กระท่อมท้ายหมู่บ้าน

น้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยของบุรุษชาวประมงแปลกหน้า เปรียบดั่งสายธารอบอุ่นสายแรกที่ชะโลมลงบนหัวใจอันแห้งแล้งของหลินหว่านเอ๋อร์ สมองของแม่ค้าสู้ชีวิตในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดประมวลผลอย่างรวดเร็ว นางรู้ดีว่าการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงในยามนี้มีแต่จะนำภัยมาสู่ตัว การแสดงความอ่อนแอและน่าสงสารต่างหากคือหนทางรอดที่ดีที่สุด

หยาดน้ำตาที่นางพยายามกักกลั้นไว้ไหลรินลงมาในที่สุด หญิงสาวทรุดกายลงนั่งกับพื้นทรายอย่างหมดแรง สะอื้นไห้จนตัวสั่นเทา “เรียนท่านผู้มีคุณ... ครอบครัวของข้าประสบเคราะห์กรรม... บัดนี้เหลือเพียงตัวข้าคนเดียว ไร้ที่พึ่งพิง... เดินทางรอนแรมมาหลายวันจนสิ้นเรี่ยวแรงแล้วเจ้าค่ะ”

นางจงใจกล่าวเพียงครึ่งๆ กลางๆ ไม่เอ่ยถึงตระกูลเสิ่นหรือหนังสือหย่าแม้แต่น้อย ให้ดูเหมือนคุณหนูผู้โชคร้ายที่พลัดพรากจากครอบครัว

เจียงต้าไห่เห็นสตรีงดงามร่ำไห้ปานจะขาดใจก็ให้รู้สึกเวทนาจับใจ เขาเป็นคนซื่อตรง ไม่ได้มีเล่ห์เหลี่ยมซับซ้อนอันใด เมื่อเห็นนางตกทุกข์ได้ยากจึงมิอาจนิ่งดูดาย “แม่นาง... ลุกขึ้นก่อนเถิด พื้นทรายมันเย็นนัก” เขากล่าวพลางขยับถอยหลังเล็กน้อยเพื่อรักษาระยะห่างตามสมควร “หมู่บ้านลั่วเหอของพวกเราแม้จะยากจน แต่ก็พอมีที่ให้ท่านซุกหัวนอนได้ในคืนนี้”

หลินหว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำฉายแววแห่งความหวังขึ้นมาวูบหนึ่ง “จริงหรือเจ้าคะ?”

เจียงต้าไห่พยักหน้า “ตามข้ามาเถิด ท้ายหมู่บ้านมีกระท่อมร้างอยู่หลังหนึ่ง แม้จะซอมซ่อไปบ้าง แต่ก็พอจะกันลมกันน้ำค้างได้”

กล่าวจบเขาก็เดินนำไปอย่างเงียบๆ หลินหว่านเอ๋อร์พยายามฝืนพยุงร่างอันอิดโรยของตนให้ลุกขึ้นแล้วก้าวตามไปเงาของบุรุษร่างสูงใหญ่ที่ทอดทาบบนพื้นทรายดูมั่นคงและน่าเชื่อถืออย่างประหลาด นางเดินโซซัดโซเซไปตามทางเดินแคบๆ ที่คดเคี้ยวในหมู่บ้าน สองข้างทางคือบ้านดินที่มืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์ซีดเซียวสาดส่องนำทาง กลิ่นเค็มของทะเลและกลิ่นคาวปลาโชยมาปะทะจมูกเป็นระยะ นี่คือโลกใบใหม่ของนาง โลกที่แตกต่างจากจวนสกุลเสิ่นอันโอ่อ่าหรูหราอย่างสิ้นเชิง

ไม่นานนัก เจียงต้าไห่ก็หยุดยืนอยู่หน้ากระท่อมไม้ผุพังหลังหนึ่ง มันตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่ชายขอบของหมู่บ้าน หลังคามุงหญ้าแหว่งวิ่น ผนังไม้ไผ่สานมีรูโหว่ให้ลมลอดผ่านได้ ประตูไม้ที่โยกเยกส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ

“ที่นี่แหละ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดเล็กน้อย “มันอาจจะไม่น่าดูนัก...”

