ตอนที่ 3
***บทที่ 3: บ่อน้ำพุวิญญาณและมื้ออาหารแรก***
แสงสีเงินจากปิ่นปักผมสาดประกายเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความพร่ามัวของสติสัมปชัญญะ ร่างที่กำลังโอนเอนของหลินซินคล้ายถูกห่อหุ้มด้วยกระแสลมอุ่นวาบสายหนึ่ง พริบตาเดียวที่เปลือกตาปิดลงและลืมขึ้นอีกครั้ง ทัศนียภาพรอบกายก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
จากลานดินแห้งแล้งแตกระแหงของบ้านไร่ซอมซ่อ บัดนี้นางกลับมายืนอยู่ท่ามกลางหุบเขาขนาดย่อมที่ถูกโอบล้อมด้วยม่านหมอกสีขาวนวล กลิ่นหอมของไอดินผสมผสานกับความบริสุทธิ์ของธรรมชาติลอยแตะจมูก เบื้องหน้าของนางคือแปลงเพาะปลูกขนาดเล็กที่ผืนดินเป็นสีดำขลับดูอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก และที่ใจกลางของผืนดินนั้นเอง มีบ่อน้ำพุหินอ่อนขนาดเท่าอ่างอาบน้ำตั้งตระหง่านอยู่ หยาดน้ำใสกระจ่างดุจผลึกแก้วผุดพรายขึ้นมาจากก้นบ่อไม่ขาดสาย ทอประกายระยิบระยับล้อกับแสงเรืองรองในมิติ
[ ยินดีต้อนรับสู่ 'สวนโอสถเร้นลับ' อย่างเป็นทางการ! ] เสียงของเสี่ยวจือดังขึ้นในโสตประสาท คราวนี้น้ำเสียงของมันเจือไปด้วยความภาคภูมิใจ [ สิ่งที่ท่านเห็นอยู่เบื้องหน้าคือ 'บ่อน้ำพุวิญญาณ' แหล่งกำเนิดพลังชีวิตแห่งมิตินี้ ข้าสัมผัสได้ว่าร่างกายของท่านเข้าขั้นวิกฤตแล้ว มัวยืนบื้ออยู่ไย รีบดื่มน้ำนั่นเสียสิ! ]
หลินซินไม่รอให้ระบบปากเจื้อยแจ้วต้องเตือนซ้ำ สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดสั่งการให้ร่างบอบบางพุ่งตัวเข้าไปหาขอบบ่อ นางคุกเข่าลง วรรคหยาดน้ำใสกระจ่างขึ้นมาจรดริมฝีปากที่แห้งผาก
ทันทีที่น้ำพุวิญญาณไหลล่วงเลยลำคอ ความรู้สึกเย็นสดชื่นดุจหยาดน้ำค้างชโลมผืนดินแห้งแล้งก็แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ความวิงเวียนหน้ามืดราวกับโลกหมุนคว้างเมื่อครู่ปลาสนาการไปสิ้น ความหิวโหยที่กัดกินกระเพาะจนปวดร้าวถูกแทนที่ด้วยกระแสพลังงานอุ่นๆ ที่ไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณและกล้ามเนื้อทุกมัด หลินซินสูดลมหายใจเข้าลึก ดวงตาหงส์เบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง พละกำลังที่เคยเหือดหายกลับฟื้นคืนมาอย่างสมบูรณ์ในชั่วพริบตา!
"น้ำนี่... สรรพคุณยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้เชียวหรือ ทั้งฟื้นฟูกำลังกายและหล่อเลี้ยงเซลล์ที่เสื่อมโทรม" นางพึมพำอย่างทึ่งจัด แววตาของอดีตแพทย์ทหารหญิงเปล่งประกายวาววับ
[ แน่นอนอยู่แล้ว! ] เสี่ยวจือโอ้อวด [ และความลับของมิตินี้ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น ข้าได้ทำการตรวจสอบสภาพดินในแปลงเพาะปลูกนี้แล้ว พบว่ามีแร่ธาตุอัดแน่นอยู่ในระดับสูงสุด ทว่าสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ 'กฎเกณฑ์แห่งกาลเวลา' ในพื้นที่แห่งนี้ อัตราการเจริญเติบโตของพืชพรรณถูกเร่งเร้าให้รวดเร็วกว่าปกติ หนึ่งวันในโลกภายนอก เทียบเท่ากับสิบวันในมิตินี้! ]
"หนึ่งวันเท่ากับสิบวัน..." หลินซินทวนคำ รอยยิ้มมั่นใจปรากฏขึ้นบนมุมปาก หากเป็นเช่นนี้ ขอเพียงนางหาเมล็ดพันธุ์พืชผักหรือสมุนไพรมาได้ นางก็สามารถเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเวลาอันสั้น นี่คือเส้นทางพลิกฟื้นวิกฤตความอดอยากและปูทางสู่ความมั่งคั่งที่สวรรค์ประทานให้ชัดๆ!
