ความอับอายของตระกูลจ้าว

คำถามอันเยียบเย็นของผู้บังคับการจางดั่งคมดาบที่ฟาดฟันลงกลางสะพานใจของจ้าวถิงเวย ชายชาติทหารผู้เคยยืนหยัดอย่างสง่างามในสนามฝึก บัดนี้กลับรู้สึกราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่กลางลานกว้าง ใบหน้าคร้ามแดดร้อนผ่าวจนแทบไหม้เกรียม ความอับอายและอดสูตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอจนไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมาได้แม้แต่ครึ่งคำ

ในขณะที่ความเงียบอันน่าอึดอัดกำลังปกคลุม เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากหน้าประตู จ้าวต้ากัง ผู้เป็นบิดาของชายหนุ่มรีบร้อนวิ่งหน้าตั้งเข้ามา เมื่อเห็นแสงไฟฉายและเครื่องแบบทหารระดับสูงของผู้มาเยือน ชายชราก็หน้าซีดเผือด รีบกวาดสายตามองภรรยาและลูกสะใภ้คนโตที่ยังคงนอนไอโขลก ร้องครวญครางด้วยความแสบตาอยู่บนพื้นไม้กระดาน

"สะ... สหายผู้บังคับการ! นี่มันเรื่องเข้าใจผิดกันใหญ่โตแล้ว!" จ้าวต้ากังรีบก้าวล่วงเข้ามา พยายามปั้นรอยยิ้มจอมปลอมที่ดูบิดเบี้ยวจนน่าสมเพช "ดึกดื่นป่านนี้ แม่ของถิงเวยกับสะใภ้ใหญ่แค่เป็นห่วง... ใช่! พวกนางเป็นห่วงว่าสะใภ้รองจะนอนไม่หลับ หรืออาจจะมีหนูแมลงเข้ามาทำร้าย จึงตั้งใจจะเข้ามาตรวจดูความเรียบร้อยให้เท่านั้น ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยจริงๆ!"

ข้ออ้างที่หลุดออกจากปากจ้าวต้ากังเบาหวิวและไร้น้ำหนักดั่งปุยนุ่นกลางพายุ ผู้บังคับการจางเพียงแค่ปรายตามองแท่งเหล็กงัดกุญแจบนพื้น ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างหยามหยัน "ห่วงใยลูกสะใภ้? ตรวจดูความเรียบร้อยด้วยการใช้ชะแลงงัดห้องในยามวิกาลเยี่ยงโจรภูเขาเช่นนี้น่ะหรือ? สหายจ้าวต้ากัง... ท่านคิดว่าเครื่องแบบทหารบนตัวข้าเป็นเพียงงิ้วหลอกเด็กหรืออย่างไร!"

จ้าวต้ากังสะดุ้งเฮือก ร่างกายหดเล็กลงราวกับถูกน้ำร้อนลวก เหงื่อเย็นเยียบแตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตระกูลจ้าวกำลังถูกต้อนจนมุม หลินหว่านชิงที่แสร้งทำเป็นสตรีผู้ตื่นตระหนกก็ค่อยๆ คลายผ้าห่มออก เธอก้าวลงจากเตียงด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม ทว่าดวงตากลับแฝงประกายคมกริบดุจพญาเหยี่ยวที่มองทะลุทุกสรรพสิ่ง หญิงสาวค้อมศีรษะให้ผู้บังคับการจางเล็กน้อยด้วยกิริยามารยาทที่งดงามหาตัวจับยาก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใส ทว่าแฝงไว้ด้วยความหนักแน่น

"ท่านผู้บังคับการคะ ฉันเป็นภรรยาของจ้าวถิงเวย ต้องกราบขออภัยที่ทำให้ท่านต้องมาพบกับเรื่องน่าอับอายเช่นนี้" หลินหว่านชิงกล่าวถ้อยคำอย่างฉะฉาน ไร้ซึ่งอาการตีโพยตีพายหรือฟูมฟายเยี่ยงสตรีชาวบ้านทั่วไป "ทว่าเรื่องนี้หาใช่ความผิดของสามีฉันไม่ เขาอุทิศหยาดเหงื่อและแรงกายปกป้องประเทศชาติด้วยเกียรติของทหาร หากแต่เป็นคนในครอบครัวที่ฉวยโอกาสตอนที่เขาไม่อยู่ กระทำการอันไร้ซึ่งศีลธรรม... หากท่านลองพิจารณาดู แท่งเหล็กนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะพกพามาเพื่อ 'ความห่วงใย' และผงพริกที่พวกนางสะดุดล้มจนกระจุยกระจาย ก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่สตรีไร้ทางสู้อย่างฉันพอจะใช้ป้องกันตัวจาก 'ผู้บุกรุก' ยามวิกาลได้เท่านั้น"

