หนังสือหย่าเปื้อนเลือด
ความเจ็บปวดเสียดแทงที่หน้าผากปลุกสติของหลินหว่านเอ๋อร์ให้ตื่นขึ้นจากความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด กลิ่นคาวเลือดจางๆ และกลิ่นหมึกเข้มข้นปะปนกันจนน่าเวียนศีรษะ นางลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าพร่าเลือน ก่อนจะค่อยๆ รวมกันเป็นร่างของบุรุษในอาภรณ์บัณฑิตผู้หนึ่ง เขามีรูปโฉมหล่อเหลา ทว่าแววตาที่มองมากลับเย็นชาและแฝงความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
“หลินหว่านเอ๋อร์! ในเมื่อเจ้าไม่ยอมลงนามในหนังสือหย่าดีๆ ก็อย่าหาว่าข้าใจร้าย!” น้ำเสียงของเขาเกรี้ยวกราดราวกับสัตว์ร้าย “แต่งเข้าตระกูลเสิ่นมาสามปี ไม่เพียงแต่ท้องของเจ้าจะไร้วาสนา แม้แต่ปรนนิบัติสามีและแม่สามียังทำได้ไม่ดีพอ วันนี้ข้าจะให้หนังสือหย่าแก่เจ้า ถือเป็นความเมตตาสุดท้ายแล้ว!”
สิ้นเสียง กระดาษเซวียนจื่อแผ่นหนึ่งก็ถูกโยนปะทะใบหน้าของนางอย่างแรง ความทรงจำอันยุ่งเหยิงของเจ้าของร่างเดิมหลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก หลินหว่านเอ๋อร์... ฮูหยินเอกแห่งจวนตระกูลเสิ่น ถูกสามีที่ตนรักปานชีวิตอย่างเสิ่นเหวินปั๋วและแม่สามีหวังซื่อรุมกดดันให้หย่าขาด เพื่อเปิดทางให้หลิวซินเยว่ สตรีผู้งดงามอ่อนหวานดุจดอกบัวขาวแต่จิตใจกลับอสรพิษเข้ามาเป็นนายหญิงคนใหม่
ทว่าบัดนี้ วิญญาณในร่างนี้หาใช่สตรีอ่อนแอผู้ยอมให้โชคชะตาขีดเขียนชีวิตอีกต่อไปไม่!
หลินหว่านเอ๋อร์ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด คือแม่ค้าสู้ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับครั้งไม่ถ้วน การถูกโยนหนังสือหย่าใส่หน้าเยี่ยงนี้ ในสายตาของนาง มันไม่ใช่การหยามเกียรติ แต่คือ ‘ใบเบิกทางสู่อิสรภาพ’ ที่สวรรค์ประทานให้ชัดๆ!
นางค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืน ร่างบางที่ควรจะโอนเอนกลับตั้งตรงอย่างมั่นคงราวกับต้นสนบนยอดผา ดวงตาหงส์ที่เคยเต็มไปด้วยความรักและตัดพ้อ บัดนี้กลับนิ่งสงบและเย็นเยียบจนน่าใจหาย นางก้มลงมองกระดาษที่ตกอยู่บนพื้นอย่างเชื่องช้า ก่อนจะวาดรอยยิ้มเย็นเยียบขึ้นที่มุมปาก
“หนังสือหย่ารึ?” น้ำเสียงของนางใสกระจ่าง แต่กลับแฝงไปด้วยพลังกดดันที่มองไม่เห็น “บัณฑิตเสิ่นช่างเป็นผู้มีจิตใจเมตตากรุณาเสียจริง แต่งงานกันมาสามปี ข้าปรนนิบัติท่านและท่านแม่ไม่เคยขาดตกบกพร่อง ทรัพย์สินจากสินเดิมของข้าถูกพวกท่านนำไปใช้จ่ายจนแทบไม่เหลือหลอ แม้กระทั่งค่าร่ำเรียนและค่าเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อสอบขุนนางของท่าน ก็ล้วนมาจากเงินของข้ามิใช่หรือ? วันนี้ท่านตอบแทนข้าด้วยกระดาษแผ่นนี้ ช่างเป็น ‘ความเมตตา’ ที่ลึกซึ้งกินใจยิ่งนัก!”
ทุกถ้อยคำของนางแทงทะลุหัวใจของเสิ่นเหวินปั๋วราวกับเข็มน้ำแข็ง เขาอุตส่าห์สร้างภาพลักษณ์บัณฑิตผู้ทรงคุณธรรมมาโดยตลอด การถูกแฉเรื่องผลาญสินเดิมของภรรยาต่อหน้าคนอื่นเช่นนี้ ทำให้ใบหน้าหล่อเหลาของเขาพลันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธและอับอาย
“ไร้ยางอาย! เจ้า...เจ้ากล้ากล่าววาจาเหลวไหล!” เขากระวนกระวายจนเลือดลมพลุ่งพล่าน ฉับพลันนั้น หยาดโลหิตสีแดงสดหยดหนึ่งพลันร่วงหล่นจากปลายจมูกของเขา หยดลงบนหนังสือหย่าบนพื้นพอดิบพอดี!
