ตอนที่ 31

## ตอนที่ 31: จักต้องซื้อ! ซื้อ! ซื้อ!

เมื่อท่านผู้ใหญ่บ้านกล่าวจบ ก็สะบัดแขนเสื้อจากไป ทิ้งไว้เพียงความขุ่นเคืองใจ

เรื่องราวนี้ช่างคลุมเครือ ยากจะอธิบาย ยากจะจัดการ หากไม่รีบสะสาง ปล่อยให้บานปลายไป คงยิ่งยุ่งยากกว่านี้เป็นแน่ บัดนี้ เขาเองก็เสียหน้าเต็มทน มิอาจทนแบกหน้านี้ต่อไปได้ หากผู้อื่นไม่เห็นแก่หน้า แต่ท่านผู้ใหญ่บ้านผู้นี้จักมิให้มีหน้ามีตาได้อย่างไร

ครั้นเห็นผู้ใหญ่บ้านจากไป จางคนขายเนื้อก็ถึงกับตะลึงงัน ไฉนท่านผู้ใหญ่บ้านจึงจากไปเช่นนี้? เหตุการณ์มิควรเป็นเช่นนี้กระนั้นหรือ?

เมื่อผู้ใหญ่บ้านจากไป เย่จิ่นเหนียนก็หรี่ตาลง กำหมัดแน่น จ้องมองจางคนขายเนื้อเขม็ง “ยังไม่รีบไสหัวไป! หากยังไม่ไป ข้าจักถลกหนัง เลาะกระดูกเจ้า!” เมื่อเย่จิ่นเหนียนกล่าวจบ สวี่หยุนเซิงที่อยู่ข้างกายก็เตรียมลงมือ จางคนขายเนื้อหวาดหวั่นในใจ มิกล้าโต้ตอบ รีบหางจุกตูดวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว

ผู้ก่อเรื่องในลานบ้านจากไปหมดแล้ว เย่เฟยและเย่สวี่ซื่อยังคงไม่อยากจะเชื่อสายตา ในยามปกติ คนเหล่านี้จักต้องอาละวาดไปครึ่งค่อนวัน ไฉนวันนี้จึงจากไปง่ายดายเช่นนี้?

เย่เฟยเดินไปหาบุตรีด้วยความกังวล กล่าวว่า “เหนียนเหนียน วันนี้พวกมันจากไปง่ายดายเช่นนี้ เกรงว่าคงมิยอมรามือกระมัง? หากพวกมันกลับมาก่อเรื่องอีก จักทำประการใดดี?”

เย่จิ่นเหนียนตบไหล่บิดาเบาๆ แย้มยิ้มปลอบโยน “วางใจเถิดท่านพ่อ พวกมันจักมิกลับมา แม้พวกมันอยาก พวกมันก็มิกล้าทำตัวเป็นศัตรูกับท่านผู้ใหญ่บ้าน มิฉะนั้น ท่านผู้ใหญ่บ้านจักเอาหน้าไปไว้ที่ใด?” “นับแต่วันนี้ไป ข้าจักให้พวกมันทุกคนได้เห็นกับตาว่าชีวิตของตระกูลเย่ของพวกเราดีขึ้นทุกวัน ให้พวกมันได้แต่กินน้ำลายเปล่าๆ อิจฉาริษยาไปเถิด!” วันนี้ข้ากลืนลมหายใจนี้มิลง ข้ามิเพียงแต่จักต้องหาเงิน ข้าจักต้องหาเงินอย่างเปิดเผย ให้ทุกคนได้อิจฉา

หนทางดับคำนินทาว่าร้าย มิใช่การโต้เถียง แต่เป็นการใช้ความจริงพิสูจน์ ทำให้ทุกคนต้องตะลึงงัน

เย่จิ่นเหนียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง การหาเงินด้วยวิธีเช่นนี้ในปัจจุบันคงมิพอ บ้านเรามีคนมากมาย มิอาจหวังพึ่งนางเพียงผู้เดียวได้

เมื่อมีความคิดแล้ว เย่จิ่นเหนียนก็ตัดสินใจแน่วแน่ เดินทางไปยังตลาดในเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นางพาเย่ฉือ เย่เหวิน และเย่ฉู่ไปด้วยกัน เมื่อมาถึงตลาดที่ขายลูกสัตว์

“น้องหญิง พวกเราจักมาซื้อสิ่งใด?” เย่ฉือมองเห็นแต่ลูกไก่ ลูกหมู ลูกเป็ด กองพะเนินอยู่ตรงหน้า

เย่จิ่นเหนียนหยิบถุงเงินออกมาจากอก ภายในบรรจุเงินเต็มเปี่ยม “ท่านพี่ วันนี้พวกเราจักซื้อของมากมาย ต่อไปบ้านของพวกเราจักต้องกลายเป็นฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่”

เย่เฟยเกาหัวด้วยความสงสัย ถามด้วยความข้องใจ “ฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่? หมายความว่าอย่างไร?”

