สินค้าทดลองตลาด

*กุกกัก... กุกกัก!*

แรงผลักจากภายนอกกระแทกบานประตูไม้จนเกิดเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย สัญชาตญาณอันเฉียบคมของอดีตแพทย์ทหารหญิงก็ถูกปลุกขึ้น หลินหว่านชิงพลิกข้อมือเพียงครั้งเดียว บรรจุภัณฑ์ล้ำยุคที่ส่องประกายสว่างวาบก็ถูกเก็บกลับเข้าไปในมิติห้างสรรพสินค้าอย่างไร้ร่องรอย พร้อมกันนั้น ร่างแน่งน้อยก็ทิ้งน้ำหนักโถมเข้าขวางประตูไว้และลงกลอนอย่างแน่นหนา

"นั่นใคร!" น้ำเสียงของนางเย็นเยียบแฝงจิตสังหารจางๆ

"เอ่อ... น้องสะใภ้สาม นี่ข้าเอง" เสียงแหบพร่าที่พยายามดัดให้ดูเป็นมิตรของอู๋เสี่ยวลี่ สะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลจ้าวดังลอดเข้ามา "ข้าเห็นไฟในห้องเจ้าสว่างอยู่ เลยกะว่าจะเข้ามาดูเสียหน่อยว่าเจ้านอนหรือยัง เหตุใดจึงลงกลอนแน่นหนาปานนี้เล่า?"

หลินหว่านชิงแค่นรอยยิ้มหยัน นังจิ้งจอกเฒ่าผู้นี้คงเห็นนางเพิ่งปะทะคารมกับจ้าวถิงเวย จึงตั้งใจจะมาแอบฟังความลับ หรือไม่ก็ฉวยโอกาสเข้ามาหยิบฉวยข้าวของในห้องนางเป็นแน่

"ข้ากำลังจะเปลี่ยนเสื้อผ้า หากพี่สะใภ้ใหญ่ไม่มีธุระอันใดก็เชิญกลับไปพักผ่อนเถิด ดึกดื่นค่อนคืนเช่นนี้มายืนด้อมๆ มองๆ หน้าห้องน้องสะใภ้ หากผู้อื่นมาเห็นเข้าจะนำไปนินทาเอาได้ว่าตระกูลจ้าวไร้กฎระเบียบ"

คำพูดที่ถูกตอกกลับอย่างไร้เยื่อใยทำให้อู๋เสี่ยวลี่ที่ยืนอยู่หน้าประตูถึงกับหน้าม้าน นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน สบถด่าในใจ ทว่าก็ไม่อาจหาข้ออ้างพังประตูเข้าไปได้ จึงจำใจกระทืบเท้าถอยห่างออกไป ทว่าด้วยนิสัยสอดรู้สอดเห็นและสัญชาตญาณความโลภที่ฝังลึกอยู่ในกมลสันดาน อู๋เสี่ยวลี่ไม่ได้กลับห้องตนเองในทันที แต่กลับย่องฝีเท้าเบากริบไปหลบอยู่ใต้หน้าต่างห้องของหลินหว่านชิงแทน

ภายในห้อง หลินหว่านชิงพรูลมหายใจยาว นางเดินไปตรวจสอบหน้าต่างทุกบาน รูดม่านผ้าฝ้ายสีซีดปิดทับจนสนิทมิดชิด มั่นใจว่าไม่มีช่องโหว่ใดให้ผู้ใดถ้ำมองได้อีก จึงได้เรียกของจากมิติห้างสรรพสินค้าออกมาอีกครั้ง

กระปุกครีมบำรุงผิวสูตรเข้มข้นและสบู่หอมกุหลาบปรากฏขึ้นบนโต๊ะไม้เก่าคร่ำคร่า วัสดุโปร่งใสแปลกตาที่สะท้อนแสงไฟตะเกียงนั้นช่างงดงามและหรูหราเกินกว่าที่ยุคสมัยนี้จะทำความเข้าใจได้ หลินหว่านชิงรู้ดีว่า หากนางนำของเหล่านี้ออกไปเร่ขายทั้งสภาพนี้ มีหวังคงถูกทางการจับกุมในข้อหาเป็นสายลับจากต่างชาติ หรือไม่ก็ถูกสอบสวนจนหาทางออกไม่ได้เป็นแน่

