ตอนที่ 75
***บทที่ 75: น้ำใจแลกใจ***
สายลมยามบ่ายพัดผ่านทุ่งนาที่แห้งผาก หอบเอาฝุ่นดินคลุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ แต่ ณ ริมธารน้ำที่ซึ่งกังหันไม้ยักษ์ตั้งตระหง่าน บรรยากาศกลับหนักอึ้งยิ่งกว่าขุนเขาไท่ซาน สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ร่างระหงของดรุณีน้อยผู้สวมอาภรณ์เรียบง่าย ทว่าท่วงท่ากลับองอาจดุจพญาหงส์
หลินหว่านเอ๋อร์ปรายตามองชาวบ้านที่ยืนตัวลีบด้วยความหวาดหวั่น นางรู้ดีว่าคนเหล่านี้กำลังคิดสิ่งใด พวกเขาหวาดกลัวว่านางจะถือโอกาสนี้ขูดรีด หรือแย่กว่านั้นคือหวงแหนวิชาความรู้ไว้แต่เพียงผู้เดียว ท่ามกลางยุคสมัยที่ข้าวยากหมากแพง องค์ความรู้ในการเอาตัวรอดมีค่าดั่งทองคำ
"แม่นางหลิน..." นายช่างหลู่เอ่ยเสียงสั่นเครือ มือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักสั่นระริก "วิชาเข้าไม้ที่เจ้าว่า... หากต้องจ่ายค่าครู ข้ายินดีจะขายที่นา..."
"ช้าก่อนท่านลุงหลู่" หว่านเอ๋อร์ยกมือห้าม รอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดาปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ใครบอกว่าข้าจะคิดเงิน?"
คำพูดนั้นแผ่วเบาแต่ดังก้องราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ชาวบ้านต่างหันมองหน้ากันด้วยความงุนงง ไม่เชื่อหูตัวเอง
หลินหว่านเอ๋อร์ก้าวเดินไปหยุดอยู่หน้ากังหันน้ำที่หยุดชะงัก นางหันกลับมาเผชิญหน้ากับทุกคน แววตาที่เคยวาวโรจน์ด้วยความเด็ดขาด บัดนี้แฝงไปด้วยความลุ่มลึก
"น้ำในลำธารนี้ มิใช่สมบัติของบ้านข้า และก็มิใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง" น้ำเสียงของนางกังวานใส "หากข้าเก็บกังหันนี้ไว้ใช้เพียงผู้เดียว นาของข้าอาจจะเขียวขจี แต่รอบข้างกลับแห้งแล้งจนผู้คนล้มตาย สุดท้ายโจรผู้ร้ายก็จะชุกชุม ข้าเองก็คงอยู่ไม่เป็นสุข"
นางเว้นจังหวะ กวาดสายตามองไปทางกลุ่มคนบ้านใหญ่ตระกูลหลินที่แอบซุ่มดูอยู่ไกลๆ ด้วยสายตาดูแคลน ก่อนจะหันกลับมามองชาวบ้านด้วยแววตาจริงใจ
"ข้าหลินหว่านเอ๋อร์ แยกบ้านออกมาแล้วก็จริง แต่ข้ามิใช่คนใจแคบเยี่ยงที่ใครบางคนเคยใส่ร้าย ข้าจะมอบแบบแปลนและสอนวิธีสร้างกังหันน้ำนี้ให้แก่หมู่บ้านเรา... โดยไม่คิดเงินแม้แต่อีแปะเดียว!"
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นทันที หญิงชราบางคนถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงยกมือไหว้ท่วมหัว น้ำตาไหลพรากด้วยความซาบซึ้ง ชายฉกรรจ์ที่เคยดูถูกนางต่างก้มหน้าด้วยความละอายใจ
"เพียงแต่..." หว่านเอ๋อร์เอ่ยแทรกเสียงเซ็งแซ่ขึ้นมา ทำเอาทุกคนชะงัก "ข้ามีข้อแม้เพียงข้อเดียว"
ผู้ใหญ่บ้านรีบก้าวเข้ามา "แม่หนูหว่านเอ๋อร์ ว่ามาเถิด จะกี่ข้อพวกเราก็ยอม!"
