ความริษยาของบุปผาพิษ

เสียงเรียกอันสั่นเครือของป้าหวางดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่โรยตัวลงปกคลุมลานดินหน้ากระท่อมร้าง บรรยากาศที่เคยตึงเครียดจากฝูงชนพลันคลายลง แต่กลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ฉายชัดในแววตาของผู้ที่ยังยืนหยัดอยู่ ณ ที่แห่งนั้น

เซียวอวิ๋นซีหันไปเผชิญหน้ากับป้าหวาง สายตาของนางเรียบสงบดุจผืนน้ำในบ่อลึก ปราศจากความยินดียินร้ายใดๆ นางมองข้ามผู้ใหญ่บ้านสวี่กงผิงไปราวกับเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ จับจ้องไปยังหญิงวัยกลางคนที่กำลังวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา

“แม่นางเซียว!” ป้าหวางทรุดกายลงตรงหน้าอย่างไม่คิดชีวิต พยายามจะโขกศีรษะลงกับพื้นดินที่เย็นเฉียบ แต่เซียวอวิ๋นซีขยับกายหลบอย่างนุ่มนวล ทว่ารวดเร็วดุจเงา ทำให้หน้าผากของป้าหวางเฉียดพื้นไปเพียงเส้นยาแดงเดียว

“บุญคุณช่วยชีวิตเป่าเอ๋อร์ของข้า... ชาตินี้ข้าหวางซิ่วหลันมิอาจทดแทนได้หมดสิ้น!” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจอย่างสุดประมาณ “ข้ามันตาบอดหูเบา ไปหลงเชื่อคำยุยงของคนชั่วช้า กลับมาทำร้ายผู้มีพระคุณ! ข้าสมควรตาย! ได้โปรด... ได้โปรดลงโทษข้าเถิด!”

เซียวอวิ๋นซีเพียงชายตามองนางอย่างเย็นชา “ชีวิตของท่าน ข้าไม่ต้องการ โทษทัณฑ์ของท่าน ข้าไม่สนใจ เรื่องที่เกิดขึ้น ข้าไม่คิดจะใส่ใจอีกต่อไป”

น้ำเสียงของนางราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้ป้าหวางตัวสั่นสะท้าน นางเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความละอายใจระคนกับความหวาดเกรง ภาพของแม่ม่ายผู้อ่อนแอขี้โรคได้สลายไปจนหมดสิ้นแล้ว ที่ยืนอยู่ตรงนี้คือสตรีผู้สง่างามและลึกลับเกินหยั่งถึง

ผู้ใหญ่บ้านสวี่กงผิงที่ยืนสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ขมวดคิ้วมุ่น เขาเห็นทุกอย่าง ได้ยินทุกคำพูด ยิ่งได้เห็นท่าทีของป้าหวาง เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าทักษะทางการแพทย์ของเซียวอวิ๋นซีนั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเป็นแน่ ข่าวลือที่ป้าหวางวิ่งไปป่าวประกาศทั่วหมู่บ้านเมื่อตอนบ่ายว่าเซียวอวิ๋นซีช่วยหลานชายนางให้รอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชได้นั้น... คงจะเป็นความจริง

เขากระแอมเบาๆ เพื่อเรียกความสนใจ “เอาล่ะๆ เรื่องมันผ่านไปแล้วก็ให้มันแล้วกันไป พวกเจ้าก็แยกย้ายกันกลับบ้านได้แล้ว” จากนั้นจึงหันไปทางเซียวอวิ๋นซี กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย “แม่นางเซียว... หากมีเรื่องเดือดร้อนอันใด ก็ไปหาข้าที่บ้านได้”

