แผนจับขโมยของสะใภ้รอง

เสียงโลหะแหลมเล็กเสียดสีกับรูกุญแจประตูด้านนอกดังขึ้นเบาๆ ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามวิกาล ตามมาด้วยเสียงกระซิบกระซาบที่เต็มไปด้วยความตะกละตะกลามของสตรีสองคน เงาดำสองสายทาบทับลงบนบานประตูที่กำลังถูกงัดให้เปิดออกอย่างช้าๆ!

"เบาๆ หน่อยเสี่ยวลี่ เดี๋ยวหลินหว่านชิงมันตื่นขึ้นมาจะเสียเรื่องเอา!" เสียงแหบพร่าของซุนกุ้ยอิงกระซิบลอดไรฟัน นางพยายามชะโงกหน้าผ่านช่องประตูที่แง้มออกกว้างขึ้นทีละน้อย ดวงตาของแม่สามีวัยกลางคนวาวโรจน์ไปด้วยความโลภโมโทสัน

"ข้าทราบแล้วท่านแม่ ท่านได้กลิ่นหรือไม่? กลิ่นหอมฟุ้งลอยมาจากในห้องนี้จริงๆ ด้วย นังตัวดีนั่นต้องซ่อนของมีค่าหรือสบู่หอมราคาแพงไว้แน่ๆ หากเราหาเจอแล้วเอาไปขายในเมือง พรุ่งนี้บ้านเราคงได้กินเนื้อหมูคำโต!" อู๋เสี่ยวลี่สะใภ้ใหญ่กระซิบตอบพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอ มือหยาบกร้านของนางผลักบานประตูไม้ให้เปิดกว้างออกจนพอดีตัวคนลอดผ่าน

บนเตียงไม้ที่มุมห้อง หลินหว่านชิงนอนตะแคงหันหน้าเข้าหากำแพง ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอราวกับคนหลับสนิท ทว่าภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทนั้น ดวงตาของนางกลับเบิกโพลงและเต็มไปด้วยความเยือกเย็น รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างเงียบงันในความมืด

เหยื่ออันโอชะก้าวเข้ามาในลานสังหารตามที่คาดการณ์ไว้ไม่มีผิดเพี้ยน!

ความโลภมักทำให้คนตาบอด อู๋เสี่ยวลี่ที่หมายมั่นปั้นมือจะได้สวมรอยขโมยของมีค่าเป็นคนแรก รีบก้าวเท้ายาวๆ ข้ามธรณีประตูเข้ามาโดยไม่แม้แต่จะมองต่ำ ทว่าเพียงแค่ปลายเท้าของนางสัมผัสลงบนพื้น...

*ตึง!*

ข้อเท้าของสะใภ้ใหญ่สะดุดเข้ากับเส้นด้ายไนลอนสีใสที่ขึงตึงไว้ในระดับต่ำอย่างจัง แรงกระตุกนั้นส่งผลให้กลไกที่หลินหว่านชิงผูกซ่อนไว้เหนือขอบประตูทำงานในเสี้ยววินาที ห่อกระดาษที่บรรจุ 'ผงพริกแห้งชนิดเผ็ดร้อนทะลวงไส้' ปริแตกออกกลางอากาศ ราวกับมีใครนำถุงทรายมาฉีกกระจุยเหนือศีรษะ!

*พรึ่บ!*

ผงสีแดงฉานที่มีความละเอียดขั้นสุดยอด ร่วงหล่นลงมาดั่งห่าฝนเพลิง สาดกระจายครอบคลุมทั้งใบหน้าของอู๋เสี่ยวลี่ที่เพิ่งก้าวเข้ามา และซุนกุ้ยอิงที่ชะโงกหน้าตามหลังมาติดๆ

"แค่กๆๆ! อะ... อะไรเนี่ย! โอ๊ย! ตาข้า!"

"อ๊าก! ร้อน! แสบไปหมดแล้ว! แค่กๆๆ ไฟนรกหรืออย่างไร!"

