ปลาไป๋หลินไร้ค่า
แสงอรุณรุ่งสาดส่องลอดผ่านรูโหว่ของผนังกระท่อม ปลุกหลินหว่านเอ๋อร์ให้ตื่นจากการหลับใหลที่แสนสั้นแต่เต็มไปด้วยความสงบอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมานาน ค่ำคืนที่ผ่านมาไร้ซึ่งฝันร้ายถึงจวนสกุลเสิ่น ไร้ซึ่งภาพใบหน้าเย็นชาของเสิ่นเหวินปั๋ว มีเพียงเสียงคลื่นขับกล่อมและความมุ่งมั่นที่ก่อตัวขึ้นใหม่ในใจ
นางลุกขึ้นจากเตียงแข็งกระด้างอย่างกระฉับกระเฉง ความปวดเมื่อยเล็กน้อยตามร่างกายมิอาจบั่นทอนจิตใจที่ฮึกเหิมได้ นางจัดแจงเสื้อผ้าฝ้ายหยาบๆ ให้เข้าที่ สูดลมหายใจลึก กลิ่นไอเค็มของทะเลและกลิ่นคาวปลาจางๆ ที่ลอยมาตามลมกลายเป็นดั่งสัญญาณแห่งการเริ่มต้น
เมื่อเดินออกมานอกกระท่อม หมู่บ้านลั่วเหอกำลังตื่นจากนิทราอย่างช้าๆ ชาวประมงเริ่มทยอยกลับเข้าฝั่งหลังจากออกเรือไปตั้งแต่ยามราตรี บรรดาภรรยาและลูกๆ ต่างพากันออกมารอรับ ตะกร้าสานใบใหญ่ถูกเตรียมพร้อมสำหรับคัดแยกปลาที่จับมาได้ เสียงพูดคุยโหวกเหวกและเสียงต่อรองดังเซ็งแซ่ ผสมผสานกับเสียงนกนางนวลที่บินว่อนอยู่เหนือท้องฟ้า ก่อเกิดเป็นภาพชีวิตชีวาอันเป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้านชาวประมง
หลินหว่านเอ๋อร์ไม่ได้หยุดทักทายผู้ใด นางเพียงพยักหน้าให้สองสามีภรรยาเจียงที่กำลังสาละวนอยู่หน้าบ้านเป็นการขอบคุณ แล้วเดินมุ่งตรงไปยังชายหาดซึ่งเป็นเป้าหมายของนางตั้งแต่เมื่อคืน
ภาพที่เห็นยามเช้ากระจ่างชัดกว่าเมื่อวานยิ่งนัก บนผืนทรายสีนวลที่ทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา นอกจากเปลือกหอยและสาหร่ายทะเลที่ถูกคลื่นซัดเกยตื้นแล้ว ยังมีกองปลาขนาดเล็กจำนวนมากถูกทิ้งไว้เป็นระยะๆ ปลาเหล่านี้มีเกล็ดสีเงินขาวสะท้อนแสงแดดยามเช้าเป็นประกายวับวาม แต่กลับไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ พวกมันถูกคัดทิ้งอย่างไร้เยื่อใยจากตะกร้าที่จับมาได้ บ้างก็ถูกโกยรวมกันไว้เพื่อรอให้แห้งแล้วนำไปใช้เป็นปุ๋ยใส่แปลงผัก
นี่คือสิ่งที่นางเห็นเมื่อวาน... ขุมทรัพย์ที่ถูกมองข้าม!
