ตอนที่ 4

***บทที่ 4: เพื่อนบ้านผู้ใจดีแห่งหมู่บ้านชิงสุ่ย***

ดวงตาหงส์หรี่แคบลง รังสีอำมหิตวาบผ่านแววตาคู่สวยของหลินซิน นางคว้าท่อนไม้ปลายแหลมที่ใช้ขุดมันเทศเมื่อครู่มากระชับไว้ในมือ พลิกกายวูบเดียวก็เร้นซ่อนเข้าสู่เงามืดใต้ต้นไม้ใหญ่ราวกับมัจจุราชไร้เงา สัญชาตญาณของแพทย์ทหารหน่วยรบพิเศษถูกปลุกเร้าจนถึงขีดสุด

นางชะโงกหน้ามองผ่านรอยแยกของรั้วผุพัง เพ่งสายตาฝ่าความมืดมิด เห็นเพียงเงาร่างสายหนึ่งกำลังลุกลี้ลุกลน คล้ายตกใจกับความเงียบสงัดที่จู่ๆ ก็แผ่ซ่านออกมารอบตัวเรือน เงาสายนั้นสะดุดกิ่งไม้จนล้มลุกคลุกคลาน ก่อนจะตะเกียกตะกายวิ่งหนีหายไปในความมืดมิดของพงหญ้า

หลินซินแค่นเสียงหยันในลำคอ 'ดูท่ากลิ่นหอมของมันเทศต้มจะเรียกสุนัขขี้ขโมยมาป้วนเปี้ยนเสียแล้ว' ทว่ายามนี้นางยังไม่อยากแหวกหญ้าให้งูตื่น จึงถอนสายตากลับมาและเร้นกายเข้าเรือนไปพักผ่อน เก็บออมเรี่ยวแรงไว้สะสางงานใหญ่ในการพลิกฟื้นผืนดินวันพรุ่งนี้

รุ่งอรุณเบิกฟ้า แสงสีทองสาดส่องลงมายังหมู่บ้านชิงสุ่ย ขับไล่ไอหมอกยามเช้าให้มลายหายไป หลินซินตื่นแต่เช้าตรู่ สวมชุดผ้าหยาบที่แม้จะเก่าซอมซ่อแต่ก็ถูกซักจนสะอาดสะอ้าน นางยืนกอดอกจ้องมองลานดินหน้าบ้านที่เต็มไปด้วยหญ้าคาและวัชพืชสูงเทียมเข่า

[เสียงของเสี่ยวจือดังขึ้นในหัว: "ติ๊ง! ระบบทำการวิเคราะห์สภาพดินเสร็จสิ้น ตรวจพบดินร่วนปนทราย มีสภาพความเป็นกรดสูงและขาดแร่ธาตุที่จำเป็น หากท่านฝืนปลูกพืชลงไปตอนนี้ รับรองว่าผลผลิตจะแคระแกร็นยิ่งกว่าหัวไชเท้าตากแห้งแน่นอน ขอแนะนำให้ท่านใช้ขี้เถ้าจากเตาไฟมาโรยผสมเพื่อปรับสมดุลของดินเสียก่อน"]

หลินซินพยักหน้ารับรู้ในใจ นางถกแขนเสื้อขึ้นแล้วลงมือถอนวัชพืชด้วยมือเปล่าอย่างไม่ย่อท้อ ท่ามกลางหยาดเหงื่อที่เริ่มผุดพราย หลินอวี่ตัวน้อยที่เพิ่งตื่นนอนก็วิ่งเตาะแตะเข้ามาช่วยดึงหญ้าต้นเล็กๆ อย่างแข็งขัน แม้เรี่ยวแรงของเด็กวัยนี้จะมีน้อยนิด แต่น้ำใจและความกตัญญูของน้องชายก็ทำให้หัวใจที่เคยด้านชาของดรุณีสาวอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด

"ไอหยา! อาซิน อาอวี่ พวกเจ้าทำอันใดกันแต่เช้าตรู่"

