พายุหิมะและการขับไล่ดาวไม้กวาด

ไอเย็นยะเยือกเสียดแทงเข้ากระดูกพร้อมกับความเจ็บปวดรวดร้าวที่แล่นปราดขึ้นมาจากท้ายทอย เซียวอวิ๋นซีลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ท่ามกลางเสียงแหลมสูงเสียดแก้วหูที่สาดใส่หน้านางไม่หยุดหย่อน

“ยังจะนอนกินบ้านกินเมืองอยู่อีกรึ! นังดาวไม้กวาด! สามีตายไปได้ไม่กี่วันก็ทำตัวเป็นคุณนาย คิดว่าเงินชดเชยนี่จะตกถึงท้องแกกับลูกชายตัวซวยของแกหรือไง ฝันไปเถอะ!”

ภาพตรงหน้าพร่าเลือน ก่อนจะค่อยๆ ปรับความคมชัด เผยให้เห็นใบหน้าเหี่ยวย่นบูดเบี้ยวของหญิงชราในชุดผ้าฝ้ายสีเทาเก่าซอมซ่อ ดวงตาที่เรียวเล็กดุจตาหงส์คู่นั้นกำลังจ้องเขม็งมาที่นางด้วยความชิงชัง ในมือกำปึกธนบัตรเก่าๆ ไว้แน่นราวกับกลัวใครจะมาแย่งชิง

เซียวอวิ๋นซีขมวดคิ้ว... นางคือศัลยแพทย์แผนกฉุกเฉินไม่ใช่หรือ? เพิ่งจะผ่าตัดเคสฉุกเฉินติดต่อกันสี่สิบแปดชั่วโมงไม่ใช่หรือไร? ความทรงจำสุดท้ายคือภาพโคมไฟในห้องผ่าตัดที่สว่างจ้า ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไปพร้อมกับอาการหัวใจวายเฉียบพลัน แล้วที่นี่คือที่ไหน?

ขณะที่สมองกำลังประมวลผลอย่างสับสน ความทรงจำที่ไม่ใช่ของนางก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก ‘เซียวอวิ๋นซี’ สะใภ้สามแห่งตระกูลหลินแห่งหมู่บ้านเถาซีในยุคปี 1974... หญิงสาวอาภัพที่สามีเพิ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในเหมืองถ่านหินเมื่อเจ็ดวันก่อน ทิ้งนางไว้กับลูกชายวัยสามขวบที่กำลังป่วยหนัก...

และหญิงชราตรงหน้าคือหวังชุนฮวา แม่สามีของนาง!

“ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้! เงินชดเชยสามร้อยหยวนนี่เป็นของตระกูลหลิน เป็นเงินที่ลูกชายข้าใช้ชีวิตแลกมา ไม่ใช่ของแม่ม่ายตัวซวยอย่างแก!” หวังชุนฮวาตวาดลั่น น้ำลายกระเซ็นเป็นฝอย

เซียวอวิ๋นซีพยุงกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงอิฐหรือที่เรียกกันว่า ‘คัง’ ความเย็นเฉียบของมันแทรกผ่านเสื้อผ้าบางๆ เข้ามาถึงผิวเนื้อ ศีรษะยังคงปวดตุบๆ แต่สติปัญญากลับแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ นางเหลือบมองไปที่มุมห้อง เด็กชายร่างเล็กนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเก่าขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าแดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุก ลมหายใจหอบกระเส่าบ่งบอกถึงอาการป่วยที่น่าเป็นห่วง นั่นคือ ‘เสี่ยวอัน’ ลูกชายของนางในภพชาตินี้

นางทะลุมิติมาจริงๆ... มาอยู่ในยุคสมัยที่แร้นแค้นและขาดแคลนทุกสิ่งอย่าง

“ท่านแม่ ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร” เซียวอวิ๋นซีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พยายามปรับตัวให้เข้ากับบทบาทใหม่ ความทรงจำของร่างเดิมบอกนางว่า หญิงสาวผู้นี้อ่อนแอและขี้ขลาดเกินไป ถูกกดขี่ข่มเหงจนไม่กล้าสู้คน แต่นาง...เซียวอวิ๋นซีคนใหม่ ไม่ใช่!

