ปัญหาเรื่องเกลือ

ราตรีกาลผ่านพ้นไปพร้อมกับความหวังที่ริบหรี่ แสงอรุณแรกแห่งวันสาดส่องเข้ามาในกระท่อมผุพัง ปลุกหลินหว่านเอ๋อร์ให้ตื่นจากภวังค์แห่งความกังวลใจ เมฆหมอกทะมึนของปัญหาเรื่องเกลือยังคงบดบังเส้นทางสู่ความมั่งคั่งที่นางวาดฝันไว้ มิจางหายไปพร้อมกับความมืดมิด

ทว่าวิญญาณแม่ค้าสู้ชีวิตในร่างของนางมิยอมให้ความท้อแท้กัดกินเนิ่นนาน ความคิดที่ว่า ‘ยิ่งปัญหายาก ยิ่งหมายความว่าคนอื่นทำไม่ได้ และนั่นคือโอกาส’ ผุดขึ้นมาปลุกเร้าจิตใจ หลินหว่านเอ๋อร์ลุกพรวดขึ้นจากกองฟาง ดวงตาที่เคยหม่นแสงเมื่อคืนกลับมาทอประกายมุ่งมั่นอีกครั้ง

นางยังมีปลาไป๋หลินที่ขอแบ่งจากเจียงต้าไห่มาส่วนหนึ่งเมื่อวาน แม้จะยังหาเกลือปริมาณมากไม่ได้ แต่อย่างน้อยนางต้องเริ่มทดลองขั้นตอนแรกให้สำเร็จเสียก่อน นั่นคือการขจัดเมือกและกลิ่นคาวสาบอันเป็นเอกลักษณ์ของปลาชนิดนี้

หญิงสาวหอบหิ้วตะกร้าปลาไปยังชายหาดที่ห่างจากกระท่อมไม่ไกลนัก ในยุคที่ไม่มีน้ำประปา ทะเลคือแหล่งน้ำขนาดมหึมาที่นางสามารถใช้ได้อย่างไม่จำกัด นางเลือกทำเลที่เป็นโขดหินเล็กน้อยเพื่อใช้เป็นพื้นที่ทำงานชั่วคราว กลิ่นเค็มของไอทะเลและเสียงคลื่นซัดสาดให้ความรู้สึกสดชื่น ช่วยขับไล่ความหดหู่ในใจไปได้บ้าง

หลินหว่านเอ๋อร์หยิบปลาไป๋หลินขึ้นมาตัวหนึ่ง มันลื่นมือและมีเมือกหนาปกคลุมสมคำร่ำลือ กลิ่นคาวรุนแรงจนแทบสำลัก ในความทรงจำจากชาติก่อนของนาง การล้างปลาให้หมดคาวนั้นมีหลายวิธี แต่วิธีที่ได้ผลและประหยัดที่สุดสำหรับปลาที่มีเมือกมากเช่นนี้ คือการใช้เกลือเม็ดใหญ่ขัดถูเพื่อขจัดเมือกและฆ่าเชื้อไปในตัว

นางไม่มีเกลือ... แต่ในเมื่อนางอยู่หน้าทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลที่เต็มไปด้วยน้ำเค็ม นางจึงลองใช้วิธีแก้ขัดไปก่อน หญิงสาววักน้ำทะเลขึ้นมาล้างแล้วล้างเล่า ใช้ทรายหยาบผสมน้ำทะเลขัดถูไปตามตัวปลาอย่างสุดกำลัง

“ท่านพี่หญิงหลิน ท่านกำลังทำอันใดอยู่หรือ”

เสียงใสๆ ที่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลัง หลินหว่านเอ๋อร์หันไปก็พบโจวชุนฮวาถือตะกร้าใบเล็กยืนมองนางอยู่ด้วยความฉงนสนเท่ห์ ใบหน้าของนางฉายแววกังวลระคนไม่เข้าใจ

“อรุณสวัสดิ์ น้องซูเหวิน” หลินหว่านเอ๋อร์ทักทายด้วยรอยยิ้มบางๆ พลางชูปลาในมือขึ้น “ข้ากำลังพยายามหาวิธีทำความสะอาดปลาพวกนี้อยู่น่ะ”

โจวชุนฮวามองปลาไป๋หลินในมือของหลินหว่านเอ๋อร์สลับกับกองปลาในตะกร้าแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ นางเดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงห่วงใยอย่างจริงใจ

“ท่านพี่หญิงหลิน ข้าต้องขอบอกท่านตามตรงนะเจ้าคะ ปลาพวกนี้มันเป็นปลาขยะ ไม่มีผู้ใดในหมู่บ้านเรากินมันหรอกเจ้าค่ะ กลิ่นก็เหม็นคาว ก้างก็เยอะแยะไปหมด ต่อให้ล้างจนสะอาดก็ยังกินไม่ได้อยู่ดี ท่านอย่าเสียแรงเปล่าเลยเจ้าค่ะ กลับไปพักผ่อนเถิด”

