ตอนที่ 79
***บทที่ 79: การกลับมาของลุงใหญ่***
สายลมหนาวเหน็บพัดผ่านช่องประตูเข้ามาวูบหนึ่ง พาเอาความเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจเข้ามาในห้องโถงกลางบ้านสกุลหลิน ทว่าความหนาวเย็นจากธรรมชาติยังมิอาจเทียบได้กับบรรยากาศอันน่าอึดอัดที่แผ่ปกคลุมอยู่ภายใน
หลินหว่านเอ๋อร์ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ฝีเท้าของนางแผ่วเบาดุจแมวย่อง ทว่าดวงตาหงส์กลับวาวโรจน์จับจ้องไปยังภาพตรงหน้า
บิดาของนาง หลินต้าซาน นั่งหลังค่อมอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่า สีหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจและสับสน เบื้องหน้าเขามีกระดาษซวนจื่อเนื้อหยาบวางแผ่อยู่ พร้อมแท่นหมึกและพู่กันที่ยังไม่ได้จุ่มน้ำหมึก ข้างกายเขามีมารดานั่งน้ำตาคลอเบ้า มือทั้งสองกุมกันแน่นด้วยความวิตกกังวล
และที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามในตำแหน่งประธาน... คือชายร่างท้วมที่ผอมซูบลงไปกว่าในความทรงจำ ใบหน้าตอบแก้มตอบแต่ยังคงไว้ซึ่งแววตาเจ้าเล่ห์เพทุบาย สวมชุดผ้าไหมราคาถูกที่เริ่มเก่าซอมซ่อพยายามจะทำตัวเป็นผู้ดีมีตระกูล นั่นคือ 'ลุงใหญ่' หลินต้าไห่
ข้างกายลุงใหญ่ มีบุรุษแปลกหน้าผู้หนึ่งนั่งอยู่ ชายผู้นี้มีรูปร่างผอมเกร็งราวกับคังคกแห้ง ใบหน้าเสี้ยมแหลม ดวงตาเล็กหยีฉายแววโลภโมโทสัน สวมชุดยาวสีน้ำเงินเข้มที่ดูภูมิฐานกว่าลุงใหญ่เล็กน้อย บนนิ้วสวมแหวนหยกวงใหญ่ที่ดูขัดตา มือข้างหนึ่งลูบเคราแพะของตนเบาๆ พลางส่งยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตาให้บิดาของนาง
"น้องรอง เจ้าต้องเชื่อข้าสิ!" หลินต้าไห่ตบโต๊ะเสียงดัง ปลุกให้หลินต้าซานสะดุ้งโหยง "ข้าหายไปเมืองหลวงมาแรมปี ไปเสาะแสวงหาลู่ทางทำมาหากินจนได้พบกับ 'นายท่านจาง' ผู้กว้างขวางท่านนี้ ท่านจางเป็นนายหน้าค้าที่ดินที่มีเส้นสายใหญ่โตกับทางการ วันนี้อุตส่าห์ลดตัวมาถึงบ้านนอกคอกนา ก็เพราะเห็นแก่หน้าข้าที่เป็นสหายสนิท!"
ชายแซ่จางพยักหน้าช้าๆ แสร้งทำเสียงขรึม "พี่หลินกล่าวเกินไป ข้าเพียงแต่เห็นใจในโชคชะตา กฎหมายใหม่ของทางการที่กำลังจะประกาศใช้นั้นเข้มงวดนัก เรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินหากไม่จัดการให้ถูกต้อง อาจจะถูกยึดคืนเข้าหลวงได้ง่ายๆ ข้าเห็นว่าที่ดินของพวกเจ้าทำเลดี แต่เอกสารสิทธิ์ดูเหมือนจะมีปัญหาคลุมเครือ หากไม่รีบโอนเปลี่ยนมือเพื่อทำสัญญาใหม่เกรงว่าจะสายเกินแก้"
หลินต้าซานขมวดคิ้ว มือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักสั่นระริก "แต่... แต่ที่ดินผืนนี้เป็นมรดกตกทอด ปู่ย่าตายายมอบให้ข้าทำกิน ข้ามีโฉนดถูกต้อง..."
