กำราบพี่ผัวอันธพาล
ราตรีพลันเงียบสงัดลงจนน่าใจหาย สรรพเสียงจากแมลงกลางคืนล้วนสลายไปสิ้น ประหนึ่งพวกมันเองก็สัมผัสได้ถึงไอสังหารอันเข้มข้นที่กำลังคืบคลานเข้ามา เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังกระแทกกระทั้นใกล้เข้ามาทุกขณะ ราวกับค้อนยักษ์ที่กำลังทุบลงบนพื้นดินและหัวใจของคนที่ได้ยิน
เซียวอวิ๋นซีมิได้ตื่นตระหนก นางเพียงยืนนิ่งสงบอยู่หน้ากระท่อม ปล่อยให้สายลมเย็นเยียบยามค่ำคืนพัดปะทะร่างบางของนาง ดวงตาคู่หงส์หรี่ลงจนกลายเป็นเส้นขีดบาง คมกริบและเยียบเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งพันปี
หน้าต่างโฮโลแกรมสีแดงฉานยังคงกะพริบเตือนภัยอยู่ในม่านสายตาของนาง [คำเตือน: ตรวจพบเจตนาร้ายรุนแรงจากบุคคลที่กำลังมุ่งหน้ามา อัตราการเต้นของหัวใจบ่งชี้ถึงความโกรธแค้นและเจตนาทำลายล้าง!]
ในที่สุด เงาร่างสูงใหญ่บึกบึนสองเงาก็ปรากฏขึ้นจากความมืดมิด ผู้ที่เดินนำหน้าคือบุรุษร่างกำยำผู้หนึ่ง แผงอกกว้างไหล่ผึ่ง ใบหน้าสี่เหลี่ยมหยาบกร้านเต็มไปด้วยร่องรอยความเกรี้ยวกราด ดวงตาถลึงจ้องมาที่นางราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เขาคือพี่ผัวใหญ่ของนาง หลินเจี้ยนกั๋ว!
ส่วนเงาที่หลบอยู่ด้านหลังเขาเล็กน้อย มีท่าทีลังเลแต่แววตากลับฉายความสะใจอย่างปิดไม่มิดนั้น คือภรรยาของเขา จ้าวเหมย!
“นังตัวซวย! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาทำร้ายคนของตระกูลหลิน!” หลินเจี้ยนกั๋วตะคอกก้อง กลิ่นสุราจางๆ ลอยคละคลุ้งออกมาจากตัวเขา บ่งบอกว่าเขาคงถูกยุยงปลุกปั่นมาหลังจากดื่มกินจนขาดสติไปหลายส่วน
เห็นได้ชัดว่าเฉินลี่ลี่ที่เพิ่งวิ่งหนีไปด้วยความอัปยศ คงไม่ได้กลับบ้านตนเอง แต่กลับไปฟ้องร้องที่บ้านใหญ่ตระกูลหลินแทน และจ้าวเหมยผู้เกลียดชังนางเข้ากระดูกดำ ก็ไม่พลาดโอกาสที่จะเติมเชื้อไฟให้ลุกโชน
“พี่ใหญ่ ท่านพูดเรื่องอันใดกัน?” เซียวอวิ๋นซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่แสดงความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย “ข้าเพียงสั่งสอนคนที่บุกรุกเข้ามาหาเรื่องถึงในบ้าน ข้าทำผิดตรงไหนหรือ?”
“ยังจะปากแข็งอีกรึ!” หลินเจี้ยนกั๋วคำรามลั่น “เจ้ามันนังแพศยาไร้ยางอาย สามีเพิ่งตายไปไม่นานก็ออกไปยั่วผู้ชายไม่เลือกหน้า ตอนนี้ยังกล้าลงมือกับหลานสาวหมอเฉินอีก วันนี้ข้าผู้เป็นพี่ใหญ่ จะต้องสั่งสอนเจ้าให้รู้สำนึก!”
เบื้องหลังหลินเจี้ยนกั๋ว จ้าวเหมยแอบกระตุกยิ้มหยัน นางกระซิบกระซาบด้วยเสียงที่เบาพอให้ได้ยินกันสองคน “พี่ใหญ่ อย่าไปฟังนางพูดเลย รีบพังกระท่อมซอมซ่อของนางเสีย สั่งสอนนังตัวกาลกิณีคนนี้ให้มันรู้ว่าตระกูลหลินของเราไม่ใช่ใครจะมารังแกได้!”
คำยุยงของจ้าวเหมยเปรียบดั่งน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ หลินเจี้ยนกั๋วซึ่งเดิมทีก็เป็นคนเลือดร้อนหยาบกระด้างอยู่แล้ว พลันเดือดดาลจนขาดสติสัมปชัญญะ เขาคำรามก้องราวกับสัตว์ป่า “ดี! ในเมื่อเจ้าไม่สำนึก ข้าก็จะพังรังงูพิษของเจ้าเสีย!”
กล่าวจบ เขาก็กระโจนเข้าใส่ หมายจะใช้ร่างกำยำของตนพุ่งชนประตูไม้ผุพังให้พังพินาศเข้าไป!