กล่าวจบ เขาก็หมุนตัวเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงคำพูดที่ชวนให้ขบคิด ป้าหวางเองเมื่อเห็นว่าเซียวอวิ๋นซีไม่คิดจะเอาความ ก็รีบลุกขึ้นโค้งคำนับอีกหลายครั้งก่อนจะล่าถอยจากไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อลานดินกลับสู่ความสงบอีกครั้ง เซียวอวิ๋นซีจึงหันกลับมาจูงมือเล็กๆ ของเสี่ยวอันที่ยืนหลบอยู่ข้างกายนางตลอดเวลา “กลับเข้าบ้านกันเถอะ... อากาศข้างนอกเริ่มเย็นแล้ว”

ภายในกระท่อมผุพังที่แทบจะกันลมหนาวไม่ได้ แสงจากตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงเล็กส่องให้เห็นเพียงเงาตะคุ่มที่ไหววูบไปมา หลังจากตรวจดูให้แน่ใจว่าเสี่ยวอันหลับสนิทอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเก่าแล้ว เซียวอวิ๋นซีก็หลับตาลง จิตของนางดำดิ่งสู่ห้วงมิติส่วนตัวในทันที

ภาพห้องฉุกเฉินที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นตรงหน้า แสงไฟนีออนสว่างจ้า อุปกรณ์การแพทย์อันทันสมัยตั้งเรียงรายเป็นระเบียบเรียบร้อย ช่างแตกต่างจากโลกภายนอกราวฟ้ากับเหว นางไม่รอช้า เดินตรงไปยังตู้เก็บยาขนาดใหญ่ หยิบขวดยาปฏิชีวนะและยาลดไข้หลายขวดออกมา ก่อนจะนำไปที่โต๊ะทำงานสแตนเลส

นางใช้ที่บดยาบดเม็ดยาจนละเอียดเป็นผงสีขาวราวกับแป้ง จากนั้นจึงบรรจงตักผงยาเหล่านั้นใส่ลงในกระดาษสีน้ำตาลแผ่นเล็กๆ ที่เตรียมไว้ พับมันเป็นห่อสี่เหลี่ยมอย่างประณีต นี่คือวิธีเดียวที่จะนำยาแผนปัจจุบันออกมาใช้ในยุคนี้ได้โดยไม่เป็นที่น่าสงสัย มันอาจดูเหมือนยาผงสมุนไพรจีนโบราณ แต่สรรพคุณของมันนั้นล้ำหน้ากว่ายาใดๆ ในยุคนี้ไปหลายขุมนัก

นางเตรียมยาสำรองไว้หลายสิบห่อ เก็บส่วนหนึ่งไว้ในมิติ และนำอีกส่วนหนึ่งซ่อนไว้ในช่องลับใต้แผ่นกระดานผุๆ ของกระท่อม สัญชาตญาณของแพทย์ห้องฉุกเฉินบอกนางว่า... ไม่ช้าก็เร็ว ยาเหล่านี้จะต้องถูกนำมาใช้อย่างแน่นอน

ขณะที่นางกำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมยาอยู่นั้นเอง...

“เซียว อวิ๋นซี! ออกมานี่นะ!”

เสียงแหลมสูงที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดดังขึ้นจากหน้าประตูที่ปิดไม่สนิท ร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งในชุดผ้าฝ้ายสีสดใสซึ่งดูดีกว่าชาวบ้านทั่วไปก้าวพรวดพราดเข้ามาในกระท่อมอย่างถือวิสาสะ ใบหน้าสะสวยที่ถูกแต่งแต้มไว้อย่างดีบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความริษยาและดูแคลน

นางคือ เฉินลี่ลี่ บุตรสาวเพียงคนเดียวของหมอเท้าเปล่าประจำสถานีอนามัยหมู่บ้านเถาซี ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น ‘บุปผาแห่งหมู่บ้าน’ ด้วยรูปโฉมที่งดงามกว่าหญิงใดในแถบนี้

“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าระเริงใจใหญ่โต ถึงกับกล้าอวดอ้างตัวว่าเป็นหมอเทวดารักษาคนได้งั้นรึ?” เฉินลี่ลี่กอดอกเชิดหน้าขึ้น กวาดสายตามองไปรอบกระท่อมอันซอมซ่อด้วยความรังเกียจ “แค่อาศัยโชคช่วยเพียงครั้งเดียว ก็คิดจะตีตนเสมอพ่อข้าเชียวหรือ? ช่างไม่เจียมตัวเสียจริง!”

