ตอนที่ 77
***บทที่ 77: การเดิมพันด้วยเต้าหู้***
แสงอรุณรุ่งสาดส่องกระทบหลังคากระเบื้องเคลือบของเมืองหยุนเจียง ร้านอาหาร 'ภัตตาคารหอเมฆา' ของเถ้าแก่เนี่ยซึ่งปกติจะอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของเป็ดย่างและสุราชั้นดี วันนี้กลับถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศมาคุที่แปลกประหลาด
"แม่นางหลิน! นี่เจ้า... เจ้าเอาสิ่งอัปมงคลอันใดเข้ามาในร้านข้า!"
เถ้าแก่เนี่ยยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูก ใบหน้าอวบอูมที่มักเปื้อนยิ้มการค้าบัดนี้บิดเบี้ยวจนแทบดูไม่ได้ ดวงตาเบิกกว้างมองตะกร้าไม้ไผ่ที่หลินหว่านเอ๋อร์วางลงกลางโต๊ะราวกับเห็นงูพิษ
ไม่ใช่เพียงเถ้าแก่เนี่ยเท่านั้น เสี่ยวเอ้อร์ในร้านต่างพากันถอยกรูด ลูกค้าโต๊ะริมสุดถึงกับวางตะเกียบแล้วรีบเช็คบิลหนีออกไปทันที กลิ่นที่โชยออกมาจากตะกร้านั้นรุนแรงยิ่งกว่าส้วมที่หมักหมมมานับสิบปี ผสมปนเปกับกลิ่นเน่าเปื่อยที่ชวนให้กระเพาะอาหารปั่นป่วน
หลินหว่านเอ๋อร์ในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน ยืนยิ้มละไมอยู่ท่ามกลางวงล้อมของสายตาที่รังเกียจเดียดฉันท์ นางเปิดผ้าคลุมตะกร้าออก เผยให้เห็นก้อนเต้าหู้สีดำคล้ำรูปร่างอัปลักษณ์ที่อัดแน่นอยู่ภายใน
"เถ้าแก่เนี่ย ท่านอย่าเพิ่งด่วนตัดสิน นี่คือ 'ทองคำดำ' ที่ข้าตั้งใจนำมาเสนอให้ท่านเชียวนะ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ไม่สะทกสะท้านต่อปฏิกิริยารอบข้าง
"ทองคำดำบ้าบออันใดกัน!" เถ้าแก่เนี่ยตะคอกเสียงหลง "นี่มันเต้าหู้เน่าชัดๆ! ข้าอุตส่าห์ไว้ใจเจ้า รับซื้อผักสดจากเจ้ามาตลอด แต่เจ้ากลับตอบแทนข้าด้วยการเอากลิ่นส้วมมาไล่ลูกค้าข้าหรือ! เอาออกไปเดี๋ยวนี้!"
"ช้าก่อน" หว่านเอ๋อร์ยกมือห้าม แววตาของนางวาวโรจน์ด้วยความมั่นใจ "ท่านเป็นพ่อค้าที่ชาญฉลาด ย่อมรู้ดีว่าเปลือกนอกที่อัปลักษณ์อาจซ่อนเนื้อในที่เป็นเลิศไว้ ของสิ่งนี้เรียกว่า 'เต้าหู้เหม็น' กลิ่นอาจจะเหมือนนรกโลกันตร์ แต่รสชาตินั้นดุจสรวงสวรรค์ประทานพร"
"ข้าไม่สนสวรรค์หรือนรกอะไรทั้งนั้น!" เถ้าแก่เนี่ยโบกมือไล่เหมือนไล่แมลงวัน "กลิ่นเหม็นขนาดนี้ ใครมันจะกล้ากิน แค่ได้กลิ่นลูกค้าก็อาเจียนกันหมดแล้ว"
หลินหว่านเอ๋อร์รู้ดีว่าการเจรจาด้วยคำพูดคงไร้ผล นางไม่รอช้า หันไปทางครัวเปิดที่อยู่ด้านหลัง "ขอยืมเตาและน้ำมันสักครู่!"
