ก้าวแรกในวงสังคมภรรยาทหาร
"น้องสะใภ้จ้าว... กะ... กลิ่นหอมเย้ายวนใจถึงเพียงนี้ มันคือของวิเศษอันใดกัน?"
หญิงร่างท้วมที่เอ่ยปากถามคือ 'พี่สะใภ้หลี่' ภรรยาของนายทหารยศจ่าผู้หนึ่งในค่าย นางเป็นคนตรงไปตรงมาและมักทนต่อความอยากรู้อยากเห็นของตนเองไม่ค่อยได้ ดวงตาของนางเบิกกว้างขณะจ้องมองตลับไม้ในมือของหลินหว่านชิงราวกับเห็นทองคำล้ำค่า
หลินหว่านชิงยังคงรักษากิริยาอาการสงบเยือกเย็น เธอไม่ได้แสดงความรีบร้อนกระตือรือร้นที่จะโอ้อวดจนเกินงาม เพียงใช้ปลายนิ้วเรียวยาวที่บัดนี้เริ่มกลับมาขาวผ่องไร้รอยกร้าน แตะลงบนเนื้อครีมสีขาวละมุนในตลับเบาๆ
"นี่คือขี้ผึ้งถนอมผิวสูตรลับเฉพาะจ้ะ พี่สะใภ้หลี่" น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่น่าฟัง กังวานใสราวกับกระดิ่งลม "ส่วนผสมหลักล้วนสกัดจากบุปผาและสมุนไพรหายากบนภูเขาลึก ใช้เวลาเคี่ยวนานนับเดือนกว่าจะได้เนื้อเนียนละเอียดปานนี้ สรรพคุณช่วยฟื้นฟูผิวที่หยาบกร้านจากการตรากตรำทำงานหนัก ให้กลับมานุ่มนวลชุ่มชื้น ทั้งยังมีกลิ่นหอมติดกายทนนาน... ฉันเพิ่งทำสำเร็จเมื่อคืน จึงลองนำมาใช้ดู"
เมื่อคำว่า 'ฟื้นฟูผิวที่หยาบกร้านจากการตรากตรำ' หลุดออกจากปาก บรรดาภรรยาทหารที่ยืนอยู่รอบบ่อน้ำต่างชะงักงัน สตรีในยุคนี้ล้วนต้องซักผ้าด้วยมือในน้ำเย็นจัด หุงหาอาหาร ผ่าฟืน และทำไร่ทำนา มือของพวกเธอล้วนหยาบกระด้าง แตกขุย และมีริ้วรอยก่อนวัยอันควร เมื่อได้ยินสรรพคุณเช่นนั้น กอปรกับกลิ่นหอมหรูหราที่โชยมาเตะจมูก กำแพงในใจของหลายคนก็เริ่มสั่นคลอน
ทว่า อคติที่หยั่งรากลึกไม่อาจลบล้างได้ในพริบตา
"เหอะ! น้ำลายกระเด็นเป็นฟองเชียวนะ สะใภ้จอมขี้เกียจอย่างเธอเนี่ยนะจะทำของพรรค์นี้เป็น?" เสียงแหลมปรี๊ดของ 'เฉินชุ่ยฮวา' ภรรยาของนายทหารอีกคนหนึ่งดังแทรกขึ้น นางเป็นคนปากร้ายและมักจับกลุ่มนินทาหลินหว่านชิงเป็นประจำ "ใครๆ ก็รู้ว่าวันๆ เธอเอาแต่นอนกินชูคออยู่บ้าน ไม่หยิบจับการงาน แถมยังมีหน้ามาทำตัวมีปัญหาให้ครอบครัวสามีต้องเดือดร้อน... ของที่อยู่ในมือเธอ คงไม่ได้ไปขโมยเงินเดือนสามีไปซื้อมาจากที่ไหนแล้วมาหลอกลวงพวกเราหรอกนะ!"
คำพูดถากถางของเฉินชุ่ยฮวาทำให้บรรยากาศในลานซักผ้าเย็นเยียบลง ภรรยาทหารหลายคนที่กำลังจะก้าวเข้าไปดูใกล้ๆ ต่างชักเท้ากลับ สายตาระแวดระวังกลับมาปรากฏบนใบหน้าพวกเธออีกครั้ง
หลินหว่านชิงไม่ได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เธอเพียงหมุนปิดฝาตลับไม้ช้าๆ แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาเฉินชุ่ยฮวา รอยยิ้มบนริมฝีปากของเธอยังคงอยู่ แต่มันกลับเป็นรอยยิ้มเยือกเย็นที่ไปไม่ถึงดวงตา
"พี่สะใภ้เฉินช่างมีวิสัยทัศน์กว้างไกลนัก" หลินหว่านชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับคมกริบดั่งใบมีด "เรื่องที่บ้านตระกูลจ้าวเมื่อคืน ท่านผู้บังคับบัญชาของค่ายทหารได้ลงมาตรวจสอบด้วยตนเอง และความจริงก็กระจ่างชัดแล้วว่าผู้ใดคือปลิงที่สูบเลือดสูบเนื้อ และผู้ใดคือหัวขโมยตัวจริง... พี่สะใภ้เฉินกล่าววาจาเช่นนี้ กำลังกังขาในวิจารณญาณของท่านผู้บังคับบัญชา หรือกำลังกล่าวหาว่าทหารยศระดับสูงของกองทัพตัดสินความผิดพลาดอย่างนั้นหรือ?"