"โฉนดเก่าคร่ำครึนั่นน่ะหรือจะไปสู้อะไรกับกฎหมายใหม่ได้!" หลินต้าไห่แทรกขึ้นเสียงแข็ง แววตาฉายความร้อนรน "เจ้าอ่านหนังสือไม่แตกฉาน เจ้าจะไปรู้อะไร ตอนนี้ทางการกำลังกวาดล้างพวกถือครองที่ดินผิดกฎหมาย ข้าในฐานะพี่ใหญ่ ข้าไม่อยากเห็นน้องชายต้องสิ้นเนื้อประดาตัว จึงได้ขอร้องให้นายท่านจางช่วยรับซื้อที่ดินและโรงเรือนของเจ้าไว้ก่อนในราคายุติธรรม รอให้เรื่องเงียบแล้วค่อยมาว่ากันใหม่"
หลินหว่านเอ๋อร์ยืนกอดอกพิงกรอบประตูในมุมมืด ฟังละครฉากใหญ่ด้วยความสมเพช
'กฎหมายใหม่? ยึดคืนเข้าหลวง?' นางแค่นหัวเราะในใจ ช่างเป็นข้ออ้างที่ไร้สาระสิ้นดี แต่สำหรับชาวบ้านตาดำๆ ที่ไม่รู้หนังสือและหวาดกลัวขุนนาง ย่อมตกเป็นเหยื่อของคำขู่เหล่านี้ได้ง่ายดาย
นายหน้าจางหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา ขยับเข้าไปใกล้หลินต้าซาน พลางชี้ไปที่ตัวอักษรเรียงรายถี่ยิบ "ดูสิ ท่านหลิน นี่คือสัญญา 'คุ้มครองทรัพย์สิน' ข้าเขียนระบุไว้ชัดเจนว่าข้าจะดูแลที่ดินผืนนี้แทนท่าน โดยท่านต้องเซ็นโอนกรรมสิทธิ์ให้ข้าถือครองชั่วคราว พร้อมเงินมัดจำอีกเล็กน้อยเพื่อเป็นค่าดำเนินการทางกฎหมาย... ภาษาอาจจะดูเป็นทางการและซับซ้อนไปบ้าง แต่นั่นก็เพื่อความรัดกุมตามระเบียบราชการ"
หลินต้าซานเพ่งมองตัวอักษรเหล่านั้นด้วยความปวดเศียรเวียนเกล้า เขาอ่านออกเพียงไม่กี่คำ ศัพท์แสงทางกฎหมายที่วกวนทำให้เขามึนงง เขาหันไปมองพี่ชายด้วยสายตาขอความเห็น
"เซ็นเถอะน้องรอง" หลินต้าไห่ปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง แสร้งทำเป็นห่วงใย "ข้าเป็นพี่ชายร่วมสายเลือดของเจ้า ข้าจะโกงเจ้าได้อย่างไร? ที่ข้าหนีไปคราวก่อนก็เพราะจำเป็น แต่ครั้งนี้ข้ากลับมาเพื่อช่วยกอบกู้สกุลหลิน ท่านจางจะช่วยจ่ายหนี้สินเก่าๆ ของข้าให้ด้วย หากเจ้าเซ็นสัญญานี้ เราพี่น้องก็จะหมดหนี้หมดสิน เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้"
คำว่า 'พี่น้อง' และ 'สายเลือด' เป็นจุดอ่อนของบิดาเสมอ หลินต้าซานเม้มปากแน่น ความลังเลเริ่มฉายชัดในแววตา เขาหยิบพู่กันขึ้นมา มือสั่นเทาค่อยๆ จุ่มลงในแท่นหมึก
"รีบหน่อยเถิด แสงจะหมดแล้ว" นายหน้าจางเร่งเร้าด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ดวงตากลับจ้องเขม็งไปที่ปลายพู่กันราวกับงูจ้องเหยื่อ
หลินหว่านเอ๋อร์รู้ดีว่านางไม่อาจรอช้าได้อีกต่อไป สัญญานั่น หากบิดาจรดพู่กันลงไปเมื่อใด บ้านและที่ดินทั้งหมด รวมทั้งโรงเรือนทำเต้าหู้และซอสปรุงรสที่นางทุ่มเทสร้างมา จะตกเป็นของคนชั่วพวกนี้ทันที และด้วยเนื้อหาที่ซับซ้อน มันคงไม่ใช่แค่การ 'ฝากดูแล' แต่เป็นการ 'ขายขาด' ในราคาที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน หรือแย่กว่านั้น... อาจเป็นการยกให้เปล่าเพื่อแลกกับหนี้สินลมๆ แล้งๆ ของลุงใหญ่
"ช้าก่อนเจ้าค่ะ ท่านพ่อ!"
เสียงหวานใสแต่กังวานด้วยอำนาจดังขึ้นขัดจังหวะ ทุกสายตาในห้องหันขวับไปที่ต้นเสียง
หลินหว่านเอ๋อร์เดินออกมาจากเงามืด แสงตะเกียงส่องกระทบใบหน้างดงามที่เรียบเฉย ทว่าดวงตาคู่สวยกลับเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี นางเดินตรงไปยังโต๊ะกลางห้องอย่างมั่นคง ผ้าแพรสีอ่อนพลิ้วไหวตามจังหวะการก้าวเดิน ดูสง่างามทว่าแฝงกลิ่นอายคุกคามที่มิอาจมองข้าม
"หว่านเอ๋อร์..." หลินต้าซานชะงักมือ พู่กันค้างอยู่กลางอากาศ น้ำหมึกหยดหนึ่งร่วงลงบนพื้นไม้
"นังหลานเนรคุณ!" หลินต้าไห่สะดุ้งโหยง ก่อนจะรีบตะคอกกลบเกลื่อนความตกใจ "ผู้ใหญ่กำลังเจรจาธุรกิจสำคัญ เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างเจ้าเข้ามายุ่งอะไรด้วย! ออกไปซะ!"
