ประสบการณ์แม่ค้าสู้ชีวิต

สุริยันคล้อยต่ำลงสู่ทิวเขาเบื้องทิศประจิม ทอแสงสีทองอาบไล้เส้นทางดินนอกประตูเมืองไห่เยี่ยน ร่างอรชรในอาภรณ์หรูหราทว่ามอมแมมก้าวเดินอย่างเชื่องช้าแต่หนักแน่น แต่ละย่างก้าวของหลินหว่านเอ๋อร์คือการทิ้งห่างจากอดีตอันขมขื่นที่นางเพิ่งสะบั้นขาดออกมา

นางไม่หันกลับไปมองประตูเมืองที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังอีก จวนตระกูลเสิ่นอันโอ่อ่าที่เคยเป็นดั่งกรงทองขังนางไว้ตลอดสามปี บัดนี้กลายเป็นเพียงภาพฝันเลือนรางที่นางไม่ปรารถนาจะจดจำ

ลมยามเย็นพัดโชยมาต้องผิวกาย หอบเอากลิ่นอายของดินและใบไม้แห้งเข้ามาแทนที่กลิ่นกำยานและเครื่องประทินโฉมในห้องหับของจวนชั้นสูง ความรู้สึกอิสระแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่นางได้สูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอดโดยไม่ต้องกังวลถึงสายตาของใคร

มือเรียวบางลูบไล้แขนเสื้อผ้าไหมปักลายอย่างดี ที่ซึ่งซุกซ่อนหนังสือหย่าฉบับพิเศษเอาไว้ ของขวัญอำลาชิ้นสุดท้ายจากเสิ่นเหวินปั๋ว... อดีตสามีผู้โง่เขลา มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน หากเป็นหลินหว่านเอ๋อร์คนเดิม นางคงตรอมใจตายไปแล้วตามความประสงค์ของบุรุษผู้นั้นและสตรีแพศยาของเขา

ทว่าวิญญาณที่สถิตในร่างนี้ บัดนี้คือหลินหว่านเอ๋อร์จากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด! หญิงสาวผู้หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นแม่ค้าในตลาดสดมาตั้งแต่จำความได้ ชีวิตของนางคือการต่อสู้ดิ้นรนในสมรภูมิการค้าที่ดุเดือด การถูกหย่าร้างเช่นนี้เทียบไม่ได้เลยกับสงครามราคาที่นางเคยเผชิญ

สมองของนางเริ่มทำงานอย่างรวดเร็วราวกับเครื่องจักรที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลนานปี ความทรงจำและประสบการณ์จากการเป็นแม่ค้าสู้ชีวิตในชาติก่อนหลั่งไหลเข้ามาดุจสายน้ำเชี่ยว

‘สถานการณ์ปัจจุบัน: ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่อีแปะเดียว ไม่มีที่พักพิง ไม่มีเส้นสาย ทรัพย์สินที่มีคือเสื้อผ้าบนกายและหนังสือหย่าหนึ่งฉบับ...’

นี่คือการวิเคราะห์สถานการณ์เบื้องต้นตามหลักการทำธุรกิจข้อแรกสุด: สำรวจต้นทุนและทรัพยากรที่มีอยู่

‘เป้าหมายระยะสั้น: หาที่พักที่ปลอดภัยและหาอาหารประทังชีวิตให้ได้ก่อนค่ำคืนนี้’

‘เป้าหมายระยะกลาง: สร้างแหล่งรายได้ที่มั่นคง’

‘เป้าหมายระยะยาว: มีชีวิตที่สุขสบาย เป็นอิสระ และร่ำรวยจนกระทั่งเสิ่นเหวินปั๋วต้องคุกเข่าเสียใจที่ทอดทิ้งข้า!’

ความคิดของนางแล่นฉิว ภาพแผงขายของในตลาดสดยุคใหม่ซ้อนทับกับภาพทิวทัศน์โบราณเบื้องหน้า ความรู้ด้านการแปรรูปอาหาร การควบคุมต้นทุน การสร้างแบรนด์ และกลยุทธ์การตลาดที่สั่งสมมาทั้งชีวิต คือศาสตราวุธอันทรงพลังที่สุดที่นางมีในยามนี้ มันคือ ‘ระบบ’ ที่ไม่ต้องพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ เป็นความสามารถพิเศษที่ติดตัวนางข้ามภพข้ามชาติมา

นางเคยเปลี่ยนผักผลไม้ใกล้เน่าให้กลายเป็นของดองรสเลิศที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เคยนำเศษเนื้อติดกระดูกที่คนเมินมาต้มซุปขายจนลูกค้าติดกันงอมแงม การมองหาโอกาสในวิกฤตคือสัญชาตญาณของนาง

หลินหว่านเอ๋อร์เดินระหกระเหินไปตามเส้นทางที่ทอดยาวเลียบชายฝั่ง เสียงคลื่นซัดสาดดังแว่วมาแต่ไกล กลิ่นเค็มของน้ำทะเลเริ่มปะปนมากับสายลม ความคิดหนึ่งพลันผุดวาบขึ้นในใจ... เมืองไห่เยี่ยนเป็นเมืองท่าติดทะเล สิ่งที่มีมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นอาหารทะเล!