เสียงกระซิบกระซาบเมื่อครู่มลายหายไป สิ้นสุดลงด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับสุกรถูกเชือด ผงพริกแห้งที่คั่วจนได้ที่ลอยฟุ้งเข้าสู่ดวงตา จมูก และลำคอของหัวขโมยทั้งสองอย่างจัง ความแสบร้อนรุนแรงพุ่งพล่านราวกับถูกมดคันไฟนับหมื่นรุมกัด อู๋เสี่ยวลี่ล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น มือสองข้างขยี้ตาอย่างบ้าคลั่ง ยิ่งขยี้ก็ยิ่งแสบร้อนจนน้ำตาและน้ำมูกไหลทะลัก ส่วนซุนกุ้ยอิงก็สำลักผงพริกจนหน้าดำหน้าแดง โซเซไปชนเข้ากับโต๊ะเครื่องแป้งเก่าๆ จนข้าวของร่วงหล่นแตกกระจายดังเพล้ง!

เสียงกัมปนาทและความวุ่นวายดังกึกก้องไปทั่วทั้งลานบ้านตระกูลจ้าว ทำลายความเงียบสงบของหมู่บ้านลู่หมิงในยามวิกาลจนสิ้นซาก

...

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง บนถนนดินลูกรังสายเล็กๆ ที่ทอดยาวเข้าสู่หมู่บ้านลู่หมิง แสงสว่างจากไฟฉายกระบอกเหล็กสองดวงกำลังสาดส่องฝ่าความมืดมิด ชายหนุ่มร่างสูงสง่าในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวเข้มก้าวเดินด้วยจังหวะมั่นคง เคียงข้างชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าเคร่งขรึมและเปี่ยมไปด้วยอำนาจ

จ้าวถิงเวยเพิ่งเดินทางกลับจากค่ายทหารในเมืองไป๋ชวน โดยมี 'ผู้บังคับการจาง' ผู้บังคับบัญชาระดับสูงร่วมเดินทางมาด้วย เนื่องจากผู้บังคับการจางมีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความเป็นอยู่ของครอบครัวทหารแนวหลัง และจ้าวถิงเวยในฐานะทหารอนาคตไกล จึงได้รับเกียรติให้เป็นผู้นำทางมายังบ้านเกิด

"สหายจ้าว การฝึกซ้อมช่วงนี้หนักหนาเอาการ แต่เธอก็ทำผลงานได้ดีเยี่ยมไร้ที่ติ ฉันถือโอกาสนี้มาเยี่ยมเยียนครอบครัวของเธอ ดูว่าแนวหลังของพวกเรามีความเป็นอยู่อย่างไร หากขาดเหลือสิ่งใด ทางกองทัพจะได้หาทางช่วยเหลือ" ผู้บังคับการจางเอ่ยด้วยน้ำเสียงชื่นชม

"เป็นหน้าที่ของผมครับผู้บังคับการ ครอบครัวของผมเป็นชาวบ้านธรรมดาที่รักสงบ ทุกคนต่างสนับสนุนการรับใช้ชาติของผมเป็นอย่างดีครับ" จ้าวถิงเวยตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แฝงไปด้วยความภาคภูมิใจในเกียรติยศ

ทั้งสองเดินสนทนากันจนมาถึงหน้าประตูรั้วลานบ้านตระกูลจ้าว ทว่า มือของจ้าวถิงเวยยังไม่ทันจะได้ผลักบานประตูไม้ที่รั้วบ้าน...

"ช่วยด้วย! ตาข้า! ใครก็ได้เอาน้ำมาที! ข้าจะตายแล้ว!"

"โอ๊ยยย! แสบ! แค่กๆๆ!"

เสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงข้าวของตกแตกกระจัดกระจายดังสนั่นลั่นทุ่งมาจากภายในบ้าน จ้าวถิงเวยเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวาบหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เสียงนั้นดังมาจากทิศทางห้องพักของเขา... ห้องที่หลินหว่านชิงนอนอยู่!