ประโยคนี้ราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ!
เฉินชุ่ยฮวาหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก "ธะ... เธอ... ฉันไม่ได้หมายความเช่นนั้น! อย่ามาใส่ร้ายกันนะ!" ในยุคสมัยนี้ การกล่าวหาว่าผู้บังคับบัญชาระดับสูงไร้ความสามารถ ถือเป็นข้อหาที่ร้ายแรงจนอาจส่งผลกระทบถึงหน้าที่การงานของสามีได้เลยทีเดียว
"เช่นนั้นก็รบกวนระวังคำพูดด้วยจ้ะ" หลินหว่านชิงตอกกลับอย่างนุ่มนวลแต่ไร้ความปรานี ก่อนจะละสายตาจากหญิงที่ยืนตัวสั่นเป็นลูกนก หันกลับมาหาพี่สะใภ้หลี่ที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด
นี่คือจังหวะที่เหมาะสมที่สุดในการเริ่มก้าวแรกของการค้า
"พี่สะใภ้หลี่" หลินหว่านชิงเปิดตลับไม้อีกครั้ง "ฉันรู้ว่าทุกคนยังคงเคลือบแคลงใจ สิ่งของแปลกใหม่ หากไม่ได้สัมผัสด้วยตนเองย่อมยากจะเชื่อถือ... เช่นนั้น เอาอย่างนี้ดีหรือไม่? วันนี้ฉันจะให้ทดลองใช้โดยไม่คิดมูลค่าใดๆ ทั้งสิ้น"
"ทะ... ทดลองใช้? ไม่คิดมูลค่า?" พี่สะใภ้หลี่ทวนคำอย่างงุนงง ในยุคที่ผู้คนยังต้องใช้คูปองแลกซื้อสินค้าและตระหนี่ถี่เหนียวกับทุกเศษเจียว แนวคิดเรื่องการแจกสินค้าให้ลองใช้ฟรีก่อนซื้อ นับเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดและไม่เคยมีใครทำมาก่อน
"ถูกต้องจ้ะ" หลินหว่านชิงใช้นิ้วชี้แตะเนื้อครีมปริมาณเล็กน้อย "พี่สะใภ้หลี่โปรดยื่นมือมาเถิด"
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่เอาชนะความหวาดระแวง พี่สะใภ้หลี่ยื่นมือที่หยาบกร้านและแห้งแตกจากการแช่น้ำซักผ้าของตนออกมา หลินหว่านชิงบรรจงทาเนื้อครีมลงบนหลังมือของอีกฝ่าย ก่อนจะลูบไล้เบาๆ ให้เนื้อครีมซึมซาบลงสู่ผิว
เพียงชั่วอึดใจ ความอัศจรรย์ก็บังเกิด
เนื้อครีมที่ดึงมาจากมิติห้างสรรพสินค้าแห่งอนาคต ย่อมมีเทคโนโลยีการบำรุงล้ำลึกที่เหนือกว่าครีมหอยทากหรือสบู่ก้อนราคาถูกในยุค 80 หลายขุม ทันทีที่เนื้อครีมซึมซาบ ผิวที่เคยแห้งตึงและแตกขุยของพี่สะใภ้หลี่พลันอ่อนนุ่มลงอย่างเห็นได้ชัด ความรู้สึกแสบแดงจากการถูกน้ำเย็นกัดทุเลาลงราวกับถูกปลอบประโลมด้วยมนต์วิเศษ ยิ่งไปกว่านั้น กลิ่นหอมละมุนยังติดตรึงอยู่บนผิว ไม่ฉุนจมูก แต่กลับหอมล้ำลึกดั่งสตรีผู้สูงศักดิ์
"สวรรค์! นี่มัน... มันซึมเข้าผิวไปเลย! ไม่เหนียวเหนอะหนะเหมือนน้ำมันหมูที่สหกรณ์ขายสักนิด แถมรอยแตกตรงนี้ยังนุ่มลงด้วย!" พี่สะใภ้หลี่ยกมือขึ้นดมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น "หอมมาก... หอมจริงๆ น้องสะใภ้จ้าว ของสิ่งนี้... ขะ... ขายอย่างไรหรือ?"