ในยุคปัจจุบันของนาง อาหารทะเลแปรรูปมีมูลค่ามหาศาล ทั้งปลาเค็ม กุ้งแห้ง ปลาหมึกตากแห้ง หรือแม้แต่น้ำปลาชั้นดี แต่ในยุคนี้เล่า? ผู้คนรู้จักวิธีถนอมอาหารทะเลได้ดีเพียงใด? นี่อาจเป็นช่องทางทำกินของนาง!

ความคิดนี้ทำให้นางมีเรี่ยวแรงขึ้นมาอีกครั้ง แววตาที่เคยหม่นหมองบัดนี้เปล่งประกายแห่งความหวังและความมุ่งมั่นจับจ้องไปข้างหน้า นางเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ปลายทางคือหมู่บ้านเล็กๆ ที่นางเห็นอยู่ลิบๆ ริมชายฝั่ง

ยิ่งเข้าใกล้ กลิ่นอายของหมู่บ้านชาวประมงก็ยิ่งชัดเจนขึ้น กลิ่นคาวปลาและกลิ่นสาบน้ำเค็มอันเป็นเอกลักษณ์ลอยมาปะทะจมูก บ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นกระท่อมมุงจากหลังเล็กๆ ที่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายบ่งบอกถึงฐานะที่ไม่สู้ดีนักของผู้อยู่อาศัย บนลานดินหน้าบ้านหลายหลังมีแหและอวนตากอยู่ระเกะระกะ

สายตาของนางกวาดสำรวจไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว ประเมินศักยภาพของทำเลที่ตั้งแห่งใหม่นี้ในฐานะนักลงทุน... ที่นี่ห่างไกลจากความวุ่นวายในเมืองหลวง ผู้คนดูเรียบง่ายไม่ซับซ้อน และที่สำคัญที่สุด... ที่นี่คือแหล่งวัตถุดิบชั้นเลิศ

ณ ชายหาดท้ายหมู่บ้าน ร่างสูงใหญ่กำยำของบุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นทราย ใบหน้ากร้านแดดกร้านลมบ่งบอกถึงอาชีพที่ต้องผจญกับคลื่นลมมานานปี มือใหญ่หยาบกร้านของเขากำลังขะมักเขม้นกับการซ่อมแซมแหหาปลาผืนใหญ่ด้วยความชำนาญ

คนผู้นั้นคือเจียงต้าไห่ หัวหน้าครอบครัวเจียงผู้หาเลี้ยง妻子และบุตรด้วยการออกทะเล เขาเงยหน้าขึ้นเมื่อรู้สึกถึงเงาที่ทาบทับลงมา

ดวงตาคมกล้าของชาวประมงหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อเห็นสตรีผู้มาใหม่ นางสวมอาภรณ์ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อดีอย่างที่เขาไม่เคยเห็นแม้แต่ในตัวอำเภอ ทว่าสภาพของนางกลับดูซอมซ่ออย่างน่าประหลาด เส้นผมที่ควรเกล้าไว้อย่างงดงามกลับยุ่งเหยิงเล็กน้อย ใบหน้าขาวนวลมีรอยเปื้อนฝุ่น ชายกระโปรงลากดินจนมอมแมม ท่าทางอิดโรยราวกับเดินทางมาไกลแสนไกล

ความขัดแย้งระหว่างเสื้อผ้าหรูหรากับสภาพอันน่าเวทนาทำให้เจียงต้าไห่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย สตรีสูงศักดิ์เช่นนี้มาทำอะไรในหมู่บ้านชาวประมงที่ยากจนเช่นนี้กัน?

หลินหว่านเอ๋อร์หยุดยืนห่างจากเขาหลายก้าว นางเหนื่อยล้าเกินกว่าจะเดินต่อไปไหวแล้ว ความหิวเริ่มจู่โจมกระเพาะน้อยๆ อย่างรุนแรง ท้องฟ้าเริ่มมืดลงทุกขณะ ความกังวลเรื่องที่พักในค่ำคืนนี้ฉายชัดขึ้นในแววตา

เจียงต้าไห่เห็นแววตาที่สิ้นหวังและอ้างว้างของนาง แม้จะดูเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ แต่ในยามนี้นางดูเปราะบางและน่าสงสารยิ่งนัก ด้วยความที่เป็นคนจิตใจดีและมีเมตตา เขาจึงตัดสินใจเอ่ยปากถามขึ้น ทำลายความเงียบงันระหว่างคนแปลกหน้าทั้งสอง

“แม่นาง...” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและห้าวเล็กน้อยตามประสาคนทะเล “ค่ำมืดแล้ว ท่านมาทำอะไรที่นี่คนเดียว... หรือว่าหลงทางมา?”

คำถามที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยอย่างไม่เสแสร้งทำให้หัวใจที่ด้านชาของหลินหว่านเอ๋อร์สั่นไหวเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษชาวประมงแปลกหน้าผู้หยิบยื่นความเป็นมิตรให้เป็นคนแรกในโลกใบใหม่แห่งนี้... และนี่คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง

นางจะตอบเขาว่าอย่างไร? จะบอกความจริงว่าตนถูกสามีขับไล่ออกจากบ้าน หรือจะสร้างเรื่องโกหกขึ้นมาเพื่อเอาตัวรอด? ชั่วขณะนั้น สมองของแม่ค้าสู้ชีวิตได้เริ่มคำนวณถึงผลได้ผลเสียของทุกคำตอบที่เป็นไปได้แล้ว