“หมายความว่า เดี๋ยวท่านก็รู้เอง” เย่จิ่นเหนียนหัวเราะแห้งๆ ลืมไปว่าคนเหล่านี้มิรู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร

เย่จิ่นเหนียนหยิบเงินออกจากถุง มอบให้พี่น้องทั้งสามคน คนละสองตำลึง จากนั้นกวักมือเรียกพวกเขา

ทั้งสี่คนยืนล้อมวงกันเป็นวงกลมเล็กๆ เย่จิ่นเหนียนจึงกล่าวว่า “ข้าจักถ่ายทอดวิธีการเลือกซื้อลูกสัตว์ที่แข็งแรงให้แก่พวกเจ้า พวกเจ้าจักต้องจดจำให้ดี ตอนซื้อจักต้องใช้สายตาให้ดี อย่าให้ถูกหลอก” “ท่านพี่ ท่านรับหน้าที่ซื้อลูกหมู ลูกหมูที่แข็งแรง ดวงตาจักต้องเป็นประกาย ไม่มีขี้ตา เมื่อเห็นคนจักต้องกลัว เสียงจักต้องแหลมเล็ก ขนจักต้องเป็นเงางาม ปากจักต้องปิดสนิท ซื้อตามนี้ก็ไม่มีปัญหา” “พี่รอง เจ้าไปซื้อลูกเป็ด เลือกตัวที่กระปรี้กระเปร่า ว่องไว ขนแน่นเป็นเงางาม ตาและจมูกสะอาด อุจจาระปกติ” “น้องสาม รับผิดชอบลูกไก่ ก็ต้องเลือกตัวที่กระปรี้กระเปร่า ว่องไว ไม่ซึมเศร้า ขนสีสดใส กินเก่ง กระโดดโลดเต้น จำไว้ว่าไม่ว่าอีกฝ่ายจักพูดดีเพียงใด พวกเจ้าก็เลือกตามที่ข้าบอกก็พอ” การซื้อลูกสัตว์นั้นมีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย พ่อค้าใจทรามมักจักนำลูกสัตว์ที่ป่วย อ่อนแอ ใกล้ตาย มาปะปนขายด้วยกันเสมอ

ผู้ที่ไม่รู้จักแยกแยะ เมื่อซื้อกลับไป มักจักเลี้ยงได้ไม่ถึงสามวันก็ตายหมด อย่างเร็วที่สุดก็ตายตั้งแต่คืนแรก

หากมิใช่เพราะเมื่อก่อนมีคุณยายข้างบ้าน มักจักชวนนางไปซื้อด้วยกัน แถมยังสอนนาง นางเองก็คงมิรู้ว่าภายในมีเล่ห์เหลี่ยมมากมายเพียงนี้

เย่เฟยเห็นเย่จิ่นเหนียนกำลังจะไป จึงคว้าแขนของนางไว้โดยสัญชาตญาณ “น้องหญิง เจ้าจักไปที่ใด มิไปด้วยกันกับพวกเราหรือ?”

“ข้าไปจ้างรถ มิเช่นนั้นของมากมายเพียงนี้ พวกท่านคิดว่าพวกเราสี่คนจักแบกกลับไปได้อย่างไร?” เย่จิ่นเหนียนหัวเราะเบาๆ อย่างจนปัญญา เดินไปยังอีกฝั่งของตลาด

ทางด้านตะวันออกของตลาด ล้วนแต่เป็นที่ขายม้า จ้างม้า รถเทียมม้า มีทุกสิ่ง

นางเดินวนอยู่ข้างในพักหนึ่ง ก็จ้างรถเทียมม้าที่สามารถบรรทุกสินค้าได้คันหนึ่ง และจ้างรถเทียมม้าสำหรับนั่งอีกคันหนึ่ง

เมื่อจ่ายเงินมัดจำ คนขับรถก็รับเงินไว้ จากนั้นก็เดินตามเย่จิ่นเหนียนไป ทำงานตามค่าจ้าง