โดยไม่รอคำอนุญาต นางพุ่งตัวเข้าไปอย่างคล่องแคล่ว จุดไฟ ตั้งกระทะน้ำมันจนร้อนฉ่า ท่ามกลางเสียงร้องห้ามของพ่อครัว หว่านเอ๋อร์หยิบเต้าหู้สีดำโยนลงไปในน้ำมันเดือด
*ซู่วววว!*
เสียงทอดดังสนั่นพร้อมกับกลิ่นที่รุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ มันตลบอบอวลไปทั่วภัตตาคารหรู ราวกับระเบิดเหม็นลูกใหญ่ถูกทิ้งลงกลางร้าน แต่ในความเหม็นนั้น สำหรับจมูกที่ไวต่อรสสัมผัส มันเริ่มมีกลิ่นหอมไหม้อ่อนๆ ของถั่วเหลืองและเครื่องเทศแทรกซึมออกมา
นางใช้ตะเกียบคีบเต้าหู้ที่ทอดจนพองฟู ผิวนอกกรอบเกรียม ราดด้วยน้ำจิ้มสูตรพิเศษที่นางเตรียมมา แล้วเดินตรงไปหาเถ้าแก่เนี่ย ยื่นตะเกียบจ่อไปที่ปากของเขา
"ลองชิมดูคำหนึ่ง หากท่านคายทิ้ง ข้าจะยอมกราบขอขมาและไม่มาเหยียบร้านท่านอีกเลย แต่ถ้าท่านกลืนมันลงไป... เราค่อยมาคุยธุรกิจกัน"
เถ้าแก่เนี่ยหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลพราก มองก้อนสีดำที่ส่งกลิ่นฉุนกึกด้วยความหวาดกลัว แต่เมื่อสบตาที่แน่วแน่และท้าทายของหญิงสาวตรงหน้า ศักดิ์ศรีของพ่อค้าใหญ่ก็ค้ำคอ เขาจำใจอ้าปากรับเต้าหู้ชิ้นนั้นเข้าไป
ทันทีที่ฟันกระทบผิวนอกที่กรอบกริ๊บ เสียง *กร้วม* ดังขึ้นเบาๆ น้ำซุปที่แทรกซึมอยู่ในเนื้อเต้าหู้ระเบิดพุ่งออกมาในปาก ความร้อนระอุผสมผสานกับรสเค็มเผ็ด และความนุ่มละมุนลิ้นของเนื้อถั่วเหลืองหมัก ทำให้ดวงตาที่หรี่เล็กของเถ้าแก่เนี่ยเบิกโพลง
ความเหม็นที่จมูกได้รับ กลับกลายเป็นความหอมหวนในช่องปาก มันเป็นความขัดแย้งที่ลงตัวอย่างน่าประหลาด!
"นี่มัน..." เถ้าแก่เนี่ยเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างลืมตัว กลืนลงคอแล้วรีบถาม "ยังมีอีกไหม?"
หว่านเอ๋อร์ยิ้มมุมปาก "อร่อยใช่ไหมเจ้าคะ? แต่ข้าไม่ได้มาขายให้ท่านกินคนเดียว ข้าจะมาขอเช่าพื้นที่หน้าร้านท่านวางขายสิ่งนี้"
เถ้าแก่เนี่ยชะงัก สีหน้ากลับมาเคร่งเครียด "ต่อให้อร่อยแค่ไหน แต่กลิ่นมันรุนแรงเกินไป ลูกค้าขาจรและพวกคุณหนูผู้ดีในเมืองไม่มีทางรับได้หรอก พวกเขาจะพาลเกลียดร้านข้าไปด้วย เสี่ยงเกินไป ข้าไม่เอาด้วย"
"การค้าคือความเสี่ยงเจ้าค่ะ แต่ความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ย่อมนำมาซึ่งผลกำไรที่มหาศาล" หว่านเอ๋อร์วางข้อเสนอสุดท้ายที่นางเตรียมมาอย่างดี "ข้าขอท้าพนัน... ให้ข้าตั้งเตาขายที่หน้าร้านท่านเพียงสามวัน ในช่วงสามวันนี้ หากยอดขายอาหารในร้านท่านตกลง หรือมีลูกค้ามาโวยวายจนเสียหาย ข้าหลินหว่านเอ๋อร์ยินดีจ่ายค่าเสียหายให้เป็นสองเท่าของรายได้ปกติ!"
เถ้าแก่เนี่ยหูผึ่ง คำว่า 'สองเท่า' กระตุ้นต่อมโลภของพ่อค้าทันที
"แต่ถ้าข้าทำสำเร็จ..." หว่านเอ๋อร์เว้นจังหวะ "ท่านต้องให้ข้าตั้งขายถาวร โดยข้าจะแบ่งกำไรจากเต้าหู้เหม็นให้ท่านสามส่วน แลกกับการใช้สถานที่และชื่อเสียงของร้านท่านดึงดูดคน"
เถ้าแก่เนี่ยคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว อย่างไรเขาก็ไม่ขาดทุน เด็กสาวบ้านนอกคนนี้มีเงินจ่ายแน่หรือ? แต่ดูจากความมั่นใจและฝีมือที่ผ่านมา... เขากัดฟันตอบตกลง "ตกลง! สามวัน! แค่สามวันเท่านั้นนะ ถ้าลูกค้าหนีหมด เจ้าเตรียมหาเงินมาจ่ายข้าได้เลย!"