นี่คือคำเตือนจากผู้หวังดี คือความคิดเห็นของคนท้องถิ่นที่คุ้นเคยกับปลาชนิดนี้มาทั้งชีวิต หลินหว่านเอ๋อร์เข้าใจในความหวังดีของนางดี นางเพียงยิ้มรับบางเบา “ขอบคุณสำหรับความห่วงใย ข้ารู้ว่ามันฟังดูแปลก แต่ข้าเพียงอยากจะลองดู เผื่อว่าจะมีวิธีทำให้มันอร่อยขึ้นมาได้”

โจวชุนฮวาส่ายหน้าเบาๆ ดูเหมือนนางจะไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยินนัก แต่เมื่อเห็นความดึงดันในแววตาของหลินหว่านเอ๋อร์ นางก็ไม่คิดจะห้ามปรามอีกต่อไป เพียงแต่เปลี่ยนเรื่องคุย “ข้าเห็นท่านพี่หญิงออกมาแต่เช้า เลยนำหมั่นโถวกับน้ำต้มสมุนไพรมาให้เจ้าค่ะ กลัวว่าท่านจะหิว”

ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นเข้าสู่หัวใจของหลินหว่านเอ๋อร์ ในยามที่นางสิ้นเนื้อประดาตัวเช่นนี้ การได้รับน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากคนแปลกหน้าช่างมีค่ามหาศาลนัก “ขอบคุณเจ้านัก น้องซูเหวิน”

ขณะที่รับหมั่นโถวมาไว้ในมือ ความคิดหนึ่งก็พลันสว่างวาบขึ้นในหัวของหลินหว่านเอ๋อร์ โจวชุนฮวาเป็นคนในพื้นที่ นางย่อมต้องรู้ข้อมูลที่นางต้องการเป็นอย่างดี!

“น้องซูเหวิน ข้าขอถามอะไรหน่อยได้หรือไม่” หลินหว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้น ดวงตาจับจ้องไปยังคู่สนทนาอย่างมีความหวัง “หากข้าต้องการซื้อเกลือ... เกลือในปริมาณที่มากสักหน่อย ข้าจะไปหาซื้อได้จากที่ใดในแถบนี้บ้าง”

คำถามของนางทำให้โจวชุนฮวาชะงักไปเล็กน้อย นางมองหลินหว่านเอ๋อร์ด้วยสายตาประหลาดใจระคนสงสัย “ซื้อเกลือหรือเจ้าคะ? ท่านพี่หญิงจะซื้อเกลือไปทำอันใดมากมาย”

“ข้า... ข้าคิดว่าจะลองทำปลาเค็มดูน่ะ” หลินหว่านเอ๋อร์ตอบตามความจริงไปครึ่งหนึ่ง

เพียงได้ยินคำว่า ‘ปลาเค็ม’ สีหน้าของโจวชุนฮวาก็พลันเปลี่ยนเป็นตกตะลึง นางมองหลินหว่านเอ๋อร์ราวกับกำลังมองคนโง่เขลาที่พูดเรื่องเพ้อฝัน ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ ออกมา

“ท่านพี่หญิง ท่านอย่าล้อข้าเล่นเลย”

“ข้าไม่ได้ล้อเล่น” หลินหว่านเอ๋อร์ยืนยันด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าเราจะหาซื้อเกลือได้อย่างไร”

เมื่อเห็นว่าหลินหว่านเอ๋อร์ไม่ได้มีทีท่าล้อเล่น โจวชุนฮวาก็สูดลมหายใจเข้าลึกราวกับจะรวบรวมสติอารมณ์ ก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นหลายส่วน “ท่านพี่หญิง ท่านอาจจะยังไม่ทราบ เกลือในต้าจิ่งของเราเป็นสินค้าที่ถูกผูกขาดโดยราชสำนักทั้งหมด เรียกว่า ‘เกลือหลวง’ ชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกเราไม่มีสิทธิ์ผลิตหรือขายเกลือเอง หากต้องการซื้อ ก็ต้องเดินทางเข้าไปในตัวอำเภอไห่เยี่ยน ซึ่งมีโรงเกลือของทางการตั้งอยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น”

ข้อมูลนี้ตรงกับที่หลินหว่านเอ๋อร์คาดการณ์ไว้ แต่สิ่งที่นางต้องการรู้มากกว่านั้นคือรายละเอียดปลีกย่อย “แล้ว... ราคาของมันเป็นอย่างไรหรือ”

