ตอนที่ 1
***บทที่ 1: ตื่นขึ้นมาในร่างคุณหนูตกอับ***
ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วขึ้นมาจากท้ายทอย ประดุจถูกค้อนเหล็กทุบลงกลางศีรษะ กลิ่นอับชื้นของฟางเก่าและดินโคลนลอยแตะจมูก ปลุกสติสัมปชัญญะที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นอย่างยากลำบาก หลี่เหม่ยหลินพยายามลืมตาขึ้น ภาพแรกที่ปรากฏสู่สายตาคือหลังคามุงแฝกที่รั่วเป็นรูโหว่ ปล่อยให้แสงแดดสายลอดผ่านลงมาตกกระทบใบหน้า
นางจำได้ว่าตนเองคือแพทย์ทหารสาวผู้ชำนาญทั้งวิชาการแพทย์และศิลปะการต่อสู้ ทว่ายามนี้ ร่างกายกลับอ่อนแรงและผ่ายผอมจนแทบเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ชุดที่สวมใส่ก็เป็นเพียงผ้าหยาบๆ สีซีดจางที่มีรอยปะชุนนับไม่ถ้วน
ยังไม่ทันที่หลี่เหม่ยหลินจะได้ทบทวนว่าตนเองมาอยู่ที่แห่งนี้ได้อย่างไร คลื่นความทรงจำขุมหนึ่งก็ทะลักล้นเข้ามาในหัวราวกับทำนบแตก!
นางคือ 'หลินซิน' คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลหลินสายหลัก ตระกูลพ่อค้าสมุนไพรที่เคยรุ่งเรือง แต่เมื่อไม่นานมานี้ บิดามารดาถูกศัตรูทางการค้าใส่ร้ายป้ายสีจนต้องคดีความ สินค้าถูกระงับ ทรัพย์สินถูกยึดจนตระกูลล้มละลาย หนำซ้ำ หวังชุนเจียว ป้าสะใภ้ใหญ่ผู้มีจิตใจคับแคบและละโมบ ยังฉวยโอกาสตอนที่ครอบครัวสายหลักกำลังตกต่ำ ฮุบสมบัติส่วนที่เหลือไปจนหมดสิ้น แล้วขับไล่นางกับ 'หลินอวี่' น้องชายวัยแปดขวบ ให้มาระเหเร่ร่อนอยู่ที่เรือนซอมซ่อท้ายหมู่บ้านชิงสุ่ย ซึ่งห่างไกลความเจริญและกันดารยิ่งนัก
"เอามาให้ข้าเดี๋ยวนี้ นังเด็กเหลือขอ!"
เสียงตวาดแหวแหบพร่าของสตรีวัยกลางคนดังทะลุเข้ามาในโสตประสาท ดึงหลินซินให้หลุดจากห้วงความทรงจำ ตามมาด้วยเสียงร้องไห้จ้าของเด็กชาย
"ไม่! นี่เป็นปิ่นของท่านแม่ ท่านแม่ให้ข้าไว้ก่อนตาย ท่านป้าใหญ่จะเอาไปไม่ได้!"
หลินซินขยับตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณแพทย์ทหารที่ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วนทำให้ร่างกายตอบสนองก่อนความคิด นางหันไปมองยังลานดินหน้าประตูเรือน ภาพที่เห็นทำเอาโทสะในอกลุกโชน
หวังชุนเจียว หญิงร่างท้วมสวมชุดผ้าฝ้ายสีเนื้อดีกำลังคร่อมทับร่างเล็กจ้อยของหลินอวี่ มือหยาบกร้านราวกับกิ่งไม้แห้งของนางกำลังจิกทึ้งผมของเด็กชายและพยายามง้างมือเล็กๆ ที่กำแน่นอยู่เหนืออก ในมือของหลินอวี่คือปิ่นปักผมเงินสลักลายดอกอิงฮวา ซึ่งเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายและเป็นของดูต่างหน้ามารดาเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่
"ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ นังตัวดี! พวกเจ้าอยู่บ้านซอมซ่อเช่นนี้ จะเก็บของมีค่าไว้ทำไม เอามาให้ข้าเอาไปแลกเงินซื้อข้าวสารยังจะดีเสียกว่า!" หวังชุนเจียวเงื้อมือขึ้นสูง หมายจะตบลงบนใบหน้าเปรอะเปื้อนคราบน้ำตาของหลินอวี่
"หยุดเดี๋ยวนี้!"
น้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในเหมันตฤดูดังขึ้น หวังชุนเจียวชะงักมือไปชั่วครู่ หันไปมองหลานสาวที่ปกติเอาแต่ก้มหน้าหวาดกลัว ทว่าคราวนี้นางกลับเห็นร่างผ่ายผอมของหลินซินพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วที่ผิดมนุษย์มนา
หลินซินไม่ได้ใช้กำลังเข้าแลก นางรู้ดีว่าสรีระตอนนี้อ่อนแอเกินไป ทว่าความรู้เรื่องจุดตายและสรีระวิทยาในหัวนั้นยังอยู่ครบถ้วน!