...
**วันที่หนึ่ง: หายนะแห่งกลิ่น**
หลินหว่านเอ๋อร์ตั้งเตาถ่านที่มุมหน้าร้าน ติดป้ายเขียนหวัดๆ ว่า 'เต้าหู้เหม็นสูตรลับสกุลหลิน' ทันทีที่เต้าหู้ลงทอด กลิ่นมหากาฬก็เริ่มทำงาน
ผลลัพธ์เป็นไปตามที่เถ้าแก่เนี่ยคาดการณ์ไว้... หายนะ
ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาต่างพากันเอามือปิดจมูก ทำหน้าตาขยะแขยง บ้างก็ถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความรังเกียจ
"ร้านหอเมฆาเสียสติไปแล้วหรือ! เอาของเน่ามาขายหน้าร้าน!"
"เหม็นบรรลัย! ใครจะไปกินลง!"
"หลีกไป! ข้าจะอ้วก!"
ลูกค้าประจำที่ตั้งใจจะมากินข้าว ต่างพากันเดินหนีไปเข้าร้านคู่แข่งฝั่งตรงข้าม เถ้าแก่เนี่ยยืนมองยอดขายที่ว่างเปล่าด้วยใบหน้าเขียวคล้ำ เขาเดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวาย "แม่นางหลิน! ข้าบอกแล้ว! เห็นไหม วันนี้ร้านข้าแทบจะร้างเป็นป่าช้า!"
แต่หลินหว่านเอ๋อร์กลับนั่งพัดเตาไฟอย่างใจเย็น ใบหน้านิ่งสงบราวน้ำนิ่ง นางไม่ได้เรียกร้องเชิญชวนลูกค้าแม้แต่น้อย เพียงแค่ทอด... ทอด... และทอด ให้กลิ่นมันฟุ้งกระจายไปให้ไกลที่สุด
"ใจเย็นๆ เจ้าค่ะเถ้าแก่ วันแรกคือการ 'ประกาศศักดา'" นางกล่าวพลางคีบเต้าหู้ขึ้นมาพัก
นางรู้ดีว่ามนุษย์นั้นมีนิสัยประหลาด ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ยิ่งรังเกียจยิ่งอยากรู้อยากเห็น นางจ้างขอทานน้อยสองสามคน ให้มารับเต้าหู้กินฟรีหน้าร้าน ขอทานเหล่านั้นกินอย่างเอร็ดอร่อย เลียน้ำจิ้มจนหยดสุดท้าย ท่ามกลางสายตาขยะแขยงปนสงสัยของผู้คนมุงดูห่างๆ
"มันอร่อยจริงหรือวะ? เจ้าดูขอทานนั่นสิ กินเหมือนของทิพย์"
"ข้าว่าเขาแกล้งทำกระมัง ของเหม็นขนาดนั้น"
"แต่กลิ่นมัน... แปลกๆ นะ เหม็นก็จริง แต่พอดมนานๆ ชักจะหิว"
เสียงซุบซิบเริ่มก่อตัว เป็นไปตามแผนการตลาดแบบ 'ปากต่อปาก' ที่หว่านเอ๋อร์วางไว้ นางไม่ได้ขายแค่อาหาร แต่นางกำลังขาย 'ความท้าทาย' และ 'เรื่องเล่า'
...
**วันที่สอง: คลื่นใต้น้ำ**
ข่าวลือเรื่อง 'ของกินที่เหม็นที่สุดในสามโลกแต่รสชาติล้ำเลิศ' แพร่สะพัดไปทั่วย่านการค้าและโรงน้ำชาในเมืองหยุนเจียงราวกับไฟลามทุ่ง ผู้คนเริ่มพูดถึงร้านหอเมฆา ไม่ใช่ในฐานะร้านอาหารหรู แต่ในฐานะสถานที่ทดสอบความกล้า
"เจ้าได้ยินไหม? ที่หอเมฆามีของกินประหลาด"
"ข้าได้ยินมาว่า เหม็นจนแมลงวันยังสลบ แต่อร่อยจนลิ้นแทบกลืนลงท้อง"
"จริงหรือ? ข้าไม่เชื่อหรอก ต้องไปดูให้เห็นกับตา!"
