ตื่นขึ้นมาก็กลายเป็นสะใภ้จอมขี้เกียจ

กลิ่นเหม็นอับของเชื้อราผสานกับกลิ่นดินโคลนชื้นแฉะลอยแตะจมูก เป็นสิ่งแรกที่ปลุกสติสัมปชัญญะของหลินหว่านชิงให้ตื่นขึ้นจากความมืดมิด

หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาหงส์ที่เคยแฝงด้วยความเด็ดขาดและเฉียบคมของอดีตหมอทหารหญิงผู้ผ่านสมรภูมิรบ ค่อยๆ กวาดมองไปรอบกาย เพดานไม้กระดานผุพัง โปสเตอร์ผู้นำที่สีซีดจางแปะอยู่บนผนังดินเหนียว และปฏิทินแบบฉีกที่ตัวเลขหยุดอยู่ ณ ทศวรรษที่แปดศูนย์

ความเจ็บปวดแล่นแปลบปลาบขึ้นมาในหัวราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง พร้อมกับความทรงจำสายหนึ่งที่ไม่ใช่ของตนเองหลั่งไหลเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง

ที่แท้ เธอก็ทะลุมิติมาแล้ว!

จากหมอทหารสาวฝีปากกล้าผู้เพียบพร้อมด้วยทักษะการแพทย์ล้ำยุคและการต่อสู้ระยะประชิดอันไร้ที่ติ กลับต้องมาอยู่ในร่างของหญิงสาวที่มีชื่อแซ่เดียวกันในยุคแปดศูนย์ ทว่าชื่อเสียงของ ‘หลินหว่านชิง’ เจ้าของร่างเดิมนี้กลับเน่าเฟะจนแทบไม่มีชิ้นดี

ในความทรงจำ เจ้าของร่างเป็นถึงภรรยาของ ‘จ้าวถิงเวย’ นายทหารหนุ่มอนาคตไกลแห่งหมู่บ้านลู่หมิง แต่กลับทำตัวเกียจคร้าน เอาแต่นอนกินนั่งกิน ไม่ยอมหยิบจับงานบ้านหรือลงแปลงนา จนชาวบ้านลู่หมิงต่างพากันซุบซิบนินทากันให้แซดว่า สะใภ้รองบ้านจ้าวนั้นมารยาเก่งเป็นที่หนึ่ง พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวทีไรเป็นต้องแกล้งป่วยล้มหมอนนอนเสื่อ เพื่อหลบเลี่ยงการหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินไปเสียทุกครั้ง

“ปัง! ปัง! ปัง!”

ยังไม่ทันที่หลินหว่านชิงจะได้เรียบเรียงความคิดให้เข้าที่ เสียงทุบประตูไม้หน้าห้องก็ดังกึกก้องขึ้น ราวกับต้องการจะพังมันให้แหลกคามือ

“นังตัวดี! เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ! ตะวันโด่งป่านนี้แล้วยังจะซุกหัวนอนกินบ้านกินเมืองอยู่อีกหรือ!” เสียงแหลมปรี๊ดของหญิงวัยกลางคนดังทะลุบานประตูเข้ามา ไม่ต้องเดาก็รู้ว่านี่คือ ‘ซุนกุ้ยอิง’ แม่สามีมหาภัยผู้มีนิสัยเอาเปรียบและลำเอียงเป็นที่หนึ่ง

ตามมาด้วยเสียงสอดแทรกของ ‘อู๋เสี่ยวลี่’ สะใภ้ใหญ่ผู้เปรียบเสมือนลิ่วล้อคอยสุมไฟ “ท่านแม่เจ้าคะ นางจิ้งจอกนั่นต้องแกล้งป่วยเพื่อหลบงานทำนาเหมือนที่ชาวบ้านเขานินทากันแน่ๆ ข้าได้ยินมาว่าเมื่อวานบุรุษไปรษณีย์นำเงินเดือนทหารของรองจ้าวมาส่งให้ถึงมือมัน ท่านต้องรีบไปยึดมาเก็บไว้เป็นกองกลางนะเจ้าคะ ขืนปล่อยไว้ นางได้เอาไปผลาญซื้อของไร้สาระจนหมดแน่!”