"น้ำใจแลกด้วยน้ำใจ" หว่านเอ๋อร์กล่าวเน้นทีละคำ "ในวันหน้าหากครอบครัวข้า หรือบ้านสามมีภัย ข้าขอเพียงพวกท่านไม่ยืนดูดาย ยื่นมือเข้าช่วยเหลือตามกำลัง เพียงเท่านี้... ตกลงหรือไม่?"
"ตกลง! พวกข้าขอสาบาน!" เสียงชาวบ้านตะโกนตอบรับดังกึกก้อง
เมื่อข้อตกลงสิ้นสุดลง หว่านเอ๋อร์ก็ไม่รอช้า นางเรียกนายช่างหลู่และชายฉกรรจ์หัวไวอีกสองสามคนเข้ามา นางหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาวาดโครงสร้างการเข้าไม้แบบ 'ลิ่มสลักขัดกัน' ลงบนพื้นดิน อธิบายหลักการถ่ายเทแรงดันน้ำและการใช้ไม้ไผ่ซ้อนกันเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น
นายช่างหลู่มองดูภาพวาดนั้นด้วยดวงตาเบิกกว้าง ราวกับคนตาบอดที่เพิ่งมองเห็นแสงสว่าง "สวรรค์! วิธีการเข้าไม้โดยไม่ต้องใช้ตะปูสักตัว แต่กลับแข็งแรงทนทานยิ่งกว่า นี่มัน... นี่มันวิชาของปรมาจารย์ชัดๆ!"
ภายใต้การกำกับดูแลของหว่านเอ๋อร์ การซ่อมแซมและปรับปรุงกังหันดำเนินไปอย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์ เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม กังหันยักษ์ก็กลับมาหมุนวนอีกครั้ง คราวนี้นุ่มนวลและมั่นคงกว่าเดิม เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดหายไป เหลือเพียงเสียงสายน้ำที่ถูกวิดขึ้นสู่รางไม้ไผ่ ไหลรินลงสู่ผืนนาที่แตกระแหงราวกับสายเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิต
"น้ำมาแล้ว! น้ำมาแล้ว!" เสียงโห่ร้องด้วยความปิติยินดีดังระงมไปทั่วท้องทุ่ง ชาวบ้านต่างวิ่งไปรองน้ำ บ้างก็วักน้ำล้างหน้าด้วยความดีใจ
ผู้ใหญ่บ้านมองภาพความสำเร็จตรงหน้า แล้วหันกลับมามองหลินหว่านเอ๋อร์ที่ยืนกอดอกมองผลงานของตนด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขารู้ดีว่าเด็กสาวผู้นี้มิใช่เพียงดรุณีน้อยธรรมดา นางคือมังกรซ่อนกาย บารมีของนางในยามนี้ได้พุ่งทะยานข้ามหัวบ้านใหญ่ตระกูลหลินไปจนไม่เห็นฝุ่น
ชายชรากระแอมไอเรียกความสนใจ ก่อนจะประกาศก้อง "พี่น้องชาวบ้านตระกูลหลินและสกุลอื่นฟังทางนี้! วันนี้หากไม่ได้แม่หนูหว่านเอ๋อร์และครอบครัวบ้านสาม หมู่บ้านเราคงหนีไม่พ้นความอดอยาก เพื่อตอบแทนคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่นี้..."
ผู้ใหญ่บ้านชูมือขึ้นประกาศเกียรติคุณ "ข้าในนามผู้ใหญ่บ้าน ขอประกาศยกย่องให้ครอบครัวหลินบ้านสาม เป็น 'ครอบครัวตัวอย่างผู้มีคุณธรรม' และนับแต่นี้ไป การจัดสรรน้ำเข้านา บ้านสามจะได้รับสิทธิ์เป็นลำดับแรกเสมอ ใครกล้ารังแกหรือหาเรื่องบ้านสาม ก็เท่ากับเป็นศัตรูของคนทั้งหมู่บ้าน!"