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ร่างสูงใหญ่ของหลินเจี้ยนกั๋วพุ่งทะยานเข้ามานั้นเอง ร่างของเซียวอวิ๋นซีที่ยืนนิ่งสงบดุจรูปสลักก็พลันไหววูบ!
นางไม่ได้ถอยหนี แต่กลับเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างเพียงครึ่งก้าว การเคลื่อนไหวของนางรวดเร็วและแม่นยำอย่างเหลือเชื่อ ประหนึ่งใบหลิวที่ลู่ไปตามลม แต่เปี่ยมด้วยความเด็ดขาดที่คำนวณไว้แล้วทุกกระเบียดนิ้ว ร่างของหลินเจี้ยนกั๋วถลาผ่านหน้าไปอย่างเสียหลักตามแรงที่พุ่งมา
และในชั่วพริบตานั้นเอง!
เซียวอวิ๋นซีที่หลบฉากไปด้านข้างได้เหยียดแขนออก นิ้วชี้และนิ้วกลางที่เรียวงามของนางเหยียดตรงและแข็งเกร็งราวกับเหล็กกล้า ก่อนจะจี้เข้าไปอย่างแรงและแม่นยำที่จุดกึ่งกลางของต้นแขนท่อนบนด้านในของหลินเจี้ยนกั๋ว!
นั่นคือตำแหน่งของมัดรวมเส้นประสาทสำคัญที่ควบคุมการทำงานของแขนทั้งหมด ความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณของศัลยแพทย์ห้องฉุกเฉิน ถูกนำมาใช้อย่างสมบูรณ์แบบในสถานการณ์นี้!
“อ๊ากกกกก!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนอันน่าสังเวชดังลั่นขึ้นทำลายความเงียบสงัดของราตรีกาล! ร่างสูงใหญ่ของหลินเจี้ยนกั๋วที่เคยดูน่าเกรงขามเมื่อครู่ ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นทันที ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แขนขวาที่ถูกจี้จุดพลันอ่อนแรงไร้ความรู้สึกราวกับกลายเป็นท่อนไม้ แต่ในขณะเดียวกัน ความเจ็บปวดที่ราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงและมีกระแสไฟฟ้าแรงสูงวิ่งพล่านก็แล่นปราดจากต้นแขนไปจนถึงปลายนิ้ว
“แขน... แขนข้า!” หลินเจี้ยนกั๋วร้องครางเสียงสั่นเทา เขาพยายามจะยกแขนอีกข้างขึ้นมาจับ แต่กลับพบว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดได้เหือดหายไปจากร่างกายจนสิ้น ความเจ็บปวดรวดร้าวที่แล่นไปทั่วร่างทำให้เขาทำได้เพียงนอนขดตัวอยู่บนพื้นดินเย็นเฉียบ เหงื่อกาฬไหลท่วมใบหน้า
จ้าวเหมยที่ยืนมองอยู่เบื้องหลังเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนสุดขีด นางคาดหวังว่าจะได้เห็นภาพกระท่อมพังพินาศ และเซียวอวิ๋นซีถูกลากออกมาสั่งสอน แต่นางกลับได้เห็นสามีร่างยักษ์ของตนล้มลงไปกองกับพื้นด้วยการจู่โจมเพียงครั้งเดียวของหญิงม่ายร่างบาง!
ภาพนั้นมันน่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว! นี่มันวิชาปีศาจอันใดกัน?
“เจ้า... เจ้าทำอะไรพี่ใหญ่!” จ้าวเหมยกรีดร้องออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ ความสะใจก่อนหน้านี้แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ
เซียวอวิ๋นซีปรายตามองนางด้วยสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็ง “ข้าเพียงป้องกันตัวจากอันธพาลที่บุกรุกเข้ามาทำลายทรัพย์สิน หากเจ้าไม่อยากมีสภาพเหมือนสามีของเจ้า ก็ไสหัวไปเสีย”
น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจข่มขวัญที่ทำให้จ้าวเหมยตัวสั่นเทิ้ม นางรีบถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนจะวิ่งเข้าไปพยุงร่างของหลินเจี้ยนกั๋วที่กำลังนอนครวญครางอย่างน่าสมเพช
“กลับ... กลับบ้าน! กลับไปหาท่านแม่! นังปีศาจ... มันใช้วิชามารกับข้า!” หลินเจี้ยนกั๋วเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก เขาใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีพยุงกายลุกขึ้น โดยมีจ้าวเหมยคอยประคองอย่างทุลักทุเล สองสามีภรรยาผู้โอหังเมื่อครู่ บัดนี้กลับมีสภาพไม่ต่างจากสุนัขจรจัดที่พ่ายแพ้การต่อสู้ รีบวิ่งโซซัดโซเซหนีกลับไปตามเส้นทางเดิมอย่างไม่คิดชีวิต
เซียวอวิ๋นซีมองตามแผ่นหลังของทั้งสองไปด้วยสายตาเรียบเฉย จนกระทั่งเงาร่างของพวกเขาหายลับไปในความมืด นางจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ ความตึงเครียดที่เกาะกุมอยู่พลันคลายลง
ทันใดนั้นเอง ชายเสื้อของนางก็ถูกดึงเบาๆ
เมื่อก้มลงมอง นางก็เห็นเสี่ยวอัน บุตรชายตัวน้อยของนาง กำลังยืนเงยหน้ามองนางอยู่ข้างๆ เขาไม่ได้หลับอย่างที่นางคิด แต่คงจะตื่นขึ้นมาเพราะเสียงดังโวยวาย เด็กน้อยไม่ได้ร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว ทว่าดวงตากลมโตคู่นั้นกลับทอประกายแห่งความชื่นชมและเลื่อมใสอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
“ท่านแม่... ท่านสุดยอดไปเลยขอรับ”
คำพูดสั้นๆ นั้นทำให้หัวใจของเซียวอวิ๋นซีอ่อนยวบลง นางย่อตัวลงไปลูบศีรษะเล็กๆ ของบุตรชายอย่างอ่อนโยน "กลัวหรือไม่?"