เมื่อได้ยินคำว่า ‘เงินเดือนทหาร’ นัยน์ตาของหลินหว่านชิงก็ทอประกายเย็นเยียบขึ้นมาวูบหนึ่ง

มุมปากของหมอทหารสาวกระตุกยิ้มหยัน ครอบครัวจ้าวนี้ช่างสูบเลือดสูบเนื้อเก่งเสียจริง จ้าวถิงเวยไปประจำการอยู่ที่ค่ายทหารเมืองไป๋ชวน เอาหยาดเหงื่อและชีวิตไปเสี่ยงภัยเพื่อแลกกับเงินเดือนที่ส่งกลับมาจุนเจือครอบครัว แต่แม่สามีจอมบงการกลับจ้องจะฮุบทุกหยวนทุกเฟินเพื่อเอาไปปรนเปรอพี่ชายคนโตและหลานชายตัวโปรด ส่วนเจ้าของร่างเดิม แม้จะขี้เกียจจริง แต่ก็ไม่เคยได้ใช้เงินก้อนนี้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเลยสักครั้ง

“โครม!”

บานประตูไม้ที่สั่นคลอนมานานไม่อาจต้านทานแรงกระแทกได้อีกต่อไป มันถูกถีบจนเปิดผางออก ซุนกุ้ยอิงพุ่งพรวดเข้ามาในห้องราวกับพายุหมุน สายตาละโมบกวาดมองไปที่ใต้หมอนของหลินหว่านชิงอย่างรู้จุดหมาย

“นังสะใภ้ตัวดี! ส่งซองเงินเดือนของเจ้ารองมาให้ข้าเดี๋ยวนี้! บ้านจ้าวเลี้ยงดูเจ้าที่เอาแต่แกล้งป่วยไม่ยอมทำงานทำการ เงินก้อนนี้ก็ต้องถือเป็นค่าข้าวค่าน้ำของเจ้า!” ซุนกุ้ยอิงตวาดกร้าว มือหยาบกร้านเอื้อมไปหมายจะคว้าซองกระดาษสีน้ำตาลที่โผล่พ้นริมหมอนออกมา

แต่ทว่า... มือที่เคยเชื่องช้าและอ่อนแอของสะใภ้รอง กลับขยับพริบตาเดียว!

หลินหว่านชิงไม่สะทกสะท้านต่อท่าทีคุกคามนั้นแม้แต่น้อย ร่างกายนี้แม้จะอ่อนแอ แต่สัญชาตญาณและวิชาการต่อสู้แขนงทหารที่ฝังรากลึกอยู่ในวิญญาณไม่ได้เลือนหายไปด้วย

เธอพลิกข้อมือเพียงเล็กน้อย อาศัยจังหวะที่ซุนกุ้ยอิงพุ่งตัวเข้ามาอย่างไร้การระวังตัว นิ้วเรียวทั้งสองกดลงที่จุดชีพจรสำคัญบริเวณข้อมือของแม่สามีอย่างแม่นยำ ก่อนจะออกแรงบิดสกัดจุดพร้อมกับใช้นิ้วหัวแม่มือกดกระแทกเข้าที่เส้นประสาทบริเวณหัวไหล่ ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมความรู้สึกเจ็บปวดและควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ

“โอ๊ยยย!”

ไม่มีการทุบตี ไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ แต่ผลลัพธ์กลับเฉียบขาดเกินจินตนาการ

ซุนกุ้ยอิงกรีดร้องออกมาสุดเสียง ร่างกายครึ่งซีกชาหนึบไร้ความรู้สึก ขาทั้งสองข้างอ่อนยวบราวกับไร้กระดูก ล้มพับคุกเข่าลงกระแทกพื้นดินอัดแข็งดังตุบใหญ่ ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความตกตะลึงและเจ็บปวดจากอาการชาที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย

“ทะ... ท่านแม่!” อู๋เสี่ยวลี่ที่ยืนรอคอยดูงิ้วฉากเด็ดอยู่หน้าประตูถึงกับเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง นางรีบถลันเข้ามาหมายจะพยุงแม่สามี แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาเย็นชาประดุจคมมีดของหลินหว่านชิง ฝีเท้าของสะใภ้ใหญ่ก็พลันหยุดชะงัก ร่างกายสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม

หลินหว่านชิงค่อยๆ หยิบซองเงินเดือนสีน้ำตาลขึ้นมาปัดฝุ่นอย่างทะนุถนอม ก่อนจะยัดมันลงในกระเป๋าเสื้อด้านใน ร่างบางหยัดกายลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่วงท่าสง่างามและแฝงไปด้วยกลิ่นอายกดดันที่เหนือกว่า

“ท่านแม่... เข้าห้องสะใภ้โดยไม่เคาะ แถมยังคิดจะปล้นเงินเดือนทหารที่ลูกชายของท่านเอาหยาดเหงื่อแรงกายไปแลกมา ท่านคิดว่าการกระทำเช่นนี้เหมาะสมแล้วหรือ?” น้ำเสียงของหลินหว่านชิงราบเรียบ ทว่าแฝงความเย็นเยียบทะลุถึงกระดูก