หลินหว่านเอ๋อร์ไม่แม้แต่จะปรายตามองลุงใหญ่ นางเดินไปหยุดยืนข้างบิดา แล้วดึงพู่กันออกจากมือชายชราอย่างนุ่มนวล ก่อนจะวางมันลงบนแท่นฝนหมึกดัง 'กึก' เสียงนั้นเบาแสนเบา แต่กลับกระแทกใจคนฟังจนสะท้าน
นางหันไปเผชิญหน้ากับนายหน้าจาง รอยยิ้มเย็นยะเยือกผุดขึ้นที่มุมปาก
"ท่านลุงจาง... หรือควรเรียกว่า 'นายหน้าหน้าเลือด' ดีเจ้าคะ?" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ข้าได้ยินมาว่าท่านเชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายที่ดินนัก เช่นนั้นข้าขอเสียมารยาทถามสักคำ... กฎหมายข้อใดหรือเจ้าคะที่ระบุว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อ 'คุ้มครองทรัพย์สิน' ต้องใช้สัญญาซื้อขายขาดที่ไม่มีเงื่อนไขการไถ่ถอนระบุไว้เลยแม้แต่บรรทัดเดียว?"
นายหน้าจางเบิกตากว้าง เลิ่กลั่กเล็กน้อยเมื่อถูกเด็กสาวจับไต๋ได้รวดเร็วเพียงแค่ปรายตามอง "เจ้า... เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไร! สัญญานี้ร่างโดยทนายความชั้นหนึ่ง..."
"ทนายความจากตรอกอเวจีหรือเจ้าคะ?" หว่านเอ๋อร์สวนกลับทันควัน นัยน์ตาฉายแวววาวโรจน์ นางเอื้อมมือไปหยิบกระดาษสัญญาแผ่นนั้นขึ้นมาถือไว้ "ลายลักษณ์อักษรพวกนี้ เขียนด้วยสำนวนวกวนเพื่อพรางตา แต่เนื้อหาใจความสำคัญกลับซ่อนอยู่ในย่อหน้าที่สี่... 'ข้าพเจ้ายินยอมมอบสิทธิ์ขาดทั้งหมดโดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทนใดๆ เพิ่มเติม' ...นี่มันปล้นกันซึ่งหน้าชัดๆ!"
บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นฉับพลัน หลินต้าไห่หน้าซีดเผือด ขณะที่นายหน้าจางเริ่มมีสีหน้าเหี้ยมเกรียมขึ้น เขาเลิกปั้นหน้ายิ้มแย้ม ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ แผ่รังสีคุกคามกดดัน
"แม่หนูน้อย... บางครั้งรู้มากเกินไปก็ทำให้อายุสั้นนะ" นายหน้าจางเอ่ยเสียงต่ำ ร่างผอมเกร็งขยับเข้าใกล้ "ส่งสัญญานั่นคืนมา แล้วไปวิ่งเล่นเสีย ผู้ใหญ่เขาตกลงกันแล้ว พ่อเจ้ากำลังจะเซ็น... อย่าให้ข้าต้องใช้กำลัง"
หลินหว่านเอ๋อร์ไม่ถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว นางเชิดหน้าขึ้น จ้องมองกลับด้วยสายตาที่ทำให้บุรุษอกสามศอกยังต้องขนลุกเกรียว
"ใช้กำลัง?" นางทวนคำเสียงสูง ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ "ท่านคิดว่าท่านอยู่ในถิ่นของใครกันแน่... บ้านสกุลหลินแห่งนี้ ไม่ใช่ที่ที่คนอย่างพวกท่านจะเดินเข้ามาข่มขู่แล้วเดินออกไปได้ง่ายๆ หากคิดจะเล่นลูกไม้สกปรก ก็ต้องเตรียมใจรับผลที่จะตามมา!"
ทันใดนั้น เสียงคำรามต่ำๆ ก็ดังขึ้นจากใต้เงาโต๊ะ เจ้าดำ สุนัขตัวมหึมาที่แอบซ่อนตัวอยู่ กระโจนออกมายืนขวางหน้านายหน้าจาง แยกเขี้ยวขาววับส่งเสียงขู่คำรามกึกก้อง
สถานการณ์พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ สงครามประสาทเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และเอกสารในมือของหว่านเอ๋อร์คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะชี้ชะตาของทุกคนในห้องนี้!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ฉีกหน้ากากนายหน้า]**