คำพูดของนางเสียดแทงราวกับเข็มพิษ พ่อของนางเป็นหมอที่ได้รับการยอมรับจากทางการ ถึงแม้จะเป็นเพียงหมอเท้าเปล่า แต่ก็ถือเป็นผู้มีเกียรติในหมู่บ้าน การที่จู่ๆ แม่ม่ายตัวซวยอย่างเซียวอวิ๋นซีกลับมีชื่อเสียงขึ้นมาในชั่วข้ามคืนจากการรักษาหลานป้าหวาง แถมยังเป็นที่โจษจันไปทั่วนั้น มันเปรียบเสมือนการตบหน้าบิดาของนางและตัวนางอย่างแรง!

เซียวอวิ๋นซีละสายตาจากห่อยาในมือ นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ ประจันหน้ากับบุปผาพิษดอกนี้ ดวงตาของนางเยียบเย็นไร้ความรู้สึกใดๆ “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้า?”

“เกี่ยวสิ!” เฉินลี่ลี่ตวาดลั่น “เจ้ามันพวกต้มตุ๋นหลอกลวง! อาศัยความรู้ครึ่งๆ กลางๆ มาหลอกชาวบ้านที่ไม่รู้ความ พ่อข้าบอกว่าอาการของเด็กนั่น แค่ไข้หวัดธรรมดา พักผ่อนเดี๋ยวก็หาย แต่เจ้ากลับฉวยโอกาสสร้างเรื่องราวใหญ่โต! หากชาวบ้านเป็นอะไรไปเพราะยาผีบอกของเจ้า ใครจะรับผิดชอบ!”

เซียวอวิ๋นซีนิ่งฟังจนจบ มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่เย็นเยียบ “ยาผีบอกรึ? เช่นนั้นข้าคงต้องขอถามกลับบ้าง ตำรับยาที่ ‘หมอผู้ทรงเกียรติ’ บิดาของเจ้าจ่ายให้ลุงหลิวที่ไอเรื้อรังเมื่อเดือนก่อนนั้น เจ้าพอจะอธิบายได้หรือไม่?”

เฉินลี่ลี่ชะงักไปทันที นางไม่คาดคิดว่าจะถูกย้อนถามด้วยเรื่องนี้ “จะ...เจ้าจะไปรู้อะไร! พ่อข้าเป็นหมอ ย่อมต้องรู้ดีที่สุด!”

“รู้ดีที่สุดงั้นรึ?” เซียวอวิ๋นซีก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวหนึ่ง น้ำเสียงของนางกดต่ำลง ทว่ากลับทรงพลังยิ่งกว่าเสียงตวาดใดๆ “ตำรับนั้นใช้ ‘หวงฉี’ เป็นตัวบำรุงปอด แต่กลับใช้ ‘เจี๋ยเกิ่ง’ ในปริมาณที่มากเกินไป ท่านหมอเฉินคงลืมไปว่า แม้เจี๋ยเกิ่งจะช่วยขับเสมหะ แต่หากใช้มากเกินในผู้ป่วยที่มีภาวะ ‘อินพร่อง’ อยู่เดิม มันจะยิ่งทำให้ปอดแห้งและไอหนักกว่าเก่า นี่คือความรู้พื้นฐานที่สุดในคัมภีร์ ‘เปิ่นเฉ่ากังมู่’... หรือว่าหมอเท้าเปล่าที่ทางการรับรอง ไม่จำเป็นต้องศึกษาแม้กระทั่งตำราแพทย์ขั้นพื้นฐานที่สุดเล่มนี้?”