“หมายความว่ายังไงรึ?” หวังชุนฮวายกมุมปากหยัน “ก็หมายความว่าแกกับลูกเป็นตัวหายนะน่ะสิ! ตั้งแต่แกแต่งเข้าบ้านมา มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นบ้างไหม? ปีแรกก็แล้งจัด ปีต่อมาก็หมูในบ้านล้มป่วย พอมาปีนี้...ลูกชายข้าก็ต้องมาตายเพราะแก! แกมันดาวไม้กวาดโดยแท้!”

คำกล่าวหาที่ไร้เหตุผลสิ้นดี! เซียวอวิ๋นซีแค่นเสียงในลำคอ ดวงตาที่เคยสับสนบัดนี้กลับฉายแววเย็นชาและคมกริบราวกับมีดผ่าตัด

ขณะนั้นเอง ประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามาพร้อมกับร่างของหญิงสาวอีกคนหนึ่ง นางคือจ้าวเหมย สะใภ้ใหญ่ของบ้านหลิน ภรรยาของหลินเจี้ยนกั๋ว พี่ชายคนโตของสามีนาง

“โอ๊ย ท่านแม่ ท่านจะไปต่อล้อต่อเถียงกับน้องสามให้เหนื่อยทำไมกันเจ้าคะ” จ้าวเหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน พลางปรายตามองเซียวอวิ๋นซีตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความดูแคลน “น้องสามช่างน่าสงสารนัก สามีเพิ่งตายไปไม่นาน ตอนนี้คงกำลังคิดว่าจะหาสามีใหม่ที่ไหนดีกระมัง”

คำพูดเสียดแทงราวกับเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้ามาในใจ ความทรงจำของร่างเดิมร่ำไห้ด้วยความเจ็บปวด แต่เซียวอวิ๋นซีคนปัจจุบันกลับรู้สึกเพียงความโกรธที่คุกรุ่นขึ้นมา

“หุบปาก!” เซียวอวิ๋นซีตวาดเสียงกร้าว ทำเอาทั้งหวังชุนฮวาและจ้าวเหมยถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะ พวกนางไม่เคยเห็นสะใภ้สามผู้อ่อนแอคนนี้แสดงท่าทีแข็งกร้าวเช่นนี้มาก่อน

จ้าวเหมยที่ได้สติก่อนใครกลับเชิดหน้าขึ้น “อวดดี! กล้าขึ้นเสียงกับข้ารึ นังแม่ม่ายไร้ค่า!” ว่าแล้วก็ก้าวฉับๆ เข้ามาหมายจะสั่งสอน

ทว่า...เร็วกว่าที่ใครจะคาดคิด!

เพียะ!

ฝ่ามือของเซียวอวิ๋นซีกระทบเข้ากับใบหน้าของจ้าวเหมยอย่างจัง! แรงตบนั้นไม่เบาเลยแม้แต่น้อย มันคือการระบายความอัดอั้นตันใจทั้งหมดของเจ้าของร่างเดิม และคือการประกาศศักดาของตัวตนนางในปัจจุบัน!

จ้าวเหมยกุมแก้มที่แดงก่ำด้วยความตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ “แก...แกกล้าตบข้า!”

“ตบแล้วจะทำไม?” เซียวอวิ๋นซีสวนกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ปากของพี่สะใภ้ใหญ่ช่างสกปรกนัก ข้าก็แค่ช่วยชำระล้างให้ จะได้ไม่พ่นวาจาต่ำทรามออกมาอีก!”

“นัง...นังสารเลว!” หวังชุนฮวากรีดร้องอย่างบ้าคลั่งเมื่อเห็นสะใภ้คนโปรดถูกตบ นางชี้หน้าเซียวอวิ๋นซี ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ “ดี! ดีมาก! ในเมื่อแกปีกกล้าขาแข็งถึงเพียงนี้ ก็ไสหัวออกไปจากบ้านข้าซะ! ไปเดี๋ยวนี้เลย! เอาลูกชายตัวซวยของแกไปด้วย ไปตายเอาดาบหน้า อย่ามาอาศัยบ้านหลินของข้าอีกต่อไป!”