“ไม่เลยเจ้าค่ะ” หลินหว่านเอ๋อร์รีบกล่าวขัด “สำหรับข้า... ที่นี่ก็เปรียบดั่งวิมานแล้ว ขอบคุณท่านผู้มีคุณยิ่งนัก” นางโค้งคำนับอย่างงดงาม แม้จะอยู่ในสภาพมอมแมม แต่กิริยาท่าทางยังคงความสง่างามของสตรีชั้นสูงไว้ไม่เสื่อมคลาย

เจียงต้าไห่ผลักประตูเข้าไปด้านใน กลิ่นอับชื้นและฝุ่นผงก็ลอยคละคลุ้งออกมา ภายในกระท่อมว่างเปล่า มีเพียงเตียงไม้เก่าๆ ที่ขาหักไปข้างหนึ่งกับโต๊ะเล็กๆ ที่ใกล้จะพังเต็มที เขาช่วยขยับเตียงให้เข้ามุมที่พอจะพิงผนังได้มั่นคง ก่อนจะหันมากล่าวกับนาง “คืนนี้ท่านพักที่นี่ไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ ข้าต้องกลับไปแล้ว ภรรยาข้าคงรออยู่”

เมื่อกล่าวจบเขาก็หมุนตัวจากไป ทิ้งให้หลินหว่านเอ๋อร์ยืนอยู่ในความมืดและความเงียบงันเพียงลำพัง

ทันทีที่แผ่นหลังกว้างของเขาหายลับไป ความเข้มแข็งที่เสแสร้งขึ้นมาก็พังทลายลง หญิงสาวทรุดกายนั่งลงบนเตียงไม้ที่เย็นเฉียบ ความหนาวเหน็บในยามค่ำคืนริมทะเลค่อยๆ คืบคลานเข้าเกาะกุมร่างกายที่สวมเพียงอาภรณ์เนื้อบาง ลมหนาวที่พัดผ่านรูโหว่ของผนังราวกับเข็มน้ำแข็งนับพันเล่มที่ทิ่มแทงเข้าสู่กระดูก ความหิวโหยที่อดทนมาตลอดวันเริ่มบีบคั้นกระเพาะอย่างรุนแรงจนปวดแสบ

น้ำตาที่คิดว่าเหือดแห้งไปแล้วกลับไหลรินออกมาอีกครั้ง นางกอดเข่าซบหน้าลงร่ำไห้อย่างเงียบงัน นี่คือที่พักพิงถาวรแห่งแรกของนางในยุคโบราณแห่งนี้หรือ? กระท่อมซอมซ่อที่แทบจะกันอะไรไม่ได้เลย... ช่างน่าสมเพชสิ้นดี

ในขณะที่หลินหว่านเอ๋อร์กำลังจมดิ่งอยู่ในความสิ้นหวังนั้นเอง เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าประตู นางสะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นมองด้วยความหวาดระแวง

บานประตูที่ปิดไม่สนิทถูกแง้มเปิดออกอย่างช้าๆ ปรากฏร่างของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่ง นางมีรูปหน้าธรรมดา ผิวคล้ำกร้านแดดตามประสาคนทำงานหนัก ในมือนางถือตะเกียงน้ำมันดวงเล็กๆ และห่อผ้าเก่าๆ อยู่ห่อหนึ่ง

“สามีข้าบอกว่าเจ้ายังไม่ได้กินอะไรเลย... ข้าเลยเอามาให้” น้ำเสียงของนางห้วนเล็กน้อย แฝงแววไม่พอใจอยู่หลายส่วน “แล้วนี่เสื้อผ้าเก่าๆ ของข้า เอาไปเปลี่ยนเสีย อากาศริมทะเลตอนกลางคืนมันเย็น”

นางคือโจวชุนฮวา ภรรยาของเจียงต้าไห่ นางวางห่อผ้าและชามกระเบื้องใบหนึ่งลงบนโต๊ะไม้อย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ‘กึก’ ก่อนหน้านี้ นางเพิ่งต่อว่าสามีไปชุดใหญ่ที่อยู่ๆ ก็ไปเก็บสตรีแปลกหน้ากลับมาหมู่บ้าน ใครจะรู้ว่าเป็นคนดีหรือคนร้าย นำภัยมาให้ครอบครัวหรือไม่ แต่เมื่อสามียืนกรานว่าเป็นเพียงสตรีอ่อนแอน่าสงสาร และเล่าสภาพอันน่าเวทนาของหลินหว่านเอ๋อร์ให้ฟัง ใจที่แข็งกระด้างของนางก็อ่อนยวบลง สุดท้ายจึงแอบต้มมันเทศแล้วขโมยเสื้อผ้าเก่าของตนเองออกมาให้

หลินหว่านเอ๋อร์มองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกซับซ้อน นางได้ยินเสียงบ่นพึมพำของโจวชุนฮวาแว่วมา “...หาเรื่องมาให้ไม่หยุดหย่อน หากเป็นพวกสิบแปดมงกุฎจะทำอย่างไร...” แม้ปากจะร้าย แต่การกระทำของนางกลับตรงกันข้าม

หญิงสาวคลี่ห่อผ้าออกอย่างแผ่วเบา ภายในคือมันเทศนึ่งร้อนๆ สองหัวที่ยังส่งไอร้อนกรุ่นออกมา กลิ่นหอมหวานของมันเทศลอยเข้าจมูก กระตุ้นต่อมความหิวของนางจนแทบทนไม่ไหว

“ขอบคุณ... ขอบคุณท่านพี่หญิงมากเจ้าค่ะ” หลินหว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงสั่นเครือ ความตื้นตันใจเอ่อล้นจนพูดอะไรไม่ออก

โจวชุนฮวาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่า ‘ท่านพี่หญิง’ นางเหลือบมองใบหน้าขาวนวลที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตาของหลินหว่านเอ๋อร์อีกครั้ง ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วกล่าวว่า “กินเสียเถอะ จะได้มีแรง พรุ่งนี้ค่อยคิดว่าจะเอาอย่างไรต่อไป” พูดจบนางก็หมุนตัวเดินจากไป ปิดประตูให้ดังเดิม

หลินหว่านเอ๋อร์มองตามแผ่นหลังของโจวชุนฮวาไปจนลับสายตา ก่อนจะก้มลงมองมันเทศร้อนๆ ในมือ ความอบอุ่นจากมันเทศส่งผ่านฝ่ามือเข้าสู่หัวใจที่หนาวเหน็บของนาง นี่คืออาหารมื้อแรกในโลกใบใหม่... คือความเมตตาแรกที่นางได้รับจากคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

นางค่อยๆ กัดมันเทศเข้าไปคำใหญ่ ความหวานละมุนของเนื้อมันเทศแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ขับไล่ความหิวโหยและความขมขื่นในใจให้มลายหายไปสิ้น หยาดน้ำตาแห่งความซาบซึ้งไหลลงมาอาบแก้มอีกครั้ง แต่ครั้งนี้... มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความสิ้นหวังอีกต่อไป

หลังจากกินมันเทศจนอิ่มหนำและเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าฝ้ายหยาบๆ ที่แม้จะเก่าแต่สะอาดและให้ความอบอุ่นได้ดีกว่าอาภรณ์ผ้าไหมของตนแล้ว หลินหว่านเอ๋อร์ก็เอนกายนอนลงบนเตียงไม้แข็งๆ

คืนนี้... นางจะไม่ร้องไห้อีกแล้ว

ดวงตาของนางทอดมองออกไปนอกรูโหว่ของผนัง เห็นผืนทะเลยามราตรีที่สะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายระยิบระยับ หมู่บ้านชาวประมงที่ยากจนแห่งนี้ ผู้คนจิตใจดีที่แม้ปากจะร้ายแต่ก็หยิบยื่นน้ำใจให้... ทั้งหมดนี้คือจุดเริ่มต้นใหม่ของนาง

ความรู้สึกของแม่ค้าผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตาค่อยๆ ปลุกเร้าขึ้นมาในจิตวิญญาณอีกครั้ง นางกำหมัดแน่นใต้ผ้าห่มเก่าๆ... หนี้บุญคุณครั้งนี้ นางจะต้องตอบแทน! ความยากจน ความหิวโหย ความหนาวเหน็บที่ได้ประสบในวันนี้ นางจะจดจำมันไว้เป็นบทเรียน

หลินหว่านเอ๋อร์จะไมยอมเป็นแค่สตรีผู้น่าสงสารที่รอรับความเมตตาจากผู้อื่นอีกต่อไป! นางจะใช้สติปัญญาและความรู้ความสามารถทั้งหมดที่มีจากชาติก่อน เพื่อพลิกชะตากรรมของตนเองให้จงได้!

นางจะต้องรวย! รวยให้ยิ่งกว่าตอนที่อยู่ในจวนสกุลเสิ่น รวยจนสามารถตอบแทนครอบครัวเจียงได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ และรวยพอที่จะไม่มีใครหน้าไหนสามารถมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนางได้อีก!

ความคิดนั้นสว่างวาบขึ้นในสมอง ท่ามกลางความมืดมิดของกระท่อมผุพัง... แผนการแรกสู่เส้นทางแห่งความมั่งคั่งได้เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของนางแล้ว... มันเริ่มต้นจากสิ่งที่นางเห็นเกลื่อนกลาดอยู่ริมหาดเมื่อตอนกลางวัน สิ่งที่ชาวบ้านมองว่าไร้ค่า แต่ในสายตาของนาง... มันคือขุมทรัพย์ดีๆ นี่เอง