ตอนที่ 78

***บทที่ 78: กระแสเต้าหู้ฟีเวอร์***

บรรยากาศหน้าหอเมฆาตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด สายตาของผู้คนจับจ้องไปที่การเผชิญหน้าระหว่างหญิงสาวชาวบ้านผู้อ่อนวัยกับจ้าวเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลแห่งเมืองหยุนเจียง

จ้าวเศรษฐีแสยะยิ้ม ยกผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมขึ้นปิดจมูก ท่าทางรังเกียจเดียดฉันท์ราวกับเห็นกองมูลสุนัข "เถ้าแก่เนี่ย ข้าไม่นึกเลยว่าหอเมฆาของเจ้าจะตกต่ำถึงเพียงนี้ ถึงกับยอมให้ขอทานมาขายของเน่าเหม็นหน้าหน้าร้าน ไล่แขกเหรื่อจนหมดสิ้น ช่างน่าสมเพช!"

เถ้าแก่เนี่ยหน้าซีดเผือด กำลังจะเอ่ยปากแก้ตัว แต่หลินหว่านเอ๋อร์กลับหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นใสกระจ่างดุจระฆังเงิน แต่แววตากลับคมกริบดุจมีดเดินป่า

"ท่านเศรษฐีจ้าวผู้มั่งคั่ง" หว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่กังวาน "ท่านบอกว่าของสิ่งนี้เน่าเหม็นและไล่แขก แต่ท่านลองกวาดสายตาดูรอบๆ เถิด ฝูงชนที่ยืนเข้าแถวรอจนสุดหัวถนนนี้ พวกเขามาเพื่อสูดดมความเหม็น หรือมาเพื่อลิ้มรสความอร่อยกันแน่?"

จ้าวเศรษฐีชะงัก กวาดสายตามองไปรอบๆ ผู้คนนับร้อยยืนถือถ้วยเต้าหู้ทอด บ้างก็กำลังเคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข บ้างก็กลืนน้ำลายรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ไม่มีใครมีท่าทีรังเกียจแม้แต่น้อย

"หึ! ก็แค่ชาวบ้านร้านตลาดลิ้นจระเข้ จะไปรูรสอาหารเลิศรสได้อย่างไร!" จ้าวเศรษฐีแค่นเสียง "ของต่ำชั้นพรรค์นี้ มีแต่คนชั้นต่ำเท่านั้นที่กิน!"

คำพูดนั้นทำให้ฝูงชนเริ่มส่งเสียงฮือฮาด้วยความไม่พอใจ ทว่าหว่านเอ๋อร์ไม่รอให้สถานการณ์บานปลาย นางคีบเต้าหู้ชิ้นหนึ่งที่ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน ราดด้วยซอสสูตรพิเศษและพริกเผา ส่งกลิ่นหอมฉุนที่แปลกประหลาดแต่เย้ายวน ยื่นไปตรงหน้าจ้าวเศรษฐี

"ของต่ำชั้นหรือไม่ อยู่ที่ใจคนมอง มิใช่วัตถุดิบ หากท่านกล้าพิสูจน์รสชาติ แล้วยังยืนยันว่ามันไม่อร่อย ข้าหลินหว่านเอ๋อร์ยินดีเก็บร้านกลับบ้านและไม่มาเหยียบเมืองหยุนเจียงอีกเลย แต่หากท่านไม่กล้า... ก็จงเก็บวาจาดูถูกเหยียดหยามของท่านกลับไป แล้วเดินจากไปเงียบๆ เสียจะดีกว่า"

คำท้าทายนี้ทำให้จ้าวเศรษฐีหน้าแดงก่ำ จะถอยก็เสียหน้า จะรับก็กลัวเสียศักดิ์ศรี แต่ด้วยแรงกดดันจากสายตาไทยมุง เขาจึงจำใจรับถ้วยเล็กๆ นั้นมา แล้วคีบเต้าหู้สีดำคล้ำเข้าปากอย่างรวดเร็ว กะว่าจะรีบคายทิ้งแล้วด่าทอ