โจวชุนฮวาแค่นยิ้มขมขื่น “ราคาหรือเจ้าคะ... แพงมหาศาล! เกลือหลวงหนึ่งชั่งมีราคาสูงกว่าข้าวสารดีๆ ถึงสิบชั่ง! ครอบครัวของข้าทำงานหาปลามาทั้งเดือน ยังซื้อเกลือได้เพียงถุงเล็กๆ ขนาดเท่ากำปั้นเท่านั้น ต้องใช้กันอย่างประหยัดที่สุดเพื่อให้พอใช้ไปได้หลายเดือน พวกเราใช้เกลือเพียงเพื่อปรุงรสอาหารทีละน้อยๆ เท่านั้น การจะนำเกลือมากมายมาทำปลาเค็ม... นั่นเป็นเรื่องของครอบครัวที่ร่ำรวย หรือโรงเตี๊ยมใหญ่ๆ ในเมืองเท่านั้น พวกเราชาวประมงได้แต่ฝันเท่านั้นเจ้าค่ะ”

ทุกถ้อยคำของโจวชุนฮวา ประหนึ่งค้อนเหล็กที่ทุบลงมาบนความหวังของหลินหว่านเอ๋อร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“หากมีคนลักลอบนำเกลือมาขายเล่า?” นางถามต่อไปด้วยเสียงแผ่วเบา แม้จะรู้คำตอบอยู่แล้วก็ตาม

แววตาของโจวชุนฮวาฉายความหวาดกลัวออกมาอย่างเห็นได้ชัด “ท่านพี่หญิง! คำพูดเช่นนี้อย่าได้เอ่ยออกมาอีกเป็นอันขาด! การค้าเกลือเถื่อนเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิตเลยนะเจ้าคะ! ทางการเข้มงวดเรื่องนี้มาก หากถูกจับได้ ไม่เพียงแต่คนขาย แม้แต่คนซื้อก็ต้องโดนโทษหนักไปด้วย!”

ความจริงอันโหดร้ายได้ถูกตีแผ่ออกมาจนหมดสิ้น เกลือไม่ได้เป็นเพียงสินค้าที่มีราคาแพง แต่มันคือสินค้าควบคุมที่ถูกผูกขาดด้วยอำนาจรัฐอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การเข้าถึงมันถูกจำกัดด้วยราคาที่สูงลิบลิ่ว และถูกปิดกั้นด้วยกฎหมายที่รุนแรงถึงชีวิต

เส้นทางการทำปลาเค็มที่นางเคยวาดฝันไว้... บัดนี้ดูเหมือนจะถูกปิดตายทุกเส้นทางโดยสิ้นเชิง

หลังจากมอบหมั่นโถวและเห็นว่าไม่สามารถเปลี่ยนใจหลินหว่านเอ๋อร์ให้เลิกยุ่งกับปลาขยะได้ โจวชุนฮวาก็ขอตัวกลับไปทำงานบ้านของตนต่อ ทิ้งให้หลินหว่านเอ๋อร์ยืนนิ่งอยู่ริมหาดตามลำพัง

นางมองปลาไป๋หลินในมือที่ยังคงลื่นและคาวดังเดิม มองเลยออกไปสู่ผืนทะเลสีครามอันกว้างใหญ่ไพศาล... ทะเลที่เต็มไปด้วยน้ำเค็ม แหล่งกำเนิดของเกลือที่นางต้องการ แต่กลับมิอาจนำมาใช้ได้โดยตรง มันช่างเป็นเรื่องตลกร้ายที่น่าเจ็บปวดที่สุด

อุปสรรคแรกที่ขวางกั้นเส้นทางสู่ความมั่งคั่งของนาง มิใช่คู่แข่งทางการค้า มิใช่การขาดแคลนเงินทุน แต่เป็น ‘เกลือหลวง’ กำแพงสูงใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ดูเหมือนจะแข็งแกร่งและมิอาจทลายลงได้

แผนการทำปลาเค็มตากแห้ง... จะต้องพังทลายลงตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มต้นจริงหรือ?

หลินหว่านเอ๋อร์กำมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาที่เคยทอประกายแห่งความหวังเมื่อรุ่งสาง บัดนี้กลับฉายแววครุ่นคิดอย่างหนักหน่วงและซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม ในเมื่อเส้นทางตรงถูกปิดตาย... ก็มิได้หมายความว่าจะไม่มีเส้นทางอ้อมไม่ใช่หรือ? กฎหมายของราชสำนักนั้นยิ่งใหญ่ก็จริง แต่สติปัญญาของมนุษย์จากศตวรรษที่ 21 ก็มิใช่สิ่งที่ใครจะดูแคลนได้