หลินหว่านเอ๋อร์เดินเข้าไปใกล้กองปลาเหล่านั้นแล้วย่อตัวลงหยิบมันขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด มันคือปลาขนาดเท่าฝ่ามือ เกล็ดสีขาวสะอาดสะอ้าน แต่ลำตัวผอมบาง เมื่อลองใช้นิ้วกดดูเบาๆ ก็สัมผัสได้ถึงโครงก้างที่แข็งและมีอยู่เป็นจำนวนมาก นางพลิกมันไปมา สำรวจเหงือกและดวงตาที่ยังคงความสดใหม่อยู่ ในใจของแม่ค้าจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดกำลังคำนวณต้นทุนและผลกำไรอย่างรวดเร็ว
วัตถุดิบชั้นเลิศที่ได้มาเกือบจะเปล่าๆ! ในยุคที่ขาดแคลนอาหารเช่นนี้ การทิ้งทรัพยากรที่มีคุณค่าเช่นนี้ไปช่างน่าเสียดายนัก ก้างเยอะ? กลิ่นคาวจัด? ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยสำหรับผู้ที่ครอบครองภูมิปัญญาด้านการทำอาหารมานับร้อยนับพันสูตร
“พี่สาว ท่านกำลังดูอะไรอยู่รึ?”
เสียงทุ้มๆ ของเด็กหนุ่มดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำให้หลินหว่านเอ๋อร์หลุดจากภวังค์ นางหันไปมองก็พบเด็กหนุ่มผิวคล้ำแดด รูปร่างสูงโปร่งแข็งแรงน่าจะอายุราวสิบห้าสิบหกปี เขาสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ที่เปียกชื้น กำลังยืนมองนางด้วยความสงสัยระคนแปลกใจ ในมือของเขาถือตาข่ายหาปลาที่ยังพันไปด้วยสาหร่ายทะเล
“ข้า... ข้าแค่สงสัยว่านี่คือปลาอะไร เหตุใดจึงถูกทิ้งไว้เช่นนี้” หลินหว่านเอ๋อร์ตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร
เด็กหนุ่มเกาหัวแกรกๆ “อ้อ นี่คือปลาไป๋หลินน่ะสิขอรับ พวกเราเรียกมันว่าปลาขยะ”
“ปลาขยะ?” นางทวนคำด้วยความประหลาดใจ
“ใช่แล้วขอรับ” เด็กหนุ่มเดินเข้ามาใกล้พลางชี้ไปยังกองปลา “ปลาพวกนี้ก้างเยอะเป็นพิเศษ เนื้อก็น้อยนิด แถมยังมีกลิ่นคาวรุนแรงจนแทบจะกลบกลิ่นอื่นมิด นำไปต้มก็ไม่ได้รสชาติ นำไปทอดก็อมน้ำมัน ไม่มีใครเขาอยากกินกันหรอกขอรับ ขนาดคนจนๆ ในหมู่บ้านยังเมินหน้าหนีเลย ที่เห็นนี่ก็คัดทิ้งไว้รอทำปุ๋ย ไม่ก็โยนกลับลงทะเลไป”
เด็กหนุ่มผู้นี้คือเจียงอาหนิว บุตรชายคนโตของเจียงต้าไห่และโจวชุนฮวา เขาเพิ่งกลับจากการช่วยบิดาลากอวนเข้าฝั่ง เมื่อเห็นสตรีที่บิดามารดาช่วยไว้เมื่อวานกำลังนั่งจ้องมองกองปลาไร้ค่าด้วยท่าทีจริงจัง ก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามาทักทายด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เช่นนั้น... ปลาพวกนี้ก็ไม่มีราคาเลยใช่หรือไม่?” หลินหว่านเอ๋อร์ถามย้ำ เพื่อให้แน่ใจในสิ่งที่นางคิด
เจียงอาหนิวหัวเราะออกมา “ราคารึ? อย่าว่าแต่ราคาเลยขอรับ ให้ฟรียังไม่มีใครอยากได้ด้วยซ้ำไป หากพี่สาวอยากได้เอาไปทำปลาแห้งให้แมวกิน ก็เชิญหยิบไปได้ตามสบายเลย ไม่มีใครว่าอะไรท่านหรอก”
คำตอบของเจียงอาหนิวเปรียบดั่งเสียงสวรรค์!