ทันทีที่ฟันกระทบเปลือกกรอบๆ และเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำแตกซ่านในปาก รสชาติเค็มเผ็ดกลมกล่อมผสานกับกลิ่นหมักที่ขึ้นจมูก เปลี่ยนจากความเหม็นเป็นความหอมหวนรัญจวนใจอย่างน่าอัศจรรย์ ดวงตาของจ้าวเศรษฐีเบิกกว้าง เขาเคี้ยวโดยไม่รู้ตัว กลืนลงคอ แล้ว... อยากจะคีบชิ้นที่สอง

แต่ศักดิ์ศรีมันค้ำคอ!

"ก... ก็พอกินได้!"เขากัดฟันพูด ก่อนจะโยนถ้วยทิ้งแล้วหันหลังเดินหนีไปพร้อมกับลูกน้อง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของชาวบ้าน

นั่นคือจุดเริ่มต้นของตำนาน

จากวันนั้นเป็นต้นมา ชื่อเสียงของ "เต้าหู้เหม็นสกุลหลิน" ก็แพร่สะพัดไปทั่วย่านการค้าเมืองหยุนเจียงราวกระแสลมพายุ ไม่ใช่แค่ชาวบ้านทั่วไป แม้แต่บัณฑิต ขุนนาง หรือคุณหนูในห้องหอ ต่างก็ส่งบ่าวไพร่มาต่อแถวซื้อ หรือไม่ก็แอบปลอมตัวมานั่งกินที่หอเมฆา

หอเมฆาที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับคึกคักจนไม่มีเก้าอี้ว่าง เถ้าแก่เนี่ยยิ้มแก้มปริ นั่งนับเงินจนนิ้วล็อก เต้าหู้เหม็นกลายเป็น **"สินค้าตัวชูโรงลำดับที่สอง"** ต่อจากผักสดในมิติ ที่ทำรายได้มหาศาลให้กับหว่านเอ๋อร์ กล่องไม้ไผ่ที่เตรียมมาใส่เงินไม่พอจนต้องเปลี่ยนเป็นหีบใบย่อมๆ

ทว่า ในความรุ่งโรจน์ย่อมมีเงาแห่งความริษยา

ณ ภัตตาคารฟู่อัน ฝั่งตรงข้ามหอเมฆา ซึ่งเป็นกิจการของจ้าวเศรษฐี บรรยากาศเงียบเหงาวังเวง จ้าวเศรษฐีนั่งหน้าดำคร่ำเครียด ทุบโต๊ะดังปัง

"พวกเจ้ามันไม่ได้เรื่อง! แค่เต้าหู้ทอดเน่าๆ เหตุใดจึงทำเลียนแบบไม่ได้!"

พ่อครัวใหญ่ตัวสั่นงันงก ยกจานเต้าหู้สีคล้ำมาวาง "นายท่าน... ข้าลองหมักเต้าหู้ตามที่ท่านบอกแล้วขอรับ ทิ้งไว้สามวันจนราขึ้น แล้วนำมาทอด..."

กลิ่นเหม็นเน่าลอยคลุ้งออกมา แต่มันไม่ใช่กลิ่นเหม็นหอมแบบของหว่านเอ๋อร์ มันคือกลิ่นของเน่าเสียที่ชวนอาเจียนเหมือนซากหนูตาย

"ลองเอาไปให้ลูกค้ากินสิ!" จ้าวเศรษฐีสั่ง

ผลปรากฏว่า ลูกค้าที่หลงเชื่อป้ายโฆษณา "เต้าหู้หอมสูตรภัตตาคาร" เพียงแค่คำแรกก็พ่นพรวดออกมา บางคนถึงกับอาเจียนจนหมดไส้หมดพุง ด่าทอสาปแช่งภัตตาคารฟู่อันจนเสียชื่อเสียงย่อยยับ กลายเป็นเรื่องขบขันไปทั่วเมืองว่า "อยากกินของอร่อยไปหอเมฆา อยากกินยาถ่ายไปฟู่อัน"