หวังซื่อที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานเห็นท่าไม่ดีจึงรีบตบโต๊ะดังปัง “เจ้ายังจะปากดีอีกรึ! นังตัวอัปมงคล! แต่งเข้าบ้านเรามาสามปีก็ยังไม่มีทายาท นี่คือความผิดมหันต์! เหวินปั๋วของข้าจะหย่ากับเจ้าก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว!”
“ท่านแม่กล่าวได้ถูกต้องนักเจ้าค่ะ” เสียงหวานปานน้ำผึ้งดังขึ้นจากด้านหลังเสิ่นเหวินปั๋ว หลิวซินเยว่ในชุดสีชมพูอ่อนค่อยๆ ก้าวออกมา ใบหน้างดงามนองไปด้วยน้ำตา นางทำท่าจะเข้ามาประคองหลินหว่านเอ๋อร์ แต่กลับถูกสายตาเย็นชาของนางตรึงไว้กับที่
“พี่หญิงหว่านเอ๋อร์ ท่านอย่าโกรธพี่เหวินปั๋วเลยนะเจ้าคะ เรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเอง หากไม่ใช่เพราะข้า... หากข้าไม่ปรากฏตัวขึ้น พี่เหวินปั๋วก็คงไม่...” นางกล่าวพลางสะอื้นไห้ราวกับจะขาดใจตาย ท่าทางน่าสงสารนั้นกระตุ้นสัญชาตญาณอยากปกป้องของบุรุษได้เป็นอย่างดี
ทว่าหลินหว่านเอ๋อร์กลับหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “น้องหญิงหลิวอย่าได้ถ่อมตนไปเลย เรื่องนี้จะเป็นความผิดของเจ้าได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าเป็นเพียงสตรีที่ ‘บังเอิญ’ พบรักกับบุรุษที่มีภรรยาแล้ว ‘บังเอิญ’ ทำให้เขาหลงใหลจนยอมทอดทิ้งภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา และ ‘บังเอิญ’ กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นฮูหยินคนใหม่แทนที่ข้า... ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องบังเอิญทั้งสิ้นมิใช่หรือ?”
คำพูดที่เหมือนจะเข้าข้าง แต่แท้จริงแล้วกลับเสียดแทงและตีแผ่ความหน้าไหว้หลังหลอกของหลิวซินเยว่อย่างไร้ความปรานี ใบหน้าของหลิวซินเยว่พลันซีดเผือด นางกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน มาดดอกบัวขาวที่แสร้งสร้างมาพังทลายลงในพริบตา
“เจ้า!” หลิวซินเยว่หลุดเสียงอุทานออกมาด้วยความตกใจและโกรธแค้น ไม่คาดคิดว่าสตรีโง่งมที่เคยเห็นจะกลายเป็นคนฝีปากกล้าถึงเพียงนี้
หลินหว่านเอ๋อร์ไม่แม้แต่จะชายตามองนางอีกต่อไป นางย่อตัวลงอย่างสง่างาม ค่อยๆ บรรจงหยิบหนังสือหย่าที่เปื้อนเลือดกำเดาของเสิ่นเหวินปั๋วขึ้นมา นิ้วเรียวขาวราวหยกค่อยๆ คลี่กระดาษออกอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังชื่นชมสมบัติล้ำค่า
รอยเลือดสีแดงสดบนตัวอักษรสีดำขลับช่างดูโดดเด่นและน่าขันในเวลาเดียวกัน
“ช่างเป็นของขวัญอำลาที่ล้ำค่ายิ่งนัก” นางกล่าวเสียงเรียบ พลางพับเก็บหนังสือหย่าใส่ในแขนเสื้ออย่างระมัดระวัง “หนังสือหย่าฉบับนี้ ข้าจะเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่าครั้งหนึ่ง ข้าเคยตาบอดมองคนผิดไปเพียงใด”
นางหันหลังให้บุรุษขี้ขลาด สตรีจอมเสแสร้ง และมารดาผู้ละโมบที่ยืนหน้าชาเป็นหุ่นไม้ ร่างบางในชุดฮูหยินที่เคยดูหม่นหมอง บัดนี้กลับยืดตรง แผ่นหลังตั้งตระหง่านแฝงไว้ด้วยความหยิ่งทะนงที่ไม่เคยมีมาก่อน
นางก้าวเดินออกจากโถงกลางอย่างมั่นคง ไม่หันกลับไปมองแม้แต่น้อย ทุกย่างก้าวคือการสลัดทิ้งอดีตอันเน่าเฟะ ทุกย่างก้าวคือการมุ่งหน้าสู่อิสรภาพที่รออยู่เบื้องหน้า จวนตระกูลเสิ่นที่เคยเป็นดั่งกรงทอง บัดนี้ไม่ต่างจากคุกที่นางพร้อมจะทุบทำลายและก้าวออกมา!
เงาของนางทอดยาวผ่านธรณีประตู ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันน่าอึดอัดและสามชีวิตที่เพิ่งตระหนักว่า พวกเขาไม่ได้ขับไล่สตรีโง่งมคนหนึ่งออกไป... แต่ได้ปลดปล่อยพยัคฆ์ร้ายออกจากกรงขังด้วยน้ำมือของตนเอง