คำพูดของหลินหว่านชิงเปรียบเสมือนมีดหมอที่ผ่าตัดแยกแยะก้อนเนื้อร้ายออกจากร่างกายอันบริสุทธิ์ เธอไม่เพียงแต่ใช้ตรรกะที่เฉียบขาดทำลายข้ออ้างของจ้าวต้ากังจนย่อยยับ แต่ยังยกย่องเกียรติภูมิของจ้าวถิงเวยผู้เป็นสามี เพื่อไม่ให้หน้าที่การงานของเขาต้องมาแปดเปื้อนเพราะความโลภของครอบครัว

ผู้บังคับการจางหรี่ตามองประเมินหญิงสาวตรงหน้าใหม่ ความประหลาดใจพาดผ่านแววตาอันทรงอำนาจ ข่าวลือในค่ายทหารที่เขาเคยได้ยิน ล้วนกล่าวขานว่าภรรยาของจ้าวถิงเวยเป็นเพียงสตรีเกียจคร้าน ปากคอเราะร้าย และไร้เหตุผล ทว่าสิ่งที่เขาประจักษ์ด้วยสายตาตนเองในค่ำคืนนี้ กลับเป็นสตรีที่มีความกิริยาเยือกเย็น วาจาฉะฉานมีตรรกะ อีกทั้งยังรู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี ปกป้องเกียรติของสามีได้อย่างชาญฉลาด ช่างขัดแย้งกับคำนินทาเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง

"สหายจ้าวถิงเวย" ผู้บังคับการจางหันกลับมาหานายทหารใต้บังคับบัญชา น้ำเสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อพูดถึงหน้าที่การงาน แต่ยังคงแฝงความตำหนิอย่างรุนแรงเมื่อกล่าวถึงครอบครัว "ภรรยาของเธอเป็นคนมีเหตุผลและรู้จักความควรไม่ควร แต่เธอกลับปล่อยให้บ้านช่องของตนเองเละเทะเยี่ยงนี้ หากเธอไม่สามารถจัดการความเรียบร้อยในแนวหลังของตนเองได้ จะให้กองทัพฝากฝังชีวิตทหารแนวหน้าไว้ในมือเธอได้อย่างไร! จงจัดการเรื่องน่าละอายนี้ซะ อย่าให้ฉันต้องเห็นเรื่องพรรค์นี้อีก!"

กล่าวจบ ผู้บังคับการจางก็สะบัดชายเสื้อเดินออกจากบ้านตระกูลจ้าวไป ทิ้งไว้เพียงความกดดันอันหนักอึ้งที่แทบจะบดขยี้ลมหายใจของทุกคน

จ้าวถิงเวยยืนนิ่งงัน สองหมัดกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความรู้สึกผิดและละอายใจถาโถมเข้าใส่ดั่งเกลียวคลื่น เขาหันไปมองมารดาและพี่สะใภ้ที่ถูกบิดาพยุงลุกขึ้นมาในสภาพใบหน้าบวมเป่ง คราบน้ำตาและน้ำมูกผสมกับผงพริกจนดูน่ารังเกียจ ครอบครัวที่เขาเคยส่งเสียเลี้ยงดู ยอมทนลำบากอดมื้อกินมื้อเพื่อส่งเงินเดือนทั้งหมดมาให้ กลับตอบแทนเขาด้วยการทำลายหน้าตาและเกียรติยศของเขาจนป่นปี้ต่อหน้าผู้บังคับบัญชา อีกทั้งยังกระทำการข่มเหงรังแกภรรยาของเขาอย่างหน้าไม่อาย

"พ่อ... พาแม่กับพี่สะใภ้ออกไปให้พ้นหน้าผมเดี๋ยวนี้" จ้าวถิงเวยเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน น้ำเสียงนั้นเย็นเยียบจนจ้าวต้ากังไม่กล้าแม้แต่จะสบตา ต้องรีบลากตัวซุนกุ้ยอิงและอู๋เสี่ยวลี่ที่ยังคงสะอื้นไห้ออกจากห้องไปอย่างทุลักทุเล

เมื่อประตูห้องปิดลง ความเงียบก็กลับมาเยือนอีกครั้ง จ้าวถิงเวยหันมามองหลินหว่านชิงที่ยืนอยู่เงียบๆ ท่ามกลางแสงสลัว แววตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างลึกซึ้ง เขาเพิ่งตระหนักได้เดี๋ยวนี้เองว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ภรรยาของเขาต้องอดทนกับความอยุติธรรมและการกดขี่ในบ้านหลังนี้มากเพียงใด

