สำรวจตลาดตงลั่ง
แสงตะวันยามสายสาดส่องลงบนใบหน้าซีดเผือดเล็กน้อยของหลินหว่านเอ๋อร์ ทว่าในดวงตาหงส์คู่งามกลับฉายประกายแห่งความมุ่งมั่นอันร้อนแรงยิ่งกว่าแสงอาทิตย์เสียอีก คำพูดของโจวชุนฮวาแม้จะตีแผ่ความจริงอันโหดร้าย แต่ก็เปรียบเสมือนก้อนหินที่โยนลงในทะเลสาบอันสงบนิ่ง ก่อให้เกิดระลอกคลื่นแห่งความคิดที่มิอาจหยุดยั้ง
กฎหมายของราชสำนักยิ่งใหญ่ก็จริง แต่ไหนเลยจะยิ่งใหญ่ไปกว่าปัญญาของมนุษย์ได้? ในเมื่อเส้นทางตรงถูกปิดกั้น นางก็ย่อมต้องหาทางเบี่ยง ทางอ้อม หรือแม้แต่ทางใต้ดินเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย!
ความคิดนี้ทำให้นางมิอาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป นางสอบถามจากชาวบ้านในหมู่บ้านลั่วเหอจนทราบว่ามีเกวียนของลุงจางที่จะเข้าเมืองเพื่อส่งฟืนในตอนรุ่งสาง หลินหว่านเอ๋อร์จึงไม่ลังเลที่จะขอติดเกวียนเข้าไปยังอำเภอไห่เยี่ยนด้วย แม้จะต้องแลกกับปลาไป๋หลินสองสามตัวที่นางอุตส่าห์เก็บรักษาไว้ก็ตาม
ระยะทางจากหมู่บ้านชาวประมงสู่ตัวอำเภอมิได้ใกล้ เกวียนเทียมวัวเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้าบนถนนดินขรุขระ สองข้างทางค่อยๆ เปลี่ยนจากทิวทัศน์ชายหาดและป่าละเมาะกลายเป็นทุ่งนาเขียวขจี และบ้านเรือนที่เริ่มหนาตาขึ้น หลินหว่านเอ๋อร์นั่งอยู่ท้ายเกวียน ปล่อยให้สายลมพัดปอยผมระใบหน้า ดวงตาจับจ้องทุกสรรพสิ่งด้วยความสนอกสนใจ นี่คือการเดินทางเข้าสู่โลกใบใหม่ของนางอย่างแท้จริง
เมื่อเกวียนเคลื่อนผ่านซุ้มประตูเมืองที่สร้างจากหินแกร่งสลักอักษร "อำเภอไห่เยี่ยน" บรรยากาศรอบกายก็พลันเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เสียงล้อเกวียนบดกับพื้นหิน เสียงฝีเท้าของผู้คนที่ขวักไขว่ เสียงเรียกขายสินค้าจากพ่อค้าแม่ค้าดังประสานกันจนแทบไม่ได้ยินเสียงอื่นใด ความเงียบสงบของหมู่บ้านลั่วเหอถูกทิ้งไว้เบื้องหลังโดยสมบูรณ์
ลุงจางส่งฟืนเสร็จสิ้นก็ชี้ทางให้นาง "แม่นางหลิน ตลาดที่ใหญ่ที่สุดของที่นี่คือตลาดตงลั่ง เดินตรงไปตามทางนี้อีกไม่ไกลก็จะเห็นเอง ข้าจะรอท่านอยู่ที่เดิมก่อนยามเซิน (ประมาณ 15.00-16.59 น.) ก็แล้วกัน"
หลินหว่านเอ๋อร์กล่าวขอบคุณอย่างนอบน้อม ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด รวบรวมความกล้าแล้วก้าวเดินเข้าไปในทิศทางที่ลุงจางชี้
เพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ก็โชยมาปะทะจมูกอย่างจัง มันเป็นกลิ่นเค็มของน้ำทะเล กลิ่นคาวสดของปลาและสัตว์ทะเลนานาชนิด ผสมปนเปกับกลิ่นเหงื่อไคลและเสียงเจรจาต่อรองอันดังกึกก้อง นี่คือกลิ่นของ "ตลาดตงลั่ง" สมรภูมิการค้าอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอไห่เยี่ยน
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือความคึกคักและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาอย่างที่สุด แผงไม้ทอดยาวเหยียดสองฟากฝั่งทางเดินที่เปียกชื้น บนแผงนั้นอัดแน่นไปด้วยสัตว์ทะเลที่เพิ่งขึ้นจากเรือสดๆ ปลาหลากชนิดยังคงดิ้นกระแด่วๆ ในถังไม้ ปูตัวใหญ่ชูก้ามอย่างท้าทาย กุ้งทะเลตัวใสกระโดดอยู่ในอ่างดินเผา หอยนานาพันธุ์ถูกกองรวมกันเป็นพะเนิน ทั้งหมดนี้สะท้อนแสงแดดเป็นประกายวับวาว ล่อตาล่อใจผู้คนที่เดินผ่านไปมา
หลินหว่านเอ๋อร์มิได้ตื่นตาตื่นใจไปกับของสดเหล่านั้น เรือนร่างอรชรในอาภรณ์ผ้าป่านสีซีดค่อยๆ แทรกตัวไปตามฝูงชนอย่างคล่องแคล่ว ดวงตาหงส์กวาดมองอย่างพินิจพิเคราะห์ นางมิใช่คุณหนูในห้องหอที่มาเดินเที่ยวเล่น แต่นางคือนักธุรกิจที่กำลังสำรวจตลาดอย่างจริงจัง
นางหยุดฟังการต่อรองราคาระหว่างแม่บ้านกับคนขายปลา "ปลาจินหลินนี่ขายอย่างไร?" "สามสิบอีแปะต่อชั่ง ไม่ลดแล้วนะนายหญิง นี่เพิ่งขึ้นจากเรือเมื่อเช้านี้เอง!"
นางเดินผ่านแผงขายปลาหมึกแห้งและกุ้งแห้ง สังเกตวิธีการตากและสีสันของสินค้า ปลาหมึกแห้งบางร้านมีสีขาวนวลน่ามอง แต่บางร้านกลับมีสีเหลืองคล้ำส่งกลิ่นตุ ตอกย้ำให้นางมั่นใจว่ากรรมวิธีการผลิตของนางนั้นเหนือกว่าอย่างแน่นอน ราคาของพวกมันก็แตกต่างกันไปตามคุณภาพ ตั้งแต่ห้าสิบอีแปะไปจนถึงร้อยกว่าอีแปะต่อชั่ง
เป้าหมายหลักของนางในวันนี้คือการหาข้อมูลเรื่อง ‘เกลือ’
นางเดินสำรวจไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพบร้านค้าขนาดใหญ่ที่ดูโอ่อ่ากว่าแผงลอยทั่วไป ป้ายร้านสลักอักษรสีทองว่า "ห้างเกลือทางการ" ภายในร้านสะอาดสะอ้าน บนชั้นวางมีไหกระเบื้องเคลือบสีขาววางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ แต่ละไหบรรจุเกล็ดเกลือขาวละเอียดบริสุทธิ์ราวกับหิมะ ทว่าหน้าร้านกลับค่อนข้างเงียบเหงา มีเพียงเถ้าแก่ร้านนั่งดีดลูกคิดอยู่หลังเคาน์เตอร์ นานๆ ครั้งจึงจะมีลูกค้าที่ดูมีฐานะแต่งกายด้วยผ้าไหมเนื้อดีเดินเข้าไปซื้อสักคน
หลินหว่านเอ๋อร์แสร้งทำเป็นเดินผ่านแล้วชำเลืองมองป้ายราคาที่เขียนไว้ชัดเจน "เกลือหลวงชั้นหนึ่ง ราคาชั่งละสองร้อยอีแปะ"
สองร้อยอีแปะ!