เสียงอุทานด้วยความประหลาดใจดังมาจากหน้ารั้ว หลินซินเงยหน้าขึ้น สบเข้ากับสตรีวัยกลางคนผู้มีใบหน้าอวบอิ่ม สวมชุดผ้าฝ้ายสีน้ำตาลท่วงทีทะมัดทะแมง ขุมความทรงจำของร่างเดิมบ่งบอกว่านางคือ 'เฉินกุ้ยอิง' ภรรยาพรานป่าผู้เป็นเพื่อนบ้านติดกัน ด้านหลังของนางมีเด็กหญิงตัวน้อยถักเปียคู่ หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรานามว่า 'โจวเสี่ยวเหมียว' ซ่อนตัวอยู่และชะโงกหน้ามองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น

เฉินกุ้ยอิงมองดูมือเรียวเล็กของหลินซินที่เต็มไปด้วยคราบดินและรอยบาดริ้วๆ จากใบหญ้าคา ก็บังเกิดความเวทนาจับใจ สองพี่น้องตระกูลหลินถูกป้าสะใภ้ใจดำขับไล่ไสส่งให้มาอยู่เรือนท้ายหมู่บ้าน ใครในละแวกนี้เล่าจะไม่รู้ชะตากรรมอันน่ารันทด

"ใช้มือเปล่าดึงหญ้าเช่นนั้นจะเสร็จเมื่อใดกัน มารดาเจ้าเถอะ! รับนี่ไป" เฉินกุ้ยอิงยื่นจอบและเสียมเก่าๆ ทว่ายังคงสภาพดีและหน้าเหล็กยังคมกริบข้ามรั้วมาให้ พร้อมกับยัดห่อผ้าใบเล็กใส่มือหลินซิน "นี่คือเมล็ดผักกาดขาวชุดแรกของฤดูกาล ข้าแบ่งมาให้ ขืนพวกเจ้ามัวแต่งมหาของป่ากินประทังชีวิต มีหวังได้อดตายก่อนเข้าฤดูหนาวเป็นแน่"

หลินซินรับห่อเมล็ดพันธุ์มาด้วยความซาบซึ้งใจ ประกายตาของนางทอแสงเจิดจ้า นี่คือ 'จุดเริ่มต้น' ของการพลิกฟื้นชีวิตและการทำฟาร์มที่นางโหยหา "ขอบคุณท่านป้าเฉิน น้ำใจนี้ข้าหลินซินจะไม่มีวันลืมเจ้าค่ะ"

ในขณะเดียวกัน โจวเสี่ยวเหมียวก็วิ่งอ้อมรั้วเข้ามา ยิ้มแฉ่งให้หลินอวี่ "น้องชายอวี่ ไปเก็บกิ่งไม้แห้งตรงชายป่ากับข้าเถอะ ปล่อยให้พี่สาวเจ้าทำงานไป พวกเราไปหาลูกไม้ป่ากินกันดีกว่า!"

หลินอวี่หันมามองพี่สาวอย่างขออนุญาต เมื่อหลินซินพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน เด็กน้อยทั้งสองก็จูงมือกันวิ่งเล่นออกไปอย่างเริงร่า การมีโจวเสี่ยวเหมียวมาช่วยดูแลน้องชาย ทำให้หลินซินเบาใจและสามารถทุ่มเทสมาธิให้กับการพลิกหน้าดินได้อย่างเต็มที่

ด้วยจอบและเสียมของเฉินกุ้ยอิง ประกอบกับพละกำลังที่เริ่มฟื้นฟูจากการดื่มกินน้ำพุวิญญาณ เพียงชั่วครึ่งค่อนวัน แปลงดินหน้าบ้านก็ถูกพลิกและพรวนจนร่วนซุย หลินซินนำขี้เถ้าจากเตาไฟมาโรยคลุกเคล้าตามคำแนะนำของเสี่ยวจือเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับลงเมล็ดพันธุ์

เมื่อเสร็จสิ้นงานของตน นางทอดสายตาไปยังรั้วไม้ไผ่ฝั่งบ้านของเฉินกุ้ยอิงที่เอนล้มลงมาครึ่งแถบ คาดว่าคงถูกลมพายุหรืองูป่าเลื้อยชนเมื่อหลายวันก่อน หลินซินไม่รอช้า นางเดินเข้าไปหอบเถาวัลย์เหนียวที่เพิ่งถางทิ้งมาจัดการลอกเปลือกออกจนเหลือแต่แกนในที่เหนียวทนทาน