มือเรียวค่อยๆ บิดฝากระปุกออก ทันใดนั้น กลิ่นหอมรัญจวนของมวลหมู่พฤกษาและสกัดจากดอกกุหลาบชั้นเลิศก็ลอยคลุ้งไปทั่วทั้งห้อง มันมิใช่กลิ่นฉุนกึกของสบู่ไขมันสัตว์ราคาถูก หรือกลิ่นเหม็นหืนของน้ำมันหอยนางรมทาผิวที่ชาวบ้านในยุคแปดศูนย์นิยมใช้กัน แต่มันคือกลิ่นหอมละมุนที่แฝงไปด้วยความหรูหรา มีระดับ ราวกับกลิ่นอายของสตรีสูงศักดิ์

กลิ่นหอมนี้ทะลุผ่านรอยแยกของบานหน้าต่างไม้ ลอยไปแตะจมูกของอู๋เสี่ยวลี่ที่กำลังแอบซุ่มอยู่ด้านนอก

สะใภ้ใหญ่สูดจมูกฟุดฟิด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง *หอม... หอมเหลือเกิน! นี่มันกลิ่นอันใดกัน?*

นางพยายามเขย่งปลายเท้าและแนบใบหน้าเข้ากับบานหน้าต่าง หวังจะมองทะลุรอยแยกเข้าไป ทว่าม่านผ้าฝ้ายด้านในกลับบดบังวิสัยทัศน์จนหมดสิ้น อู๋เสี่ยวลี่กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ความริษยาและความโลภจุดประกายขึ้นในแววตา นังสะใภ้สามที่วันๆ เอาแต่ขี้เกียจสันหลังยาวผู้นี้ ต้องแอบซุกซ่อนของดีมีราคาไว้เป็นแน่! บางทีอาจจะเป็นของกำนัลราคาแพงที่จ้าวถิงเวยแอบซื้อมาให้นาง!

อู๋เสี่ยวลี่ยืนดมกลิ่นอยู่พักใหญ่จนยุงป่าเริ่มรุมกัด นางจึงจำใจต้องล่าถอยกลับไป ทว่าในหัวกลับเริ่มวางแผนการร้าย นางตั้งใจว่าจะต้องไปสุมหัวกับแม่สามีอย่างซุนกุ้ยอิง เพื่อหาทางริบของมีค่าในห้องนี้มาเป็นของตนให้จงได้!

หารู้ไม่ว่า ทุกความเคลื่อนไหวและเสียงฝีเท้าที่ล่าถอยไปนั้น ล้วนตกอยู่ในโสตประสาทการได้ยินอันเฉียบคมของหลินหว่านชิงทั้งสิ้น

มุมปากของอดีตหมอทหารหญิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา นางเลิกสนใจผู้ที่อยู่ด้านนอก แล้วหันมาจัดการกับ 'สินค้าทดลองตลาด' ของตนต่อ หลินหว่านชิงรื้อค้นใต้เตียงจนพบกระปุกดินเผาและกระเบื้องเคลือบใบเล็กๆ หลายใบที่เจ้าของร่างเดิมเคยใช้บรรจุครีมราคาถูกและทิ้งไว้ นางนำกระปุกเหล่านั้นมาล้างทำความสะอาดอย่างหมดจดด้วยน้ำร้อนเพื่อฆ่าเชื้อโรค

จากนั้นจึงใช้ไม้พายไผ่ที่เหลาจนสะอาด ค่อยๆ ตักเนื้อครีมบำรุงผิวสีขาวมุกที่เนียนละเอียดราวกับปุยเมฆ ถ่ายเทลงในกระปุกดินเผาของยุคแปดศูนย์อย่างระมัดระวัง ส่วนสบู่หอมกุหลาบก้อนงามนั้น นางใช้มีดตัดแบ่งเป็นก้อนสี่เหลี่ยมขนาดพอเหมาะ ก่อนจะนำกระดาษน้ำมันสีน้ำตาลที่หาได้ทั่วไปในยุคนี้มาห่อหุ้มไว้อย่างประณีต แล้วผูกทับด้วยเชือกปอเส้นเล็ก ดูเรียบง่ายแต่กลับซ่อนความล้ำค่าไว้ภายใน

"เท่านี้ก็หมดปัญหาเรื่องที่มาที่ไปแล้ว" หลินหว่านชิงพึมพำกับตนเองด้วยความพึงพอใจ นางเก็บหีบห่อของอนาคตที่ว่างเปล่ากลับคืนสู่มิติเพื่อทำลายหลักฐาน

ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อยขณะคำนวณแผนการค้าในหัว ยุคแปดศูนย์ที่นโยบายเปิดประเทศกำลังเริ่มต้นขึ้นนี้ คือยุคทองของคนที่กล้าเสี่ยง 'คนกล้ากินเนื้อ คนขลาดกินน้ำแกง' ผู้คนเริ่มมีเงินจับจ่ายใช้สอย แต่สหกรณ์ของรัฐยังคงผูกขาดสินค้าที่มีคุณภาพต่ำและรูปแบบซ้ำซาก ขาดแคลนสินค้าฟุ่มเฟือยที่จะมาตอบสนองความต้องการของสตรี

เป้าหมายแรกของนางคือ 'ตลาดการค้าเสรีหงฉี' และกลุ่มภรรยาทหารในเมืองไป๋ชวน สตรีเหล่านั้นกำเงินเดือนของสามีไว้ในมือ พวกนางรักสวยรักงามและพร้อมจะจ่ายหนักเพื่อรักษาสถานะทางสังคม หากครีมและสบู่หอมชุดนี้ตีตลาดแตก มันจะเป็นก้อนเงินทุนแรกที่ยิ่งใหญ่ในการสร้างอาณาจักรธุรกิจของนาง!

ทว่า ก่อนที่นางจะก้าวออกจากบ้านไปหาเงิน คงต้องจัดการกับ 'ปลิง' ที่คอยจ้องจะดูดเลือดอยู่ใต้ชายคาเดียวกันเสียก่อน

กลิ่นหอมที่จงใจปล่อยลอดหน้าต่างออกไปเมื่อครู่ คือเหยื่อล่อชั้นดี อู๋เสี่ยวลี่และซุนกุ้ยอิงไม่มีทางทนต่อความเย้ายวนของความโลภได้แน่ พรุ่งนี้เมื่อนางออกจากบ้าน พวกนางต้องฉวยโอกาสงัดห้องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

หลินหว่านชิงหัวเราะในลำคอ นางเปิดกล่องไม้ใต้เตียง หยิบห่อกระดาษที่บรรจุ 'ผงพริกแห้งชนิดเผ็ดร้อนทะลวงไส้' ที่นางแอบคั่วและบดเตรียมไว้ตั้งแต่ช่วงเย็นออกมา พร้อมกับดึงเส้นด้ายไนลอนสีใสที่เหนียวทนทานออกมาจากมิติ นางเริ่มขึงเส้นด้ายในระดับข้อเท้า พาดผ่านหน้าประตูและหน้าต่าง ซ่อนรอยต่อไว้อย่างแนบเนียนด้วยทักษะการพรางตัวที่เคยใช้ในสมรภูมิรบ ก่อนจะนำห่อผงพริกไปวางสุ่มไว้เหนือขอบประตู โดยผูกกลไกเชื่อมกับเส้นด้ายด้านล่าง

ใครก็ตามที่กล้างัดบานประตูเข้ามาและสะดุดเส้นด้ายนี้ ห่อผงพริกมรณะจะร่วงหล่นลงมาสาดกระจายใส่หน้าพวกมันทันที!

หลังจากจัดการวางกับดักจนเสร็จสิ้น หลินหว่านชิงก็เป่าตะเกียงดับลง แสร้งทำเป็นล้มตัวลงนอนเพื่อพักผ่อนเอาแรงสำหรับการเจรจาการค้าในวันพรุ่งนี้

ทว่า คล้อยหลังไฟดับลงเพียงไม่ถึงครึ่งก้านธูป...

*แกรก... กึก...*

เสียงโลหะแหลมเล็กเสียดสีกับรูกุญแจประตูด้านนอกดังขึ้นเบาๆ ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามวิกาล ตามมาด้วยเสียงกระซิบกระซาบที่เต็มไปด้วยความตะกละตะกลามของสตรีสองคน เงาดำสองสายทาบทับลงบนบานประตูที่กำลังถูกงัดให้เปิดออกอย่างช้าๆ!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: แผนจับขโมยของสะใภ้รอง]**