ทุกถ้อยคำที่หลุดออกจากปากของเซียวอวิ๋นซี ราวกับคมมีดที่กรีดเฉือนความหยิ่งผยองของเฉินลี่ลี่จนสิ้นซาก นางอ้าปากค้าง ไม่อาจสรรหาคำใดมาโต้ตอบได้ ‘หวงฉี’ ‘เจี๋ยเกิ่ง’ ‘อินพร่อง’... คำศัพท์แพทย์แผนจีนที่ลึกล้ำเหล่านั้นเป็นสิ่งที่นางไม่เคยได้ยินและไม่เข้าใจแม้แต่น้อย นางรู้เพียงว่าบิดาของนางแค่จำตำรับยาพื้นๆ ไม่กี่อย่างมาใช้กับทุกคนเท่านั้น

ใบหน้าของเฉินลี่ลี่พลันซีดเผือดสลับกับแดงก่ำ ความอัปยศอดสูถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์ นางที่ตั้งใจจะมาเหยียบย่ำเซียวอวิ๋นซีให้จมดิน กลับกลายเป็นฝ่ายที่ถูกตอกหน้ากลับมาอย่างย่อยยับจนไม่เหลือชิ้นดี

“นี่เจ้า...” นางเค้นเสียงออกมาด้วยความยากลำบาก “เจ้ามัน... นังปีศาจ!”

เซียวอวิ๋นซีแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ความรู้คือพลัง ส่วนความเขลาคือยาพิษ หากเจ้าอยากจะมาท้าทายข้าอีก... ก็กลับไปศึกษาตำราแพทย์ของบิดาเจ้าให้แตกฉานเสียก่อนเถิด” นางเว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยปิดท้ายด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ตอนนี้... ไสหัวไปจากบ้านข้าได้แล้ว อย่ามารบกวนการพักผ่อนของลูกข้า”

เฉินลี่ลี่ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธแค้นและความอัปยศ นางจ้องมองเซียวอวิ๋นซีด้วยสายตาอาฆาตมาดร้ายราวกับอสรพิษที่พร้อมจะฉกได้ทุกเมื่อ ก่อนจะกรีดร้องออกมาหนึ่งคำแล้ววิ่งหนีออกจากกระท่อมไป ทิ้งไว้เพียงไอแค้นที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศ

เซียวอวิ๋นซีมองตามแผ่นหลังของศัตรูใหม่ด้วยสายตาเรียบเฉย นางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ความริษยาของเฉินลี่ลี่เปรียบดั่งเมล็ดพันธุ์พิษที่ถูกหว่านลงไปแล้ว รอเพียงวันที่จะงอกงามและแผลงฤทธิ์ของมันออกมา

ทว่า ขณะที่นางกำลังจะหันกลับเข้าไปในกระท่อมเพื่อดูแลบุตรชายต่อนั้นเอง...

เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังกระแทกกระทั้นราวกับจงใจก็ดังขึ้นจากทางเดินที่มืดมิด เสียงนั้นไม่ได้มาจากคนเพียงคนเดียว แต่ฟังดูเหมือนคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้าตรงมายังกระท่อมของนางด้วยเจตนาร้ายอย่างชัดเจน

ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หน้าต่างโฮโลแกรมที่มองเห็นได้เพียงผู้เดียวก็ปรากฏขึ้นในม่านสายตาของนาง พร้อมกับตัวอักษรสีแดงฉานที่กะพริบเตือนภัยอย่างเร่งด่วน

[คำเตือน: ตรวจพบเจตนาร้ายรุนแรงจากบุคคลที่กำลังมุ่งหน้ามา อัตราการเต้นของหัวใจบ่งชี้ถึงความโกรธแค้นและเจตนาทำลายล้าง!]

ดวงตาของเซียวอวิ๋นซีพลันหรี่ลงจนกลายเป็นเส้นขีดบางๆ ความเยียบเย็นแผ่ซ่านออกมาจากร่างของนางอีกครั้ง คลื่นใต้น้ำลูกแล้วลูกเล่าถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน... ดูเหมือนว่าค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกลนัก