สูตรหมักลับ

รอยยิ้มอันมีเลศนัยนั้นยังคงประดับอยู่บนริมฝีปากบางของหลินหว่านเอ๋อร์ นางมิได้ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ แสงสุดท้ายของดวงตะวันยังมิทันจะลับขอบฟ้าดีนัก วรกายอรชรก็เคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระแวว ตรงไปยังกองปลาไป๋หลินที่ถูกทอดทิ้งราวกับสิ่งปฏิกูล

ในสายตาของชาวประมงแห่งหมู่บ้านลั่วเหอ ปลาเหล่านี้มีค่าน้อยกว่าเศษฟืนด้วยซ้ำ ทั้งก้างเยอะ เนื้อน้อย แถมยังมีกลิ่นคาวจัดจ้านที่แม้แต่สุนัขยังเมินหน้าหนี แต่ในดวงเนตรหงส์ของหลินหว่านเอ๋อร์ มันคือขุมทรัพย์ที่รอการเจียระไน

นางจัดแจงหาพื้นที่โล่งบริเวณชายหาดหลังกระท่อม ล้างทำความสะอาดแผ่นหินขนาดใหญ่หลายแผ่นจนหมดจด แสงจันทร์นวลกระจ่างเริ่มสาดส่องลงมาแทนที่แสงอาทิตย์ นางจุดตะเกียงน้ำมันขึ้นสองดวง มอบหมายให้เจียงอาหนิวช่วยขนน้ำทะเลสะอาดขึ้นมาเตรียมไว้ ส่วนนางก็หยิบมีดเล็กที่ลับคมกริบขึ้นมา

ฉับ! ฉับ! ฉับ!

เสียงขอดเกล็ดปลาดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอภายใต้แสงจันทร์และแสงตะเกียงที่สั่นไหว เกล็ดปลาสีขาวราวไข่มุกสะท้อนแสงวับแวว ปลิวว่อนราวกับเศษเงินยวงที่โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า แม้จะเป็นงานที่ต้องใช้แรงและน่าเบื่อหน่าย แต่ทุกการเคลื่อนไหวของนางกลับดูคล่องแคล่วและเปี่ยมไปด้วยสมาธิอันแน่วแน่ ราวกับกำลังประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์หาใช่การเตรียมปลาธรรมดาไม่

เมื่อปลาตัวแรกไร้เกล็ดจนหมดจด นางก็ใช้ปลายมีดกรีดเปิดช่องท้องอย่างชำนาญ ควักเครื่องในออกมาทิ้งอย่างรวดเร็ว นี่คือขั้นตอนสำคัญที่ต้องทำอย่างประณีตและรวดเร็วที่สุด เพื่อป้องกันมิให้ความขมของดีปลาซึมเข้าไปในเนื้อ

กลิ่นคาวสดที่รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่าทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว มันคือกลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นเครื่องในปลาที่น่าสะอิดสะเอียน คลุ้งกระจายไปทั่วบริเวณตามแรงลมทะเลที่พัดเอื่อยๆ ในยามค่ำคืน

ไม่นานนัก กลิ่นเหม็นคาวอันรุนแรงก็ลอยไปแตะจมูกของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในกระท่อมใกล้เคียง เสียงบ่นพึมพำเริ่มดังลอดออกมาจากหน้าต่างที่ปิดสนิท บ้างก็เป็นเสียงสบถเบาๆ ของบุรุษที่เพิ่งกลับจากการหาปลา บ้างก็เป็นเสียงไอค่อกแค่กของคนชราที่ไม่คุ้นชินกับกลิ่นรุนแรงเช่นนี้

“กลิ่นอันใดกัน... เหม็นคาวราวกับปลาเน่าเป็นร้อยเป็นพันตัว” เสียงสตรีผู้หนึ่งบ่นอุบอิบกับสามีตนเอง

“คงเป็นแม่นางหลินผู้นั้นกระมัง เห็นนางกว้านซื้อปลาไป๋หลินมาเสียมากมาย ไม่รู้คิดจะทำอันใดพิสดาร” สามีตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงรำคาญ พลางลุกไปปิดหน้าต่างให้แน่นหนายิ่งขึ้น

หลินหว่านเอ๋อร์ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบเหล่านั้น แต่ก็หาได้ใส่ใจไม่ ดวงตาของนางยังคงจดจ่ออยู่กับกองปลาเบื้องหน้า เมื่อจัดการขอดเกล็ดควักไส้ปลาทั้งหมดจนเสร็จสิ้น ลานหินก็ชโลมไปด้วยของเหลวสีคล้ำและเศษซากเครื่องใน นางจึงสั่งให้เจียงอาหนิวช่วยกันนำน้ำทะเลมาล้างทำความสะอาดปลาและพื้นหินอีกหลายรอบ จนกระทั่งเนื้อปลาที่เคยขุ่นมัวกลับกลายเป็นสีขาวสะอาดตา