หลินหว่านเอ๋อร์แทบจะเก็บซ่อนรอยยิ้มแห่งความยินดีไว้ไม่มิด นางแสร้งทำเป็นพยักหน้ารับรู้ช้าๆ ขณะที่ในสมองกำลังขยายแผนการใหญ่ ปลาไป๋หลิน... ก้างเยอะและคาวจัดคือปัญหาสำหรับคนยุคนี้ แต่สำหรับนาง มันคือคุณสมบัติที่รอการปลดปล่อยศักยภาพ ก้างเล็กๆ เหล่านี้หากนำไปหมักด้วยกรรมวิธีที่ถูกต้องและทอดด้วยไฟแรงจัด มันจะกรอบร่วนจนสามารถเคี้ยวกินได้ทั้งตัว ส่วนกลิ่นคาวนั้นเล่า? เพียงแค่ล้างทำความสะอาดให้ถูกวิธี ใช้ของบางอย่างที่มีรสเปรี้ยวหรือเครื่องเทศบางชนิดเข้าช่วย กลิ่นไม่พึงประสงค์ก็จะมลายหายไปสิ้น เหลือไว้เพียงกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของปลาทะเลเท่านั้น
นางมองกองปลาไป๋หลินที่ทอดตัวยาวเหยียดอยู่ริมหาดราวกับเป็นภูเขาทองคำ นี่คือทุนเริ่มต้นกิจการของนาง คือใบเบิกทางสู่อิสรภาพทางการเงินที่นางใฝ่ฝัน!
“ขอบคุณเจ้านัก อาหนิว” หลินหว่านเอ๋อร์เอ่ยพร้อมรอยยิ้มจริงใจ “ข้อมูลของเจ้ามีประโยชน์ต่อข้ามาก”
เจียงอาหนิวงุนงงเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจว่าข้อมูลเรื่องปลาขยะจะมีประโยชน์อันใด แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มที่สดใสของสตรีตรงหน้า เขาก็เพียงแค่พยักหน้ารับแล้วขอตัวไปช่วยงานทางบ้านต่อ
เมื่ออยู่ตามลำพังอีกครั้ง หลินหว่านเอ๋อร์ก็กลับสู่โลกแห่งความคิดของตนเอง แผนการทำ ‘ปลาเค็มตากแห้งสูตรพิเศษ’ เริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นทุกขณะ ขั้นตอนแรกคือการรวบรวมวัตถุดิบ ซึ่งก็คือปลาไป๋หลินที่ไม่มีต้นทุน ขั้นตอนที่สองคือการแปรรูป... และนั่นคือจุดที่นางต้องชะงักงัน
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินหว่านเอ๋อร์ค่อยๆ เลือนหายไป ความจริงอันโหดร้ายของยุคสมัยนี้ได้ฉุดรั้งจินตนาการอันหอมหวานของนางให้กลับสู่ความเป็นจริง
การทำปลาเค็ม... หัวใจสำคัญที่สุดมิใช่ปลา แต่คือ ‘เกลือ’
นางต้องการเกลือในปริมาณมหาศาลเพื่อใช้ในการหมักปลา ล้างเมือกคาว และถนอมอาหาร แต่ในยุคราชวงศ์จิ่งแห่งนี้ เกลือเป็นสินค้าควบคุมโดยราชสำนัก การค้าเกลือถูกผูกขาดโดยทางการอย่างเข้มงวด ราคาของมันจึงสูงลิบลิ่วจนชาวบ้านธรรมดาแทบไม่อาจเอื้อมถึง การลักลอบค้าเกลือเถื่อนมีโทษร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต!
หญิงสาวผู้สิ้นเนื้อประดาตัวอย่างนาง... จะหาเกลือมากมายมาจากที่ใด?
ความคิดที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยปลาเค็มที่เพิ่งจะสว่างวาบขึ้นเมื่อครู่ พลันถูกบดบังด้วยเมฆหมอกทะมึนของปัญหาใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า หลินหว่านเอ๋อร์ยืนนิ่งอยู่ริมหาด ทอดสายตาไปยังผืนทะเลกว้างใหญ่ไพศาลที่เต็มไปด้วยน้ำเค็ม แต่กลับมิอาจนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างใจนึก ความท้าทายแรกบนเส้นทางสู่ความมั่งคั่ง... ดูจะหนักหนาสาหัสกว่าที่นางคาดการณ์ไว้มากนัก