ตอนที่ 2
***บทที่ 2: ระบบปากแจ๋วและสวนโอสถเร้นลับ***
ดวงตาหงส์ของหลินซินเบิกกว้างขึ้นเพียงชั่วจังหวะลมหายใจ ก่อนที่สัญชาตญาณความเยือกเย็นระดับทหารกล้าจะดึงสติสัมปชัญญะของนางให้กลับมามั่นคง แม้ในใจจะตื่นตะลึงกับเสียงกลไกไร้ชีวิตที่ดังก้องอยู่ในโสตประสาท แต่นางก็ไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกออกมาให้หลินอวี่ผู้น้องต้องหวาดผวา หญิงสาวเพียงแค่นิ่งเงียบ กำปิ่นเงินสลักลายดอกอิงฮวาในมือไว้แน่น ปล่อยให้คลื่นความร้อนจากโลหะลี้ลับแผ่ซ่านเข้าสู่เส้นเลือด
'เจ้าเป็นใคร? วิญญาณเร่ร่อนหรือปีศาจจำแลง?' หลินซินเอ่ยถามกลับไปในห้วงความคิดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด เย็นเยียบดุจคมดาบ
[ ปีศาจอันใดกัน! เสียมารยาทเสียจริง ] เสียงประหลาดนั้นตอบกลับมาทันควัน น้ำเสียงเจือความยียวนกวนประสาทอย่างปิดไม่มิด [ ข้าคือ 'เสี่ยวจือ' ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะที่ติดตามวิญญาณของท่านมาจากโลกเดิมอย่างไรเล่า! ท่านเป็นถึงแพทย์ทหารหญิงฝีมือฉกาจ แต่ไฉนทะลุมิติมาเข้าร่างคุณหนูตกอับได้อนาถถึงเพียงนี้ มองดูรอบตัวท่านสิ บ้านไร่หลังคาก็รั่วเป็นรูโหว่จนมองเห็นแสงเดือนแสงตะวัน เสบียงในครัวก็ว่างเปล่ายิ่งกว่ากระเป๋าเงินขอทาน หากข้าไม่ยื่นมือเข้าช่วย มีหวังท่านกับน้องชายตัวเหม็นเปรี้ยวผู้นี้ได้กอดคอกันหิวตายกลายเป็นผีเฝ้าเรือนซอมซ่อนี้แน่! ]
หลินซินคิ้วกระตุกกึกกับวาจาเผ็ดร้อนของสิ่งที่เรียกตนเองว่าระบบ 'ปากแจ๋ว' สมกับที่กล้าโอ้อวด ทว่าสิ่งที่มันกล่าวมาล้วนเป็นความจริงที่ไม่อาจโต้แย้ง เรือนหลังนี้ทรุดโทรมจนแทบไม่กันลมฝน ซ้ำร้ายท้องของนางและน้องชายยังคงส่งเสียงร้องประท้วงอย่างต่อเนื่อง ความหิวโหยเริ่มกัดกินเรี่ยวแรงที่มีอยู่น้อยนิดของร่างนี้ไปทุกขณะ
'หากเจ้าเก่งกาจนัก ก็เสกข้าวปลาอาหารมาให้ข้าสักมื้อสิ' นางท้าทายในใจ
[ ข้าเป็นระบบผู้ช่วย ไม่ใช่เทพเซียนบันดาลโชค! ] เสี่ยวจือแหวกลับ [ แต่ข้าชี้ทางรอดให้ท่านได้ ปิ่นเงินในมือท่านนั่นแหละคือกุญแจ มันคือของวิเศษประจำตระกูลที่สืบทอดกันมา หยดเลือดของท่านลงไปบนดอกอิงฮวาเสียสิ แล้วท่านจะได้เห็นสิ่งล้ำค่าที่ซ่อนอยู่! ]
หลินซินก้มลงมองปิ่นเงินในมือ แม้จะยังเคลือบแคลงสงสัย ทว่าในสถานการณ์ที่ไร้ทางเลือกเช่นนี้ นางไม่มีสิ่งใดจะเสียอีกแล้ว หญิงสาวหันไปส่งยิ้มบางๆ ให้หลินอวี่ที่กำลังมองนางด้วยแววตาเป็นกังวล ก่อนจะยกนิ้วชี้ของตนขึ้นมาจรดกับปลายแหลมของปิ่นเงิน กดน้ำหนักลงไปเล็กน้อยจนหยาดโลหิตสีแดงสดหยดหนึ่งไหลซึมออกมา
นางปล่อยให้หยดเลือดนั้นร่วงหล่นลงบนใจกลางของกลีบดอกอิงฮวาจำหลัก ทันใดนั้น แสงสีเงินยวบยาบก็สว่างวาบขึ้นรอบตัวปิ่น โลหิตของนางถูกดูดซับหายไปในเนื้อเงินอย่างน่าอัศจรรย์ พร้อมกับที่สติสัมปชัญญะของหลินซินถูกดึงดูดเข้าสู่ห้วงมิติอันลี้ลับอย่างกะทันหัน!