ก่อนไปหาเย่ฉือและคนอื่นๆ เย่จิ่นเหนียนซื้อผ้าผ่อน เมล็ดพันธุ์ ของกิน ของใช้ มากมายจนเต็มไปหมด

บ้านเรือนได้รับการซ่อมแซมแล้ว แต่เฟอร์นิเจอร์ภายในก็จำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ โต๊ะเก้าอี้ในบ้านดูท่าทางใกล้จะพังมิพังแหล่

เมื่อหาเย่ฉือและคนอื่นๆ พบ เย่จิ่นเหนียนก็ซื้อลูกสุนัขมาสิบตัว เลี้ยงสัตว์ไว้ในบ้านมากมาย มิกลัวขโมยมาลัก กลัวแต่ขโมยมาเล็ง เลี้ยงตัวที่เฝ้าบ้านได้ก็ย่อมมีประโยชน์

เย่จิ่นเหนียนเห็นพี่ชายของตนเองอยู่ในฝูงชน จึงรีบโบกมือให้พวกเขา “ท่านพี่ ข้าอยู่นี่ รีบมาเร็วเข้า!” พลางเรียกชื่อพวกเขา เย่จิ่นเหนียนก็รีบเข้าไปช่วยพวกเขาถือของ

เมื่อซื้อแยกกันดูเหมือนจะไม่มาก แต่เมื่อนำมารวมกันแล้วก็มิใช่น้อยๆ

ช่วยพวกเขาขนลูกสัตว์ที่ซื้อมาขึ้นรถ เย่จิ่นเหนียนก็ตรวจสอบทีละตัว ลูกสัตว์ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพดี แต่ก็มีบางตัวที่ดูไม่ค่อยกระปรี้กระเปร่าเท่าใดนัก เท่านี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว

เย่จิ่นเหนียนให้พวกเขานั่งรถเทียมม้า ชี้ไปที่ผักต่างๆ กล่าวว่า “ท่านพี่ ซื้อของเกือบครบแล้ว พวกเรากลับบ้านกันเถิด” “วันนี้ข้ายังซื้อของกินมามากมาย ทั้งไก่ ทั้งปลา ตกเย็นกลับไปจักทำของอร่อยๆ ให้พวกท่านกิน” “เอ่อ… น้องหญิง มิสู้พวกเรามิขึ้นรถดีกว่า จะได้ประหยัดเงินได้บ้าง จ้างรถเทียมม้าคงแพงน่าดู?” เย่ฉือลังเลเล็กน้อย ยืนอยู่ข้างรถเทียมม้ามิขยับ

การจ้างรถเทียมม้าคงต้องใช้เงินมากมาย หากพวกเขาไม่นั่ง ก็จักประหยัดเงินส่วนนี้ได้

เย่จิ่นเหนียนยกมือขึ้นกุมขมับอย่างจนปัญญา ดันพี่ชายทั้งสามคนขึ้นรถเทียมม้า กล่าวเตือนอย่างจริงจังว่า “ท่านพี่ทั้งหลาย วันนี้ซื้อของมามากมาย เหนื่อยมิใช่น้อย หากเดินกลับไป มิเป็นการทรมานเกินไปหรือ?” “อีกอย่าง สถานที่ที่ควรจ่ายเงินก็ต้องจ่ายเงิน จะประหยัดมิได้ วันนี้ข้าจักต้องเดินผ่านหน้าหมู่บ้าน ข้าจักต้องให้พวกเขาได้เห็นว่าบ้านของพวกเราดีขึ้นเพียงใด” “อีกทั้งเงินค่ารถเทียมม้า ข้าก็จ่ายไปแล้ว พวกเขาคงมิคืนให้ข้า ท่านทั้งหลายนั่งอย่างสบายใจเถิด” คนตระกูลเย่เนื่องจากเคยประสบเคราะห์กรรมมาก่อน จึงมีสภาพจิตใจเหมือนผู้ประสบภัยพิบัติ บัดนี้มีเงินแล้ว ก็ยังอยากจะประหยัดได้ก็ประหยัด

การกระทำของเย่จิ่นเหนียนเช่นนี้ มิใช่เพื่อต้องการให้พวกเขาใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย แต่เพื่อต้องการบอกพวกเขาว่า บ้านของพวกเขาจักต้องดีขึ้นเรื่อยๆ