บัดนี้ ถึงเวลาของขั้นตอนที่สำคัญที่สุด... สูตรหมักลับของนาง

หลินหว่านเอ๋อร์นำอ่างดินเผาใบใหญ่ออกมา เทเกลือบริสุทธิ์ขาวราวหิมะที่นางเพิ่งสกัดได้ลงไปส่วนหนึ่ง จากนั้นจึงหยิบปลาไป๋หลินที่ล้างสะอาดแล้วขึ้นมาทีละตัว นางมิได้เพียงแค่โรยเกลือลงไปอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าเฉกเช่นที่ชาวบ้านทั่วไปทำกัน หากแต่นางใช้ปลายนิ้วบรรจงถูเกลือให้ซึมลึกเข้าไปในเนื้อปลาทุกอณู ทั้งด้านนอกและด้านในช่องท้อง ปริมาณเกลือที่ใช้ถูกคำนวณมาอย่างแม่นยำด้วยประสบการณ์จากชาติก่อน... มากพอที่จะถนอมอาหารและขับไล่ความชื้น แต่ไม่มากจนเกินไปจนทำให้เนื้อปลากระด้างและเค็มจัดจนขม

เมื่อถูเกลือจนทั่วแล้ว นางก็นำปลามาวางเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ในอ่างดินเผา สลับชั้นด้วยการโรยเกลือบางๆ อีกครั้ง ก่อนจะนำแผ่นหินหนักๆ มาวางทับไว้ด้านบนสุด

“แม่นางหลิน ท่านทำเช่นนี้เพื่ออันใดรึ?” เจียงอาหนิวถามด้วยความสงสัย มองดูการกระทำอันแปลกประหลาดของนางอย่างไม่เข้าใจ

“เพื่อขับน้ำคาวส่วนเกินออกจากตัวปลาอย่างไรเล่าอาหนิว” นางตอบด้วยรอยยิ้ม “การทับด้วยของหนักเช่นนี้ จะช่วยให้เนื้อปลาแน่นขึ้น และเมื่อนำไปตากแดดก็จะแห้งสนิทได้ง่ายดายกว่าเดิม”

มันคือเทคนิคง่ายๆ แต่ทรงประสิทธิภาพจากยุคที่นางจากมา เป็นภูมิปัญญาที่คนในยุคนี้ยังมิเคยได้พบเห็น

หลินหว่านเอ๋อร์ปล่อยปลาหมักทิ้งไว้เช่นนั้นตลอดทั้งคืน จวบจนรุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือน แสงสีทองของดวงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงมากระทบผืนน้ำทะเลเป็นประกายระยิบระยับ นางก็ตื่นขึ้นมาจัดการกับผลงานของตนต่อทันที

เมื่อยกแผ่นหินที่ทับไว้ออก ก็ปรากฏน้ำสีขุ่นคล้ำจำนวนมากเจิ่งนองอยู่ที่ก้นอ่าง นั่นคือน้ำคาวปลาที่ถูกเกลือและน้ำหนักของหินขับออกมา นางเทน้ำนั้นทิ้งไปจนหมด ก่อนจะนำปลาแต่ละตัวออกมาล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งอย่างเบามือเพื่อล้างเกลือส่วนเกินออก

จากนั้น นางก็นำปลาทั้งหมดไปเรียงบนตะแกรงไม้ไผ่ที่เตรียมไว้แต่เนิ่นๆ จัดวางอย่างเป็นระเบียบเว้นระยะห่างพอดี ให้ลมทะเลและแสงแดดสามารถพัดผ่านได้อย่างทั่วถึง นี่คืออีกหนึ่งเคล็ดลับสำคัญ การควบคุมระยะเวลาและสภาพอากาศในการตาก คือหัวใจที่จะเปลี่ยน ‘ปลาขยะ’ ให้กลายเป็น ‘ทองคำ’

ปลาไป๋หลินล็อตแรกจำนวนหลายร้อยตัว ถูกนำมาวางเรียงรายกันบนตะแกรงไม้ไผ่ทั่วลานกว้างหลังกระท่อม กลายเป็นภาพที่แปลกตาสำหรับชาวบ้านละแวกนั้นอย่างยิ่ง

ทว่าสิ่งที่โดดเด่นยิ่งกว่าภาพที่เห็น คือกลิ่นคาวที่ยังคงอบอวลอยู่ แม้จะเจือจางลงกว่าเมื่อคืน แต่ก็ยังคงลอยไปรบกวนจมูกของผู้คนในบริเวณนั้นอยู่เนืองๆ สร้างความขุ่นเคืองระคายใจให้แก่เพื่อนบ้านหลายหลังคาเรือนที่ต้องทนดมกลิ่นไม่พึงประสงค์นี้ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงรุ่งเช้า

หลินหว่านเอ๋อร์ยืนเท้าสะเอว มองดูผลงานชิ้นแรกของตนด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและความมุ่งมั่น นางรู้ดีว่าหนทางข้างหน้าหาได้โรยด้วยกลีบกุหลาบไม่ เสียงนินทาและสายตาที่ไม่เป็นมิตรจากชาวบ้านคือบทพิสูจน์แรกที่นางต้องเผชิญ

นางสูดลมหายใจเข้าลึก รับเอากลิ่นอายของน้ำทะเลและ...กลิ่นคาวปลาที่น่ารังเกียจสำหรับคนอื่น แต่สำหรับนางแล้ว มันคือกลิ่นหอมหวานของจุดเริ่มต้น คือกลิ่นแห่งโอกาสและความหวังที่กำลังจะผลิบาน ท่ามกลางความเงียบงันและสายตาที่จับจ้องมาจากรอบทิศทาง การเดิมพันครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตใหม่ของนางได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว... บนลานตากปลาที่ส่งกลิ่นคาวคลุ้งไปทั่วทั้งหมู่บ้านลั่วเหอแห่งนี้