เมื่อหว่านเอ๋อร์เริ่มตั้งเตาในวันที่สอง บรรยากาศเปลี่ยนไปจากวันแรกอย่างสิ้นเชิง ฝูงชนเริ่มมายืนมุงดูอยู่ห่างๆ แต่คราวนี้ไม่ใช่ด้วยความรังเกียจเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่เต็มเปี่ยม
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ท่าทางเป็นบัณฑิตใจกล้า เดินแหวกฝูงชนเข้ามา "แม่นาง... ขอลองสักชาม! ข้าอยากรู้ว่าข่าวลือมันจริงเท็จเพียงใด!"
หว่านเอ๋อร์ยิ้มกว้าง ส่งถ้วยเต้าหู้เหม็นร้อนๆ โรยพริกและผักดองให้ บัณฑิตผู้นั้นกลั้นหายใจ คีบเข้าปาก...
ทุกลมหายใจของฝูงชนหยุดนิ่งจดจ้องไปที่สีหน้าของเขา
บัณฑิตเคี้ยว... แล้วดวงตาก็เป็นประกาย เขาตบเข่าฉาดใหญ่ "เยี่ยม! ยอดเยี่ยม! รสชาติลึกล้ำพิสดาร! ภายนอกดุดัน ภายในอ่อนโยน รสสัมผัสนี้ข้าไม่เคยพบเจอมาก่อน!"
คำวิจารณ์ของบัณฑิตเปรียบเสมือนการเปิดประตูเขื่อน ผู้คนที่ลังเลอยู่เริ่มก้าวเข้ามา
"ข้าเอาด้วย! หนึ่งชาม!"
"ข้าด้วย! ข้าอยากรู้ว่ามันจะแน่แค่ไหน!"
"ห่อกลับบ้านให้ข้าสองชุด!"
จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย แถวของลูกค้าเริ่มยาวเหยียดออกไปจนล้นถนน กลิ่นเหม็นที่เคยเป็นศัตรู บัดนี้กลับกลายเป็นกลิ่นแห่งชัยชนะที่ดึงดูดผู้คนให้เดินตามกลิ่นมา
เถ้าแก่เนี่ยที่แอบมองอยู่หลังม่านร้านถึงกับอ้าปากค้าง ลูกค้าที่มารอคิวเต้าหู้เหม็น เมื่อรอนานเข้า ก็เริ่มสั่งอาหารในร้านของเขามากินพลางๆ บ้างก็สั่งน้ำชา สุรา ทำให้ที่นั่งในร้านหอเมฆาเต็มแน่นขนัดทุกโต๊ะ จนเสี่ยวเอ้อร์วิ่งเสิร์ฟกันขาขวิด
หว่านเอ๋อร์มือเป็นระวิงอยู่หน้าเตา เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายที่หน้าผาก แต่นางกลับรู้สึกสนุกอย่างประหลาด เสียงเหรียญอีแปะตกกระทบลงในกล่องไม้ไผ่ดัง *เคร้ง! เคร้ง!* ไม่ขาดสาย เป็นดนตรีที่ไพเราะที่สุด
ทว่า ในขณะที่การค้ากำลังดำเนินไปอย่างบ้าคลั่ง หว่านเอ๋อร์สังเกตเห็นกลุ่มคนแต่งตัวภูมิฐานกลุ่มหนึ่ง เดินลงมาจากรถม้าหรูหราที่จอดอยู่ไกลออกไป สายตาของพวกเขาจับจ้องมาที่แผงเต้าหู้ของนางด้วยแววตาที่อ่านยาก ไม่ใช่ความอยากกิน แต่เหมือนกำลังประเมิน... หรือจับผิด
ทันใดนั้น เสียงตะโกนโหวกเหวกก็ดังขึ้นจากท้ายแถว
"หลีกทาง! หลีกทาง! นายท่านตระกูลจ้าวมาแล้ว!"
ฝูงชนแตกฮือออกเป็นสองฝั่ง เผยให้เห็นชายร่างท้วมสวมชุดไหมราคาแพง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง เดินอาดๆ ตรงเข้ามาที่แผงของหว่านเอ๋อร์ พร้อมกับผู้ติดตามร่างยักษ์อีกสี่คน
เถ้าแก่เนี่ยที่เห็นเหตุการณ์รีบวิ่งหน้าตื่นออกมา "แย่แล้วแม่นางหลิน! นั่นมัน 'จ้าวเศรษฐี' เจ้าของภัตตาคารคู่แข่งฝั่งตรงข้าม เขาขึ้นชื่อเรื่องความขี้อิจฉาและใช้อิทธิพลข่มเหงคนอื่น!"
หว่านเอ๋อร์วางตะเกียบลง ชายตามองผู้มาใหม่ด้วยสายตาเย็นชา นางรู้ทันทีว่า... บททดสอบที่แท้จริงของการเดิมพันครั้งนี้ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: กระแสเต้าหู้ฟีเวอร์]**