"เกิดอะไรขึ้น!? มีคนร้ายงั้นหรือ!" ผู้บังคับการจางตวาดสียงกร้าว สัญชาตญาณทหารทำให้เขารีบชักไฟฉายกระบอกใหญ่ขึ้นมาเตรียมพร้อม

"หว่านชิง!" จ้าวถิงเวยตะโกนลั่นด้วยความร้อนรน เขาไม่รอช้า ใช้เท้าเตะบานประตูรั้วลานบ้านจนเปิดผางออก แล้ววิ่งพุ่งพรวดเข้าไปยังห้องพักของตนเองด้วยความเร็วสูงสุด โดยมีผู้บังคับการจางวิ่งตามมาติดๆ

เมื่อจ้าวถิงเวยวิ่งมาถึงหน้าประตูห้องที่เปิดอ้าซ่า เขาฉายไฟฉายในมือสาดเข้าไปในความมืดมิด สิ่งแรกที่ปะทะเข้ากับแสงไฟคือฝุ่นผงสีแดงที่ยังคงลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ ตามมาด้วยภาพบนพื้นห้องที่ทำให้ชายหนุ่มถึงกับชะงักงัน

บนพื้นไม้กระดาน อู๋เสี่ยวลี่สะใภ้ใหญ่และซุนกุ้ยอิงมารดาแท้ๆ ของเขากำลังนอนกลิ้งเกลือกไปมา สภาพของทั้งสองดูน่าสมเพชเวทนาจนแทบจำไม่ได้ ใบหน้าแดงก่ำไปด้วยผงพริกและคราบน้ำตา น้ำมูกไหลย้อยเปรอะเปื้อน มือของทั้งสองปัดป่ายไปมากลางอากาศราวกับคนตาบอด โดยมีหลักฐานชิ้นสำคัญคือ 'แท่งเหล็กงัดกุญแจ' ตกอยู่ข้างกายอู๋เสี่ยวลี่

และเมื่อแสงไฟฉายกราดเลยไปยังมุมห้อง จ้าวถิงเวยก็พบกับภรรยาของตน...

หลินหว่านชิงนั่งขดตัวอยู่มุมเตียง สองมือจับผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างแน่น ใบหน้างดงามนั้นซีดเผือด เปล่งเสียงสั่นเครือราวกับนกน้อยที่ตื่นตระหนกจากภัยอันตราย "ถิง... ถิงเวย นั่นคุณใช่ไหม? ฉันกลัวเหลือเกิน จู่ๆ ก็มีคนงัดประตูเข้ามากลางดึก ฉันนึกว่าเป็นโจรภูเขา..."

ดวงตาของจ้าวถิงเวยเบิกกว้าง เขาหันกลับมามองมารดาและพี่สะใภ้ที่นอนดิ้นรนอยู่บนพื้น สลับกับมองเศษผงพริกและเส้นด้ายไนลอนที่ขาดวิ่นตรงหน้าประตู สมองอันชาญฉลาดของเขารับรู้ได้ในทันทีว่าเกิดเรื่องบัดซบอะไรขึ้นภายใต้ชายคาบ้านตนเองในยามวิกาลเช่นนี้

ทว่าก่อนที่จ้าวถิงเวยจะได้เอ่ยปากพูดสิ่งใด เสียงฝีเท้าหนักๆ ของผู้บังคับการจางก็ก้าวมายืนซ้อนอยู่ด้านหลัง แสงจากไฟฉายของผู้บังคับบัญชาสาดส่องกระทบใบหน้าของหญิงขโมยทั้งสองอย่างชัดเจน พร้อมกับรังสีความกดดันอันเยียบเย็นที่แผ่ซ่านออกมา

ผู้บังคับการจางหรี่ตาลง มองฉากการจับโจรคาหนังคาเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังและเหยียดหยาม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

"สหายจ้าว... นี่หรือ 'ครอบครัวที่รักสงบ' ของเธอ?"

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ความอับอายของตระกูลจ้าว]**