“นัง... นังปีศาจ! เจ้าทำอะไรกับร่างกายข้า ทำไมข้าถึงขยับแขนไม่ได้!” ซุนกุ้ยอิงเค้นเสียงด่าทอด้วยความหวาดกลัว ปากคอสั่นระริก

หลินหว่านชิงเดินเข้าไปใกล้ ย่อตัวลงกระซิบข้างหูแม่สามีด้วยน้ำเสียงที่มีเพียงพวกเธอที่ได้ยิน “ข้าเพิ่งรู้ว่าท่านแม่ชอบใช้กำลังแย่งชิงทรัพย์สินผู้อื่น หากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูของหัวหน้าหมู่บ้าน หรือลามไปถึงฝ่ายการเมืองในค่ายทหารของจ้าวถิงเวย... ท่านคิดว่าข้อหา ‘ทำลายทรัพย์สินและปล้นเงินอุดหนุนครอบครัวทหาร’ จะทำให้ท่านถูกส่งไปใช้แรงงานในฟาร์มหมูของรัฐสักกี่ปีดีเจ้าคะ? หรือท่านอยากให้จ้าวถิงเวยถูกปลดออกจากกองทัพเพราะมีมารดาเป็นโจรกันล่ะ?”

คำขู่ที่อ้างอิงถึงกฎหมายและผลกระทบอันร้ายแรงในยุคสมัยที่ชื่อเสียงและการประเมินทางการเมืองคือชีวิต ทำเอาซุนกุ้ยอิงหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ความหยิ่งผยองเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความหวาดหวั่นที่เกาะกุมจิตใจ

“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านยังมัวยืนบื้ออยู่อีกหรือ? รีบพาแม่ของท่านกลับไปพักผ่อนเสียสิ ประเดี๋ยวชาวบ้านเดินผ่านไปมาจะหาว่าข้าปล่อยให้แม่สามีนั่งพับเพียบรับลมหนาวอยู่กับพื้น” หลินหว่านชิงปรายตามองอู๋เสี่ยวลี่ด้วยหางตา

อู๋เสี่ยวลี่สะดุ้งสุดตัว รีบก้มลงไปประคองซุนกุ้ยอิงที่ยังคงแขนขาอ่อนแรงให้ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ก่อนจะพากันเดินกะเผลกออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมาสบตาหญิงสาวที่แปรเปลี่ยนไปราวกับคนละคน

เมื่อจัดการขับไล่ตัวปัญหาออกไปพ้นเขตห้อง หลินหว่านชิงก็เดินไปปิดประตูไม้ที่พังเสียหายครึ่งๆ กลางๆ แล้วลงกลอนอย่างแน่นหนา

ทันทีที่อยู่เพียงลำพัง ร่างกายที่ฝืนเกร็งไว้ก็อ่อนยวบลง เธอหอบหายใจลึก ร่างกายของหลินหว่านชิงคนเดิมนี้ช่างอ่อนแอเสียจริง เพียงแค่ออกแรงสกัดจุดและใช้จิตวิทยาข่มขู่ก็เล่นเอาสูญเสียพลังงานไปไม่น้อย

ทว่า ในวินาทีที่เธอคิดจะล้มตัวลงนอนพักเพื่อฟื้นฟูเรี่ยวแรงนั้นเอง...

พลันเกิดความรู้สึกแปลบปลาบขึ้นที่กลางกระหม่อม ตามมาด้วยเสียงของเครื่องจักรที่ดังก้องกังวานขึ้นในห้วงจิตวิญญาณอันลี้ลับของเธอ

*[ติ๊ง! ตรวจพบคลื่นสมองที่เข้ากันได้...]*

*[กำลังเปิดใช้งาน... ระบบห้างสรรพสินค้าอเนกประสงค์แห่งอนาคต...]*

*[การเชื่อมต่อเสร็จสมบูรณ์!]*

หลินหว่านชิงเบิกตากว้าง หัวใจเต้นระรัว เมื่อภาพเบื้องหน้าของเธอไม่ได้มีเพียงผนังดินเหนียวที่ว่างเปล่าอีกต่อไป ทว่ามันกลับปรากฏเป็นหน้าจอโปร่งแสงที่ส่องสว่างเจิดจ้า พร้อมกับภาพของชั้นวางสินค้าล้ำยุคที่ทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: มิติห้างสรรพสินค้าแห่งอนาคต]**