หลินหว่านชิงมองสบตาสามี เธอไม่กล่าวโทษหรือบีบคั้นใดๆ เพิ่มเติม เพราะความฉลาดของเธอรู้ดีว่า บาดแผลทางใจที่จ้าวถิงเวยได้รับในคืนนี้ รุนแรงกว่าคำด่าทอนับร้อยนับพันคำ หญิงสาวเพียงลอบแย้มยิ้มบางเบาในใจ การต่อสู้ทางจิตวิทยาครั้งนี้ เธอเป็นผู้ชนะอย่างหมดจด

เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดอุ่นสาดส่องลงมายังหมู่บ้านลู่หมิง ทว่าบรรยากาศรอบบ้านตระกูลจ้าวกลับอึมครึม หลินหว่านชิงตื่นแต่เช้าตรู่ เธออาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต ดึงจิตสำนึกเข้าไปใน 'มิติห้างสรรพสินค้าแห่งอนาคต' อย่างรวดเร็ว หญิงสาวรู้ดีว่าการเอาชนะใจสามีหรือฉีกหน้าแม่สามีเป็นเพียงก้าวแรก แต่สิ่งที่จะทำให้เธอยืนหยัดได้อย่างแท้จริงในยุค 80 คือ 'เงินตรา' และ 'อำนาจต่อรอง'

เธอจัดการนำครีมบำรุงผิวสูตรเข้มข้นจากยุคอนาคตที่มีสรรพคุณฟื้นฟูผิวอย่างล้ำลึก บรรจุลงในตลับไม้เรียบง่ายที่หาได้ในยุคนี้อย่างระมัดระวัง กลิ่นหอมละมุนของดอกไม้ป่าผสมผสานกับสมุนไพรชั้นสูงโชยแตะจมูก เป็นกลิ่นหอมที่สตรีในยุคนี้ไม่เคยพานพบมาก่อน

หลินหว่านชิงเก็บตลับครีมลงในตะกร้าซักผ้า พร้อมกับเสื้อผ้าของเธอและสามี วันนี้เธอมีแผนการใหญ่ การก้าวเข้าสู่วงสังคมของบรรดาภรรยาทหาร ไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อชื่อเสียงเดิมของร่างนี้ถูกตอกฝาโลงไว้ด้วยคำว่า 'สะใภ้จอมขี้เกียจ' ทว่าวิกฤตย่อมมาพร้อมโอกาสเสมอ

เมื่อหญิงสาวก้าวเท้าออกจากประตูบ้าน และมุ่งหน้าไปยังลานซักผ้ารวมของค่ายทหารและครอบครัวในละแวกนั้น เธอก็สัมผัสได้ถึงสายตานับสิบสิบคู่ที่จ้องมองมาอย่างจับผิด เสียงกระซิบกระซาบดังเซ็งแซ่ดั่งฝูงผึ้งแตกรัง ทุกคนล้วนกำลังวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์เอะอะโวยวายเมื่อคืนที่บ้านตระกูลจ้าว

แทนที่จะก้มหน้าหลบสายตาด้วยความอับอาย หลินหว่านชิงกลับยืดหลังตรง ริมฝีปากประดับด้วยรอยยิ้มงดงามที่แฝงความมั่นใจ เธอวางตะกร้าลงข้างบ่อน้ำ ก่อนจะจงใจเปิดฝาตลับไม้ในมือออกอย่างเชื่องช้า...

พริบตาเดียวที่ฝาตลับถูกแง้ม สายลมยามเช้าก็หอบเอาความหอมหวนอันเป็นเอกลักษณ์และหรูหราเกินกว่าที่สบู่ก้อนราคาถูกในสหกรณ์จะเทียบเคียงได้ พัดกระจายออกไปทั่วลานซักผ้า

เสียงซุบซิบนินทาพลันหยุดชะงัก สายตาทุกคู่ที่เคยเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงและโหยหา หญิงสาวร่างท้วมคนหนึ่งที่ทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว ถึงกับทิ้งแปรงซักผ้าในมือ แล้วก้าวพรวดเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าหลินหว่านชิง ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองสิ่งของในมือเธอราวกับต้องมนต์สะกด

"น้องสะใภ้จ้าว... กะ... กลิ่นหอมเย้ายวนใจถึงเพียงนี้ มันคือของวิเศษอันใดกัน?"

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ก้าวแรกในวงสังคมภรรยาทหาร]**