เสี่ยวอันส่ายหน้าไปมาอย่างหนักแน่น "ไม่กลัวขอรับ! ท่านแม่เก่งกาจมาก! คนเลวพวกนั้นสู้ท่านแม่ไม่ได้เลย!"
เซียวอวิ๋นซียิ้มบางๆ พลางดึงร่างเล็กๆ เข้ามากอดไว้ “เสี่ยวอัน จำไว้นะลูก... โลกใบนี้มีคนพาลมากมายที่ไม่ใช้เหตุผล พวกเขาจะใช้กำลังข่มเหงผู้อ่อนแอกว่าเสมอ แต่เราต้องไม่ยอมเป็นผู้อ่อนแอให้ใครรังแก”
นางผละออกจากอ้อมกอดเล็กน้อย ก่อนจะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของบุตรชาย “ความแข็งแกร่งที่แท้จริง ไม่ได้มาจากการมีพละกำลังมากกว่า แต่มาจากการใช้สติปัญญา รู้จักจุดอ่อนของศัตรู และปกป้องสิ่งที่เป็นของเราได้ เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
เสี่ยวอันพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ แม้จะยังไม่เข้าใจความหมายลึกซึ้งทั้งหมด แต่ภาพของมารดาที่สามารถกำราบชายร่างใหญ่ให้สิ้นฤทธิ์ได้ด้วยปลายนิ้ว ได้สลักลึกลงไปในจิตใจของเขาแล้ว
ทว่า ขณะที่สองแม่ลูกกำลังจะกลับเข้ากระท่อมเพื่อพักผ่อนจากค่ำคืนอันวุ่นวายนั้นเอง...
ณ บ้านใหญ่ตระกูลหลิน เสียงกรีดร้องด้วยความโกรธแค้นของหวังชุนฮวาก็ดังลั่นขึ้นราวกับฟ้าผ่า เมื่อนางเห็นสภาพของบุตรชายคนโตที่กลับมาพร้อมกับแขนที่อ่อนแรงปวกเปียกและใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“นังอัปรีย์! นังตัวกาลกิณีบ้านั่น! มันกล้าทำร้ายลูกชายข้าถึงเพียงนี้เชียวรึ!” หวังชุนฮวาทุบโต๊ะดังปัง ดวงตาขุ่นมัวเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งโทสะ “มันต้องใช้วิชามารสาปแช่งเจ้าแน่ๆ! ข้าจะไม่ปล่อยมันไว้เด็ดขาด!”
นางหันไปตวาดใส่จ้าวเหมยที่กำลังตัวสั่นงันงกอยู่ข้างๆ "พรุ่งนี้เช้า เจ้าไปป่าวประกาศให้ทั่วหมู่บ้าน! บอกทุกคนว่านังสารเลวนั่นมันเป็นแม่มด! มันร่ายมนต์ดำใส่เจี้ยนกั๋ว!"
ขณะที่หวังชุนฮวากำลังสาปแช่งเซียวอวิ๋นซีอย่างบ้าคลั่งอยู่นั้นเอง หลินต้าไห่ ผู้เป็นสามีซึ่งนั่งหน้าเครียดอยู่ตลอด ก็พลันยกมือขึ้นปิดปาก...
"แค่ก... แค่กๆๆ!"
เสียงไอแห้งๆ ดังขึ้นท่ามกลางความโกลาหลนั้น และมันไม่ใช่แค่เสียงไอธรรมดา แต่เป็นเสียงไอที่รุนแรงและต่อเนื่องราวกับจะขาดใจ ตามมาด้วยเสียงไอทำนองเดียวกันจากคนอื่นๆ ในบ้านที่เริ่มดังขึ้นทีละคนสองคน...
เคราะห์กรรมที่แท้จริง กำลังจะคืบคลานเข้าสู่บ้านตระกูลหลินอย่างเงียบเชียบ โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า มันหาได้มาจากคำสาปแช่งของแม่มด... แต่มาจากเชื้อโรคร้ายที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าต่างหาก