วูบ!
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง หลินซินพบว่าตนเองไม่ได้ยืนอยู่ในเรือนซอมซ่ออีกต่อไป ทว่ากลับมายืนอยู่ใจกลางพื้นที่รกร้างแห่งหนึ่งที่ถูกโอบล้อมด้วยหมอกสีขาวจางๆ อากาศในสถานที่แห่งนี้บริสุทธิ์และอัดแน่นไปด้วยพลังงานประหลาดที่ทำให้ความเหนื่อยล้าในกายทุเลาลง เบื้องหน้าของนางคือแปลงดินสีดำขลับที่ดูอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก ทว่ากลับว่างเปล่าไร้ซึ่งพรรณไม้ใดๆ
[ ติ๊ด! ยืนยันสายเลือดเสร็จสิ้น ปลดล็อกมิติลับ 'สวนโอสถเร้นลับ' สำเร็จ! ] เสียงของเสี่ยวจือดังขึ้น พร้อมกับความภาคภูมิใจที่ปิดไม่มิด [ เป็นอย่างไรเล่าผู้ครอบครองของข้า! นี่คือมิติลับส่วนตัวที่ดินทุกผืนมีคุณสมบัติเร่งการเจริญเติบโต เวลาในนี้เร็วกว่าโลกภายนอกถึงสิบเท่า หากท่านใช้มันเพาะปลูกสมุนไพรและผักผลไม้ ย่อมพลิกฟื้นชะตาชีวิตที่ตกอับนี้ได้สบายมาก! ]
หลินซินกวาดสายตามองพื้นที่แห่งนี้ด้วยประกายตาที่ลุกวาว แม้จะดูรกร้าง แต่นางในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์และการแพทย์ ย่อมมองออกว่าดินสีดำเหล่านี้คือสุดยอดแห่งดินเพาะปลูก มันคือขุมทรัพย์ที่จะช่วยกอบกู้ชีวิตของนางและน้องชาย!
สติของนางถูกดึงกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง หลินอวี่ยังคงยืนอยู่เบื้องหน้า ไม่ได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่พี่สาวเพิ่งหายตัวเข้าไปในมิติลับเลยแม้แต่น้อย เวลาในโลกภายนอกแทบไม่ได้ขยับเขยื้อน
"พี่ใหญ่ ท่านเจ็บนิ้วหรือไม่ขอรับ?" เด็กน้อยเอื้อมมือมากุมมือของนาง มองรอยเลือดที่ปลายนิ้วด้วยความปวดใจ
"พี่ไม่เจ็บเลยสักนิด อวี่เอ๋อร์" หลินซินแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน นัยน์ตาฉายแววแห่งความหวังอันแรงกล้า "ไปกันเถอะ เราออกไปสำรวจรอบบ้านไร่ชิงสุ่ยของเรากัน พี่จะดูว่าเรามีอะไรที่พอจะใช้ประโยชน์ได้บ้าง"
สองพี่น้องจูงมือกันเดินออกจากเรือนซอมซ่อ สภาพภายนอกไม่ได้ดีไปกว่าภายในนัก ที่ดินรอบบ้านไร่ชิงสุ่ยแห้งแล้งจนแตกระแหง เศษหินและก้อนดินแข็งกระด้างกระจัดกระจายไปทั่ว ซ้ำยังเต็มไปด้วยวัชพืชใบหยาบที่ขึ้นรกชัฏ ทอดสายตาไปทางใดก็เห็นแต่ความแห้งแล้งราวกับถูกทอดทิ้งมานานแรมปี
[ ดินเสื่อมโทรม ขาดธาตุอาหารและน้ำอย่างรุนแรง ค่าความเป็นกรดด่างไม่สมดุล สภาพเช่นนี้ปลูกหญ้าให้หมูกินยังยากเลย ] เสี่ยวจือวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา
ทว่ามุมปากของหลินซินกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม นางย่อตัวลง หยิบก้อนดินที่แตกระแหงขึ้นมาบี้เบาๆ ก่อนจะดึงวัชพืชต้นหนึ่งขึ้นมาพิจารณา "ใครว่าไร้ประโยชน์กัน วัชพืชพวกนี้หากนำมาหมักรวมกันก็จะได้ปุ๋ยชั้นดี ส่วนดินที่แข็งกระด้างและเป็นกรดนี้ ข้าสามารถใช้ขี้เถ้าจากเตาไฟในครัวมาโรยเพื่อปรับสภาพดินได้ ความรู้เกษตรกรรมผสมผสานกับวิชาพฤกษศาสตร์ของข้า ไม่ใช่เรื่องที่ล้อเล่นหรอกนะ"
หลินอวี่มองพี่สาวที่พึมพำกับก้อนดินด้วยสายตาเทิดทูน แม้จะไม่เข้าใจในสิ่งที่นางกล่าว แต่ท่าทางมั่นใจของพี่ใหญ่ก็ทำให้ความหวาดกลัวในใจของเขามลายหายไป
ขณะที่หลินซินกำลังวางแผนพลิกฟื้นผืนดินอย่างมุ่งมั่นนั้นเอง อาการหน้ามืดวิงเวียนก็จู่โจมร่างกายนางอย่างรุนแรง ความหิวโหยที่ถูกละเลยมานานประท้วงถึงขีดสุด ร่างบอบบางซูบซีดโอนเอนจนแทบจะล้มพับ
[ แจ้งเตือนฉุกเฉิน! พลังงานในร่างกายของผู้ครอบครองลดต่ำถึงขีดอันตราย! ] เสียงของเสี่ยวจือดังลั่นในโสตประสาทอย่างตื่นตระหนก [ หากไม่หาอาหารตกถึงท้องภายในครึ่งก้านธูป ท่านจะหมดสติ! ทว่า... เดี๋ยวก่อน! ระบบตรวจพบพลังงานบริสุทธิ์สายหนึ่งพุ่งทะลักออกมาจากส่วนลึกของสวนโอสถเร้นลับ! ]
ปิ่นเงินบนศีรษะของหลินซินพลันสั่นสะเทือนเบาๆ เปล่งแสงสีเงินจางๆ ที่มีเพียงนางเท่านั้นที่มองเห็น ความรู้สึกสดชื่นสายหนึ่งพัดโชยออกมาจากรอยแยกของมิติ พร้อมกับเสียงประกาศของระบบที่ทำให้นางต้องเบิกตากว้าง ท่ามกลางวิกฤตความอดอยากนี้ บางสิ่งบางอย่างในมิติลับกำลังเรียกร้องให้นางก้าวเข้าไปเปิดเผยความลับที่ซ่อนเร้น!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: บ่อน้ำพุวิญญาณและมื้ออาหารแรก]**