นางใช้ความรู้ของอดีตทหาร ผสานทักษะการผูกเชือกเงื่อนกระตุกและเงื่อนขัดสมาธิซ้อน นิ้วมือเรียวถักทอเถาวัลย์พันรัดกระบอกไม้ไผ่เข้าด้วยกันอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทุกปมแน่นหนาราวกับหล่อด้วยเหล็กกล้า ดึงรั้งโครงสร้างให้สมดุล เพียงไม่นาน รั้วที่เคยโงนเงนก็กลับมาตั้งตระหง่าน แข็งแรงยิ่งกว่าตอนสร้างใหม่เสียอีก

เฉินกุ้ยอิงที่เพิ่งเดินออกมาดูถึงกับเบิกตากว้างอ้าปากค้าง "สวรรค์! อาซิน เจ้าไปเรียนวิชาผูกเงื่อนที่แน่นหนาปานนี้มาจากที่ใดกัน แม้แต่สามีพรานป่าของข้ายังทำไม่ได้ถึงเพียงนี้!"

หลินซินเพียงแย้มยิ้มบางๆ อย่างถ่อมตน "บิดาเคยสอนทักษะเอาตัวรอดไว้ก่อนสิ้นใจเจ้าค่ะ ท่านป้ามีน้ำใจมอบเมล็ดพันธุ์และให้ยืมเครื่องมือ เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ถือเป็นการตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ จากข้า"

เฉินกุ้ยอิงมองดรุณีตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เด็กสาวที่เคยเอาแต่อมทุกข์และหวาดกลัวผู้คน บัดนี้กลับมีกลิ่นอายความองอาจและมั่นคงแผ่ซ่านออกมาอย่างประหลาด นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชมอยู่ลึกๆ

พลบค่ำมาเยือน แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องอาบไล้เรือนซอมซ่อ หลินซินเช็ดตัวและส่งน้องชายเข้านอนจนหลับสนิท นางนั่งอยู่ริมหน้าต่าง วางห่อเมล็ดผักกาดขาวลงบนโต๊ะไม้อย่างทะนุถนอม

นางแบ่งเมล็ดพันธุ์ออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเตรียมไว้ปลูกในแปลงดินหน้าบ้านพรุ่งนี้เช้า ส่วนอีกครึ่ง... นางกำไว้ในมือแน่น จิตใต้สำนึกเชื่อมต่อกับปิ่นเงินบนมวยผม เตรียมตัวก้าวเข้าสู่ 'สวนโอสถเร้นลับ' เพื่อทดลองปลูกในมิติที่กฎเกณฑ์แห่งเวลาเดินเร็วกว่าโลกภายนอก

[เสี่ยวจือเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจังเจือความกังวล: "นายหญิง เมล็ดผักกาดขาวพวกนี้เป็นเพียงสายพันธุ์ธรรมดาสามัญ หากท่านนำไปแช่หรือรดด้วยน้ำพุวิญญาณโดยตรง พลังปราณฟ้าดินที่เข้มข้นเกินไปอาจทำให้เกิดผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง โปรดเจือจางน้ำก่อนการใช้งาน!"]

หลินซินเลิกคิ้วขึ้นด้วยความท้าทาย สัญชาตญาณนักวิจัยในสายเลือดแพทย์กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น นางหยิบชามดินเผาใส่น้ำพุวิญญาณบริสุทธิ์ที่ตักมาจากในมิติเพียงหนึ่งหยด แล้วค่อยๆ หย่อนเมล็ดผักกาดขาวลงไปหนึ่งเมล็ดเพื่อทดสอบปฏิกิริยา

'ฟู่!'

วินาทีที่เมล็ดพันธุ์สัมผัสผิวน้ำ เสียงฟองอากาศพลันแตกตัวดังสนั่น เปลือกเมล็ดสีน้ำตาลปริแตกออกอย่างรุนแรง รากสีขาวอมเขียวพุ่งพรวดออกมาดุจหนวดปลาหมึก มันยืดขยายอย่างบ้าคลั่งด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองเห็น ตวัดรัดขอบชามดินเผาจนเกิดรอยร้าว 'แกรก...' ก่อนที่เถาใบสีเขียวมรกตที่คมกริบราวกับใบมีด จะพุ่งทะยานเข้าใส่ใบหน้าของหลินซินราวกับอสรพิษฉกเหยื่อ!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การเพาะปลูกครั้งแรกในมิติลับ]**