หว่านเอ๋อร์ที่ได้ยินข่าวลือนี้เพียงแค่ยิ้มมุมปาก นางรู้ดีว่าเคล็ดลับความอร่อยไม่ได้อยู่ที่การปล่อยให้เน่า แต่คือ "น้ำเชื้อหมัก" สูตรลับที่นางปรุงขึ้นจากสมุนไพรและน้ำแร่ในมิติวิเศษ ซึ่งไม่มีใครเลียนแบบได้

เมื่อความต้องการล้นหลาม หว่านเอ๋อร์ตระหนักว่านางทำคนเดียวไม่ไหวอีกต่อไป

"ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าตัดสินใจแล้ว" หว่านเอ๋อร์ประกาศในเย็นวันหนึ่งหลังจากกลับมาถึงบ้านพร้อมเกวียนที่บรรทุกเสบียงและเงินเต็มคัน "เราต้องขยายกำลังผลิต"

นางเริ่มจ้างวานชาวบ้านในหมู่บ้านที่ไว้ใจได้ โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้านที่ขยันขันแข็ง ให้มาช่วยโม่ถั่วเหลืองและทำเต้าหู้ก้อน ส่วนขั้นตอนการหมักน้ำเชื้อนั้น นางยังคงทำเองในโรงเรือนที่ปิดมิดชิดเพื่อรักษาความลับ โดยมีเจ้าดำ สุนัขแสนรู้คอยเฝ้ายาม

กิจการรุ่งเรืองเฟื่องฟู เงินทองไหลมาเทมา หว่านเอ๋อร์เริ่มวาดฝันถึงการไถ่ถอนที่ดินคืนและสร้างคฤหาสน์หลังใหม่

แต่สวรรค์มักส่งบททดสอบมาพร้อมกับโชคลาภเสมอ

เย็นวันนั้น ท้องฟ้ามืดครึ้มเร็วกว่าปกติ ลมหนาวพัดกรรโชกหวีดหวิว หว่านเอ๋อร์กลับจากเมืองด้วยความเหนื่อยล้า แต่เมื่อเกวียนแล่นมาถึงหน้าบ้าน นางก็สังเกตเห็นความผิดปกติ

มีรถม้าแปลกตาจอดอยู่หน้ารั้วบ้าน สภาพดูซอมซ่อแต่พยายามตกแต่งให้ดูดี และที่สำคัญ... มีรองเท้าหนังคู่หนึ่งวางอยู่ที่ชานเรือน รองเท้าแบบที่คนในหมู่บ้านนี้ไม่มีทางใส่ แต่เป็นสไตล์ของพวกนักเลงในบ่อนพนัน

เสียงเอะอะโวยวายดังเล็ดลอดออกมาจากในบ้าน

"น้องรอง! เจ้าอย่ามาทำเป็นไขสือ ข้ารู้นะว่าลูกสาวตัวดีของเจ้าค้าขายร่ำรวย โกยเงินได้เป็นกอบเป็นกำ!"

เสียงนี้... หว่านเอ๋อร์จำได้แม่นยำจนขนลุกชัน มันคือเสียงของ "ลุงใหญ่" หลินต้าไห่ พี่ชายคนโตของพ่อที่หนีหนี้พนันหายหัวไปนานนับปี

หว่านเอ๋อร์กระโดดลงจากเกวียน ดวงตาหรี่ลงอย่างอันตราย รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้า นางสะบัดชายเสื้อเดินอาดๆ ขึ้นบันไดบ้าน

การกลับมาของลุงใหญ่ในเวลาที่นางกำลังรุ่งเรืองเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และชายแปลกหน้าที่มาด้วยกันนั้น... สายตาของหว่านเอ๋อร์จับจ้องไปที่ชายร่างผอมเกร็งท่าทางเจ้าเล่ห์ที่นั่งจิบชาอยู่ข้างลุงใหญ่

กลิ่นอายของความหายนะกำลังคืบคลานเข้ามาเยือนบ้านสกุลหลินอีกครั้ง!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การกลับมาของลุงใหญ่]**