หัวใจของนางแทบจะหยุดเต้น ราคานี้สูงกว่าราคาปลาสดๆ ถึงหกเจ็ดเท่า หากจะทำปลาเค็มขายโดยใช้เกลือราคานี้ ต่อให้ปลาของนางอร่อยราวกับอาหารจากสวรรค์ ก็คงไม่มีชาวบ้านธรรมดาคนใดสามารถซื้อหาได้เป็นแน่
นี่คือความจริงที่โจวชุนฮวาได้บอกกล่าวไว้ไม่ผิดเพี้ยน กำแพง ‘เกลือหลวง’ นั้นสูงตระหง่านและแข็งแกร่งเกินกว่าที่คนธรรมดาจะปีนข้ามไปได้จริงๆ
ความผิดหวังเล็กน้อยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ แต่นางก็รีบสะบัดมันทิ้งไป ในเมื่อรู้ว่าเกลือหลวงใช้ไม่ได้ นางก็ต้องหาทางอื่น นางยังคงเดินสำรวจต่อไปอย่างไม่ลดละ ดวงตาจับจ้องไปยังทุกซอกทุกมุมของตลาด กวาดสายตามองทุกร้านค้า ไม่ว่าจะเป็นร้านขายเครื่องเทศ ร้านขายธัญพืช หรือแม้แต่ร้านขายเครื่องดอง นางพยายามมองหา ‘เกลือ’ ในรูปแบบอื่น ไม่ว่ามันจะอยู่ในสภาพใดก็ตาม
ขณะที่กำลังเดินครุ่นคิดจนเกือบจะสุดทางเดินของตลาดตงลั่งนั้นเอง สายตาของนางก็พลันสะดุดเข้ากับอาคารสามชั้นขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนหลัก โดดเด่นเป็นสง่ากว่าอาคารร้านค้าใดๆ ในบริเวณนั้นทั้งหมด หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสีเขียวมรกต ชายคาแกะสลักลวดลายมังกรไล่ไข่มุกอย่างวิจิตรบรรจง ป้ายขนาดใหญ่เหนือประตูทางเข้าสลักอักษรสีทองสามตัว อ่านได้ว่า "หอไห่เว่ย"
เบื้องหน้าหอไห่เว่ยนั้นคึกคักยิ่งนัก รถม้าหรูหราจอดเรียงราย บ่าวรับใช้ในชุดสะอาดสะอ้านวิ่งวุ่นคอยต้อนรับแขกเหรื่อผู้มีอันจะกินที่หลั่งไหลเข้าไปไม่ขาดสาย กลิ่นหอมของอาหารชั้นเลิศที่ปรุงด้วยกรรมวิธีซับซ้อนลอยออกมาแตะจมูกเป็นระยะ ช่างแตกต่างจากกลิ่นคาวเค็มในตลาดตงลั่งราวฟ้ากับดิน นี่คือภัตตาคารอันดับหนึ่งแห่งอำเภอไห่เยี่ยนโดยมิต้องสงสัย
หลินหว่านเอ๋อร์ยืนมองภาพนั้นจากอีกฟากของถนน ในแววตามิได้มีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจแม้แต่น้อย แต่กลับเต็มไปด้วยการวิเคราะห์และประเมินค่า นางมองเห็นกระแสเงินที่ไหลเวียนอย่างบ้าคลั่ง มองเห็นกำลังซื้อของเหล่าชนชั้นสูงและพ่อค้าผู้มั่งคั่ง นางมองเห็น... โอกาส
ทว่าก่อนที่ความคิดจะตกผลึก เสียงพูดคุยของกรรมกรสองคนที่กำลังแบกกระสอบอยู่ใกล้ๆ ก็ลอยเข้าหูของนางอย่างชัดเจน
"เฮ้อ! งวดนี้เถ้าแก่ร้านดองผักสั่งของแปลกพิกล ให้ไปขน 'เกลือเถื่อน' จากท่าเรือร้างมาทำไมกันก็ไม่รู้ ทั้งขมทั้งชื้น แถมยังมีสีคล้ำอย่างกับโคลน ข้าว่าเอาไปหมักผักคงได้เน่าทิ้งกันทั้งไหเป็นแน่"
"ช่างเถอะน่า! เขาจ้างเรามาขนก็ขนไปสิ จะเอาไปทำปุ๋ยหรือเอาไปถมที่ก็เรื่องของเขา ได้เงินมาซื้อเหล้ากินก็พอแล้ว!"
คำว่า ‘เกลือเถื่อน’ ‘ขม’ ‘สีคล้ำ’ ราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจของหลินหว่านเอ๋อร์!
นางหันขวับไปมองกรรมกรทั้งสองทันที ดวงตาหงส์ที่เคยเรียบเฉยบัดนี้กลับทอประกายวาบเจิดจ้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน! เกลือหลวงคุณภาพดีนางซื้อไม่ไหว แต่ถ้าเป็นเกลือคุณภาพต่ำที่คนอื่นรังเกียจเล่า? สิ่งที่ไร้ค่าในสายตาคนยุคนี้ อาจเป็นขุมทรัพย์ล้ำค่าสำหรับคนจากศตวรรษที่ 21 ก็เป็นได้