นางใช้ทักษะการต่อสู้ระยะประชิด มือซ้ายคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของหวังชุนเจียว นิ้วโป้งกดลงบนจุดชีพจรสำคัญที่ข้อมืออย่างแม่นยำและรุนแรง ขณะเดียวกันก็พลิกตัวใช้ท่อนแขนขวาสอดเข้าใต้ข้อศอกของอีกฝ่าย ออกแรงบิดและล็อกแขนของป้าสะใภ้ไพล่ไปด้านหลังด้วยท่วงท่าที่ทั้งเฉียบขาดและรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ
"โอ๊ย! นังเด็กบ้า! ข้าเจ็บนะ! ปล่อยข้า!" หวังชุนเจียวกรีดร้องลั่นลานดิน ความเจ็บปวดแล่นปราดจากข้อมือลามไปถึงหัวไหล่ ราวกับกระดูกกำลังจะแตกหักเป็นเสี่ยงๆ
หลินซินกดน้ำหนักตัวทับลงไป ไม่ยอมให้อีกฝ่ายดิ้นหลุด นัยน์ตากลมโตที่เคยอ่อนต่อโลก บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นแววตาของมัจจุราชที่คมกริบและไร้ซึ่งความปรานี นางโน้มใบหน้าลงไปกระซิบข้างหูหวังชุนเจียวด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังถึงกับขนลุกซู่
"หากท่านกล้าแตะต้องน้องชายข้า หรือคิดจะขโมยของของท่านแม่อีกแม้แต่ปลายนิ้ว... ข้าจะหักแขนท่านทิ้งเสีย และรับรองได้เลยว่าต่อให้ตามหมอที่เก่งที่สุดในอำเภอผิงอันมา ก็ไม่อาจต่อกระดูกแขนที่แหลกละเอียดของท่านได้... ท่านอยากจะลองดูหรือไม่ ป้าสะใภ้ใหญ่?"
จิตสังหารที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเด็กสาววัยสิบห้าปี ทำให้หวังชุนเจียวหน้าซีดเผือด เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มแผ่นหลัง นางไม่เคยเห็นหลานสาวผู้อ่อนแอมีท่าทีน่าหวาดกลัวถึงเพียงนี้มาก่อน ความเจ็บปวดที่ข้อศอกย้ำเตือนว่าคำขู่กรรโชกนั้นไม่ใช่เพียงลมปาก
"ปะ... ปล่อยข้า! ข้าไม่เอาแล้ว! นังเด็กผีสิงเอ๊ย!" หวังชุนเจียวละล่ำละลักเสียงสั่น
หลินซินแค่นเสียงหยันในลำคอ ก่อนจะสะบัดแขนผลักร่างท้วมนั้นออกไปอย่างแรง หวังชุนเจียวเซล้มคลุกฝุ่น รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น กุมแขนที่ปวดร้าวของตนเองแล้ววิ่งหนีเตลิดออกจากรั้วบ้านพังๆ ไปโดยไม่เหลียวหลัง ปากก็ยังก่นด่าสาปแช่งไม่ขาดคำ
เมื่อผู้บุกรุกจากไป หลินซินจึงรีบทรุดตัวลงนั่งข้างหลินอวี่ เด็กชายตัวน้อยผอมโซจนเห็นซี่โครง บนแขนมีรอยเขียวช้ำจากการถูกทุบตี เขายังคงกำปิ่นเงินไว้แน่นราวกับกลัวว่ามันจะหายไป
"อวี่เอ๋อร์ เป็นอย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหนหรือไม่?" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด ความผูกพันทางสายเลือดจากเจ้าของร่างเดิมทำให้หัวใจของนางปวดร้าวเมื่อเห็นสภาพของน้องชาย
"พี่ใหญ่... ฮึก ท่านแม่..." หลินอวี่โผเข้ากอดพี่สาวแน่น ร้องไห้สะอึกสะอื้น "ข้ารักษาปิ่นของท่านแม่ไว้ได้แล้ว"
"เจ้าเก่งมาก น้องพี่" หลินซินลูบแผ่นหลังเล็กๆ นั้นอย่างปลอบโยน นางค่อยๆ แบมือของหลินอวี่ออกเพื่อหยิบปิ่นเงินสลักลายดอกอิงฮวาขึ้นมาพิจารณา
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับเนื้อโลหะเย็นเฉียบ หลินซินพลันรู้สึกได้ถึงกระแสความร้อนวูบหนึ่งที่แล่นปราดจากปิ่นเงินเข้าสู่ฝ่ามือ มันเป็นความรู้สึกที่ลี้ลับและทรงพลังอย่างประหลาด ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ภายในของดูต่างหน้าชิ้นนี้
ขณะที่นางกำลังขมวดคิ้วสงสัยกับปฏิกิริยาประหลาดของปิ่นปักผม ท้องของนางและหลินอวี่ก็ส่งเสียงร้องประท้วงความหิวโหยออกมาพร้อมกัน ความเป็นจริงอันโหดร้ายตีแสกหน้า ในเรือนซอมซ่อนี้ไม่มีข้าวสารเหลือแม้แต่เม็ดเดียว
ทว่าในจังหวะที่ความสิ้นหวังกำลังจะก่อตัวขึ้นนั้นเอง...
[ ติ๊ด! ตรวจพบคลื่นสมองที่เข้ากันได้... กำลังเชื่อมต่อระบบ... ]
เสียงกลไกประหลาดที่ไม่มีทางเป็นเสียงของมนุษย์ในยุคโบราณ ดังแทรกขึ้นมาในโสตประสาทของหลินซินโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย!
[ แหมๆ สภาพดูไม่จืดเลยนะโฮสต์ที่รัก จากหมอทหารสาวสุดแกร่ง กลายมาเป็นคุณหนูตกอับในกระท่อมสุนัขเมินเสียแล้ว ปล่อยไว้แบบนี้มีหวังอดตายก่อนจะได้ล้างแค้นแน่ๆ... ต้องการความช่วยเหลือจากสุดยอดผู้ช่วยอัจฉริยะหรือไม่เล่า? ]
ดวงตาของหลินซินเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางกำปิ่นเงินในมือแน่นขึ้น ขณะที่เสียงปริศนานั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในหัว พร้อมกับความเร้นลับบางอย่างที่กำลังจะถูกปลดล็อก!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ระบบปากแจ๋วและสวนโอสถเร้นลับ]**