นี่คือการขับไล่! ในคืนที่พายุหิมะโหมกระหน่ำเช่นนี้ การไล่แม่ม่ายกับลูกป่วยออกจากบ้านไม่ต่างอะไรกับการผลักไสให้ไปตาย!

เซียวอวิ๋นซีเหลือบมองหิมะสีขาวโพลนที่โปรยปรายลงมาอย่างบ้าคลั่งนอกหน้าต่าง ลมหนาวพัดกรูเข้ามาทางรอยแตกของประตูไม้จนเกิดเสียงหวีดหวิวบาดหู นางหันกลับมามองลูกชายตัวน้อยที่กำลังตัวร้อนจัดบนเตียง ในฐานะแพทย์ นางรู้ดีว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้ เด็กน้อยอาจช็อกและเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ!

ไม่มีเวลาให้โต้เถียงอีกแล้ว!

นางไม่แยแสเสียงกรีดด่าของหวังชุนฮวาและจ้าวเหมยอีกต่อไป นางก้าวไปที่เตียง ถอดเสื้อนวมตัวนอกที่พอจะให้ความอบอุ่นได้ของตนเองออก แล้วบรรจงห่อร่างเล็กๆ ของเสี่ยวอันไว้อย่างแน่นหนาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไอความร้อนจากร่างของเด็กน้อยแผ่ซ่านมาถึงฝ่ามือของนางราวกับก้อนถ่านที่คุไฟ

“ท่านแม่...หนาว...” เสียงแหบแห้งของเสี่ยวอันดังแผ่วเบา เด็กน้อยลืมตาปรือขึ้นมามองมารดาด้วยแววตาซึมเซา

หัวใจของเซียวอวิ๋นซีบีบรัดอย่างรุนแรง นี่คือสายเลือดของร่างนี้ คือสิ่งเดียวที่นางต้องปกป้องไว้ให้ได้!

“ไม่ต้องกลัวนะเสี่ยวอัน แม่จะพาเจ้าไปหาที่อุ่นๆ” นางกระซิบปลอบโยน ก่อนจะอุ้มร่างเล็กขึ้นแนบอกอย่างทะนุถนอม แล้วหันไปเผชิญหน้ากับสองแม่ลูกตัวร้ายด้วยสายตาที่แข็งกร้าวดุจน้ำแข็งขั้วโลก

“เงินสามร้อยหยวนนั่น พวกท่านเอาไปเถอะ แต่จำไว้ให้ดี...หนี้แค้นที่พวกท่านไล่ข้ากับลูกไปตายในคืนนี้ สักวันข้าจะกลับมาทวงคืนทั้งต้นทั้งดอก!”

นางไม่รอฟังคำตอบใดๆ อีก หันหลังแล้วก้าวเดินอย่างมั่นคงไปที่ประตู เสียงของหวังชุนฮวายังคงไล่หลังมาไม่ขาดสาย “ไปเลย! ไปตายซะ! อย่าได้กลับมาเหยียบบ้านตระกูลหลินอีก!”

ปัง!

บานประตูไม้เก่าๆ ถูกกระแทกปิดตามหลัง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความตกตะลึงของสองแม่ลูก

ภายนอก...โลกทั้งใบกลายเป็นสีขาวโพลน พายุหิมะคำรามก้องราวกับสัตว์ร้าย ลมหนาวที่พัดมาปะทะใบหน้าราวกับคมมีดนับพันเล่ม เซียวอวิ๋นซีกระชับอ้อมแขนที่โอบอุ้มลูกชายไว้แน่น ก้มหน้าลงเพื่อบังลมให้เด็กน้อย ความทรงจำของร่างเดิมฉายภาพกระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านเถาซีขึ้นมาในหัว...นั่นคือที่หลบภัยเดียวที่นางคิดออกในตอนนี้

นางกัดฟันกรอด ย่างเท้าที่แข็งทื่อก้าวฝ่าพายุหิมะที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ปรานี ในใจมีเพียงปณิธานเดียวที่เด่นชัด...

ต้องรอด! ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม นางกับลูกจะต้องรอดชีวิตในคืนนี้ให้ได้