คำถามนั้นคือสัญญาณแห่งชัยชนะที่หลินหว่านชิงรอคอย
เมื่อเห็นพี่สะใภ้หลี่ผู้ตระหนี่ถี่เหนียวเอ่ยปากถามราคา ภรรยาทหารคนอื่นๆ ที่ยืนดูอยู่ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป พวกเธอต่างกรูกันเข้ามาล้อมรอบหลินหว่านชิงทันที
"น้องสะใภ้จ้าว ให้ฉันลองบ้างสิ!"
"ฉันด้วย! มือฉันแตกจนเลือดซิบไปหมดแล้ว ขอฉันลองสักนิดเถอะ!"
หลินหว่านชิงระบายยิ้มบางๆ เธอแบ่งเนื้อครีมให้ภรรยาทหารอีกเพียงสองสามคนเท่านั้น ก่อนจะจงใจปิดฝาตลับไม้ดัง 'ป๊อก' เป็นการส่งสัญญาณตัดจบการแจกจ่าย
"ต้องขออภัยพี่สะใภ้ทุกท่านด้วยจ้ะ" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเสียดาย "ของสิ่งนี้ส่วนผสมหายากยิ่ง การเคี่ยวก็กินเวลานาน ฉันทำมาได้เพียงตลับเดียวเท่านั้น วันนี้เพียงแค่นำมาทดลองใช้ หากพวกพี่สะใภ้ท่านใดสนใจจริงๆ ไว้ฉันรวบรวมสมุนไพรทำลอตใหม่เสร็จเมื่อใด ค่อยแวะไปหาฉันที่บ้านก็แล้วกันนะจ๊ะ"
การปฏิเสธอย่างมีชั้นเชิง คือกลยุทธ์การสร้างความกระหาย หลินหว่านชิงรู้ดีว่าในยุคนี้ สินค้าที่หาได้ง่ายมักไร้ค่า แต่สิ่งใดที่หายากและจำกัดจำนวน ผู้คนจะยิ่งแย่งชิงกันครอบครอง
เธอจัดการซักเสื้อผ้าของตนเองจนเสร็จสิ้น ท่ามกลางสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเสียดายและโหยหาของบรรดาภรรยาทหาร แม้แต่เฉินชุ่ยฮวาที่เคยปากดี ก็ยังแอบกลืนน้ำลายและมองตลับไม้ในตะกร้าของหลินหว่านชิงตาละห้อย
นี่คือก้าวแรกที่งดงาม เครือข่ายการตลาดแบบปากต่อปากของยุค 80 ได้ถูกจุดประกายขึ้นแล้ว ข่าวลือเรื่องขี้ผึ้งหอมวิเศษของสะใภ้จ้าวจะต้องแพร่สะพัดไปทั่วค่ายทหารภายในเย็นวันนี้อย่างแน่นอน
หลินหว่านชิงหิ้วตะกร้าซักผ้าเดินกลับบ้าน รอยยิ้มพึงพอใจประดับบนมุมปาก เธอเริ่มคำนวณต้นทุนและสิ่งของที่ต้องใช้แลกเปลี่ยนในมิติ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดการค้าอย่างเป็นทางการ ในใจวาดฝันถึง 'ถังทองคำใบแรก' ที่กำลังจะลอยเข้ามาหา
ทว่า ในขณะที่ความมืดเริ่มโรยตัวปกคลุมค่ายทหาร เสียงจิ้งหรีดเรไรเริ่มกรีดร้องประสานเสียงรับยามค่ำคืนอันเงียบสงบ หลินหว่านชิงที่กำลังนั่งจัดเตรียมตลับไม้เปล่าอยู่ในห้อง ก็พลันชะงักมือ
"เพล้ง!"
เสียงข้าวของแตกกระจายดังลั่นมาจากบ้านพักหลังติดกัน ตามติดมาด้วยเสียงสบถด่าทอหยาบคายของบุรุษที่เมามายไม่ได้สติ
"นังตัวดี! วันๆ เอาแต่ทำหน้าอมทุกข์ ข้าวปลาก็ทำไม่อร่อย เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ!"
"อึก... พี่คะ... ฉันเจ็บ... ได้โปรด อย่าตีฉันเลย..."
เสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจของสตรีดังลอดผ่านกำแพงมา มันเป็นเสียงของ 'เสิ่นอวี้หลาน' ภรรยาของนายทหารบ้านข้างๆ หญิงสาวผู้มีใบหน้าอมทุกข์และมักสวมเสื้อแขนยาวมิดชิดเพื่อปกปิดรอยช้ำอยู่เสมอ
หลินหว่านชิงวางตลับไม้ในมือลง ดวงตาที่เคยทอประกายการค้า บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบและคมปลาบดั่งพยัคฆ์ร้ายที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นในยามวิกาล
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ช่วยเหลือเสิ่นอวี้หลาน]**