เสียงปรบมือและเสียงเชิดชูดังสนั่นหวั่นไหว หว่านเอ๋อร์เห็นหางตาว่า นางเฒ่าหลินและสะใภ้ใหญ่จากบ้านหลักที่แอบดูอยู่ ถึงกับหน้าเขียวคล้ำด้วยความริษยาและคับแค้นใจ ก่อนจะรีบมุดหัวหนีกลับไปเพราะทนดูภาพความสำเร็จของหลานสาวที่ตนเคยขับไล่ไม่ได้
หว่านเอ๋อร์เพียงแค่ยักไหล่เบาๆ ชัยชนะที่หอมหวานที่สุดไม่ใช่การแก้แค้นด้วยกำลัง แต่คือการทำให้ศัตรูต้องเงยหน้ามองเราด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจเอื้อมถึง นางชนะใจคนทั้งหมู่บ้านแล้ว และนั่นคือเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด
...
ยามพลบค่ำ หว่านเอ๋อร์เดินกลับบ้านพร้อมรอยยิ้ม แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้า แต่จิตใจกลับเบิกบาน มารดาและน้องชายต่างมองนางด้วยสายตาเทิดทูนบูชา อาหารค่ำมื้อนั้นแม้จะเป็นเพียงผักต้มและข้าวต้มเจือจาง แต่บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับอบอุ่นและเปี่ยมสุขยิ่งกว่างานเลี้ยงในวังหลวง
เมื่อทุกคนเข้านอน หว่านเอ๋อร์กลับเข้าสู่ห้องนอนของตน นางดับตะเกียงแล้วล้มตัวลงนอน แต่ดวงตายังคงสุกใสในความมืด จิตของนางวูบเข้าสู่มิติลับส่วนตัว
ในมิติ พื้นที่เพาะปลูกเขียวชอุ่ม พืชผักเติบโตเร็วกว่าโลกภายนอกหลายเท่า นางเดินสำรวจผลผลิตที่กองพะเนิน ถั่วเหลืองเม็ดอวบอ้วนที่นางปลูกทิ้งไว้บัดนี้กองสูงเป็นภูเขาเลากา
"ถั่วเหลืองเยอะขนาดนี้ จะเอาไปทำน้ำเต้าหู้ขายก็คงได้กำไรไม่เท่าไหร่ คู่แข่งก็เยอะแยะ..." หว่านเอ๋อร์พึมพำ พลางหยิบถั่วเหลืองขึ้นมาพิจารณา "ชาวบ้านเพิ่งพ้นวิกฤตน้ำ แต่ปากท้องยังต้องการรสชาติที่แปลกใหม่เพื่อกระตุ้นชีวิตชีวา"
นางเดินวนรอบกองถั่วเหลือง สมองอันชาญฉลาดประมวลผลอย่างรวดเร็ว นางต้องการของกินที่ 'ต้นทุนต่ำ' แต่ 'กำไรสูง' และต้องเป็นของที่คนไม่กล้าทำเลียนแบบได้ง่ายๆ
สายตาของนางเหลือบไปเห็นไหหมักดองเก่าๆ ที่มุมมิติ ซึ่งนางเคยทดลองหมักสมุนไพรบางอย่างทิ้งไว้ กลิ่นฉุนกึกโชยออกมาจางๆ ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็แล่นปราดเข้ามาในหัวราวกับสายฟ้าฟาด
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้างามของหว่านเอ๋อร์อีกครั้ง
"ในเมื่อเป็นของกินธรรมดาโลกไม่จำ... เช่นนั้นก็ต้องทำของที่ 'กลิ่น' นำมาก่อนรสชาติเสียหน่อย" นางหัวเราะในลำคอ แววตาเป็นประกายซุกซน "รับรองว่าเมนูนี้จะทำให้คนทั้งเมืองหยุนเจียงต้องจดจำชื่อข้าไปจนวันตาย!"
นางเอื้อมมือไปหยิบถั่วเหลืองกำมือหนึ่งขึ้นมา จมูกสูดดมกลิ่นอายแห่งความร่ำรวยที่กำลังจะมาถึง... หรืออาจจะเป็นกลิ่นหายนะสำหรับจมูกคนข้างบ้านกันแน่นะ?
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เมนูใหม่: เต้าหู้เหม็น?]**