่วิธีการสร้างมัน..."
ทันใดนั้น เสียง *แกรก* ดังสนั่นมาจากกังหันยักษ์ ไม้ไผ่ซี่หนึ่งหักสะบั้นลงเพราะรับแรงดันน้ำไม่ไหว น้ำที่กำลังลำเลียงหยุดชะงักไปชั่วครู่ ทำให้ทุกคนสะดุ้งเฮือก
ช่างไม้หลู่รีบวิ่งเข้าไปดูหน้าตาตื่น "แย่แล้ว! แรงดันน้ำมากเกินไป ไม้ไผ่ธรรมดาทนไม่ไหว ต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างตรงข้อต่อ!"
หลินหว่านเอ๋อร์หรี่ตามอง นางรู้ดีว่าต้นแบบแรกย่อมมีข้อบกพร่อง แต่นี่คือโอกาสอันดีงามที่จะเปลี่ยน 'วิกฤต' ให้เป็น 'อำนาจ' ต่อรองที่เหนือกว่า
"ท่านลุงหลู่" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ "ดูเหมือนว่าข้าจะต้องถ่ายทอดเคล็ดลับวิชา 'เข้าไม้' แบบพิเศษให้ท่านเสียแล้ว หากท่านต้องการให้กังหันนี้หมุนต่อไปเพื่อหล่อเลี้ยงปากท้องของคนทั้งหมู่บ้าน..."
ดวงตาของช่างไม้หลู่ลุกวาวด้วยความกระหายใคร่รู้ในศาสตร์วิชา เช่นเดียวกับชาวบ้านที่มองนางราวกับเทพธิดาผู้กุมชะตาชีวิต หว่านเอ๋อร์รู้ดีว่า ณ วินาทีนี้ นางมิใช่เพียงเด็กสาวชาวนาผู้ยากไร้อีกต่อไป แต่คือนางพญาผู้กุมหัวใจของสายน้ำและผู้คนไว้ในกำมือ!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: น้ำใจแลกใจ]**