ทว่าก่อนที่นางจะทันได้วางแผนการเกษตรในหัว เสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาก็ดังแว่วมาจากโลกภายนอก หลินซินสะดุ้ง นึกขึ้นได้ว่าหลินอวี่น้องชายตัวน้อยยังคงรออยู่ข้างนอก นางจึงตั้งสมาธิ นำกระบอกไม้ไผ่ที่พกติดตัวมาตักน้ำพุวิญญาณจนเต็ม ก่อนจะกำหนดจิตออกจากมิติลับ
ภาพเบื้องหน้าตัดกลับมาที่ลานดินแห้งแล้งหน้าบ้าน หลินอวี่กำลังนั่งน้ำตาคลอเบ้าอยู่ข้างผืนดินที่นางเพิ่งพิจารณาไปเมื่อครู่ เด็กน้อยเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นพี่สาวปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งก็ถลาเข้ามากอดขาแน่น
"พี่ใหญ่! ท่าน... ท่านหายไปไหนมา อวี่เอ๋อร์นึกว่าท่านล้มไปแล้ว"
"พี่อยู่นี่แล้ว ไม่เป็นไร" หลินซินลูบศีรษะน้องชายอย่างอ่อนโยน สังเกตเห็นใบหน้าซูบซีดและร่างกายที่ผอมโซจนหนังหุ้มกระดูกของเด็กน้อย อาการขาดสารอาหารของเขารุนแรงไม่แพ้นางเลย นางจึงรีบเทน้ำพุวิญญาณปริมาณเล็กน้อยลงในชามกระเบื้องบิ่นๆ ผสมกับน้ำต้มสุกที่เหลืออยู่ในครัว เพื่อเจือจางฤทธิ์ยาไม่ให้รุนแรงเกินไปสำหรับร่างกายที่อ่อนแอของเด็กน้อย
"ดื่มนี่เสียสิอวี่เอ๋อร์ น้ำนี่จะทำให้เจ้ามีแรง"
หลินอวี่รับชามไปดื่มอย่างว่าง่าย ทันทีที่น้ำอุ่นๆ ไหลลงท้อง ดวงตากลมโตของเด็กน้อยก็เบิกกว้าง "พี่ใหญ่! น้ำนี่หวานจังเลย ร้อนวูบวาบในท้องด้วย ข้า... ข้ารู้สึกไม่เหนื่อยแล้ว!" สีหน้าของเขาดูมีเลือดฝาดขึ้นทันตาเห็น อาการสั่นเทาจากความหิวโหยทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด
หลินซินยิ้มรับ เมื่อจัดการเรื่องเร่งด่วนสำเร็จ นางก็ลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองไปทางชายป่าตีนเขาหมอกซ่อนที่อยู่ไม่ไกลจากหลังบ้านนัก "เอาล่ะ ในเมื่อพวกเรามีแรงแล้ว ก็ถึงเวลาต้องหาเสบียงจริงๆ เสียที รอพี่เดี๋ยวนะ"
ด้วยความรู้ด้านพฤกษศาสตร์และการเอาตัวรอดในป่าของทหาร หลินซินเดินลัดเลาะไปตามชายป่า สายตาเฉียบคมกวาดมองพงหญ้าและลักษณะของดิน เพียงไม่นานนางก็สังเกตเห็นเถาวัลย์ชนิดหนึ่งที่มีใบรูปหัวใจเลื้อยพันอยู่ใกล้โคนต้นไม้ใหญ่ นางย่อตัวลงใช้ท่อนไม้ปลายแหลมขุดลงไปในดินร่วนซุยอย่างชำนาญ เพียงครู่เดียว มันเทศป่าหัวอวบอ้วนสีแดงอมม่วงหลายหัวก็ถูกดึงขึ้นมาจากผืนดิน
หลินซินหอบมันเทศป่ากลับมาที่ครัวซอมซ่อ นางจัดการล้างทำความสะอาดอย่างหมดจด ก่อไฟในเตาดินเหนียวด้วยทักษะที่คล่องแคล่ว นำมันเทศลงไปต้มในหม้อดินใบเก่า เติมน้ำพุวิญญาณลงไปอีกหยดสองหยดเพื่อเพิ่มสรรพคุณบำรุงม้ามและกระเพาะอาหารตามหลักโภชนาการแพทย์
ไม่นานนัก กลิ่นหอมหวานละมุนของมันเทศต้มก็ลอยกรุ่นไปทั่วบริเวณลานบ้าน เป็นกลิ่นของอาหารมื้อแรกที่แท้จริงนับตั้งแต่นางทะลุมิติมา หลินอวี่นั่งกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ดวงตาจ้องมองควันฉุยที่ลอยขึ้นจากหม้อไม่วางตา
เมื่อมันเทศสุกได้ที่ หลินซินก็แบ่งหัวที่ใหญ่ที่สุดและเนื้อนุ่มที่สุดให้น้องชาย เนื้อมันเทศสีเหลืองทองส่งควันกรุ่น รสชาติหวานล้ำและนุ่มลิ้นผสานกับพลังปราณอ่อนๆ จากน้ำพุวิญญาณ ทำให้สองพี่น้องกินกันอย่างเอร็ดอร่อยจนหมดเกลี้ยง ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วช่องท้อง ขับไล่ความเหน็บหนาวและสิ้นหวังออกไปจนหมดสิ้น
หลินซินมองดูซากรั้วไม้ที่ผุพังและแปลงดินหน้าบ้านที่เต็มไปด้วยวัชพืช พรุ่งนี้นางจะต้องเริ่มถางหญ้าและปรับปรุงดินอย่างจริงจังเสียที ทว่าในขณะที่นางกำลังวาดฝันถึงแปลงผักในวันพรุ่งนี้นั้นเอง โสตประสาทที่เฉียบคมดุจหมาป่าของนางพลันกระตุก
'กรอบ...'
เสียงกิ่งไม้แห้งหักดังแว่วมาจากพุ่มไม้ทึบด้านนอกรั้วที่พังทลาย แม้จะแผ่วเบาเพียงใดแต่ก็ไม่อาจรอดพ้นหูของนางไปได้ หลินซินหรี่ตาลงรังสีอำมหิตวาบผ่านดวงตาคู่สวย เงาดำสายหนึ่งกำลังวูบไหวซ่อนตัวอยู่ในความมืดมิดยามราตรี คล้ายกำลังจดจ้องมองมาที่บ้านไร่ของนางอย่างประสงค์ร้าย!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เพื่อนบ้านผู้ใจดีแห่งหมู่บ้านชิงสุ่ย]**