การตอบโต้ด้วยความจริง

เสียงสาปแช่งจากภายนอกยังคงดังระงมประหนึ่งฝูงอีกาที่รุมทึ้งซากศพ บรรยากาศกดดันหนักหน่วงราวกับภูผาถล่มทับ ทว่าภายในกระท่อมผุพังกลับเงียบสงบอย่างน่าประหลาด

เปลวเพลิงแห่งโทสะในแววตาของเซียวอวิ๋นซีค่อยๆ มอดดับลง เหลือเพียงความเยียบเย็นดุจน้ำแข็งพันปี นางมิได้หวาดกลัวหรือตื่นตระหนก ตรงกันข้าม... ในใจกลับสงบนิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางตระหนักได้ว่าการหลบซ่อนมีแต่จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง มีเพียงการเผชิญหน้าเท่านั้นจึงจะหยุดยั้งความบ้าคลั่งนี้ได้

"เสี่ยวอัน... ออกไปสูดอากาศข้างนอกกับท่านแม่ดีหรือไม่?" นางก้มลงกล่าวกับบุตรชายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลางจัดเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าป่านเนื้อหยาบของเขาให้เข้าที่

เสี่ยวอันซึ่งเพิ่งฟื้นไข้ยังคงมีใบหน้าซีดเซียวเล็กน้อย แต่ดวงตากลมโตกลับส่องประกายเชื่อมั่นในตัวมารดาอย่างเต็มเปี่ยม เขาพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย "ขอรับ ท่านแม่"

เซียวอวิ๋นซีอุ้มร่างเล็กของบุตรชายขึ้นแนบอก ใช้ร่างกายของตนเองเป็นเกราะกำบังไอเย็นยามค่ำคืน นางสูดลมหายใจเข้าลึก... แล้วผลักแผ่นไม้ที่ใช้แทนประตูออกไปอย่างไม่ลังเล

เสียงเอี๊ยดอ๊าดที่ดังขึ้นราวกับเสียงกรีดร้องตัดผ่านเสียงด่าทอสาปแช่ง ทำให้ทุกอย่างพลันหยุดชะงักลงในบัดดล

ชาวบ้านที่กำลังเกรี้ยวกราดต่างผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นร่างระหงของหญิงม่ายสะใภ้สามตระกูลหลินยืนตระหง่านอยู่ตรงปากทางเข้ากระท่อม ในอ้อมแขนของนางคือเด็กชายตัวน้อยที่กำลังซบหน้ากับไหล่ของผู้เป็นแม่ แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบใบหน้าของนาง เผยให้เห็นนัยน์ตาหงส์ที่เยือกเย็นจนน่าใจหาย ปราศจากความหวาดหวั่นแม้เพียงเศษเสี้ยว มีเพียงความสงบนิ่งที่ชวนให้ผู้คนรู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ทั่วท้อง

นี่... นี่ยังใช่แม่ม่ายผู้อ่อนแอขี้โรคคนเดิมอยู่อีกหรือ? เหตุใดรัศมีที่แผ่ออกมาจากร่างของนางจึงได้น่าเกรงขามถึงเพียงนี้?

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่ชายร่างกำยำคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่หน้าสุดจะรวบรวมความกล้าตะโกนขึ้น "นังดาวไม้กวาด! ในที่สุดก็ยอมโผล่หัวออกมาแล้วรึ! เพราะแกคนเดียวที่ทำให้หมู่บ้านเถาซีต้องพบกับหายนะ!"

เซียวอวิ๋นซีมิได้ตอบโต้ในทันที นางเพียงปรายตามองชายผู้นั้นอย่างเย็นชา ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หน้าต่างโฮโลแกรมที่มองเห็นได้เพียงผู้เดียวก็ปรากฏขึ้นในมโนภาพของนาง

[สแกนเป้าหมาย: หวังเอ้อร์โก่ว]

[สถานะสุขภาพ: ริดสีดวงทวารขั้นรุนแรง มีเลือดออกปนมากับอุจจาระในช่วงสามวันที่ผ่านมา มีอาการปวดแสบอย่างหนักขณะนั่ง]

มุมปากของเซียวอวิ๋นซียกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มที่มองไม่เห็นถึงความอบอุ่นแม้แต่น้อย

"ลุงหวัง" นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ก้องกังวาน "ข้าว่าท่านควรจะกลับไปต้มน้ำแล้วหาเบาะนุ่มๆ มานั่งจะดีกว่าหรือไม่? ยืนนานๆ เช่นนี้ เกรงว่าอาการที่ ‘ซ่อนเร้น’ อยู่ของท่านจะยิ่งกำเริบหนัก โดยเฉพาะเมื่อสามวันที่ผ่านมานี้... คงจะเจ็บปวดทรมานน่าดู"

คำพูดของนางแม้จะฟังดูเหมือนคำแนะนำทั่วไป แต่สำหรับหวังเอ้อร์โก่วแล้ว มันกลับไม่ต่างจากสายฟ้าที่ฟาดลงกลางกบาล! ใบหน้าที่เคยแดงก่ำด้วยความโกรธพลันซีดเผือดในทันที เขาเบิกตากว้าง จ้องมองเซียวอวิ๋นซีราวกับเห็นภูตผีปีศาจ เรื่องนี้... เรื่องนี้เป็นความลับที่เขามิเคยบอกผู้ใด! แม้แต่ภรรยาของเขาก็ยังไม่รู้! แล้วนังเด็กนี่มันรู้ได้อย่างไร?!

"มะ...แก...แกพูดจาเหลวไหลอะไร!" เขาตะกุกตะกัก แต่เหงื่อกาฬที่ผุดขึ้นเต็มหน้าผากกลับทรยศคำพูดของเขาอย่างสิ้นเชิง

กลุ่มชาวบ้านเริ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ส่งเสียงกระซิบกระซาบด้วยความประหลาดใจ

เซียวอวิ๋นซีไม่สนใจท่าทีของหวังเอ้อร์โก่วอีกต่อไป นางหันสายตาไปยังหญิงชราอีกคนที่กำลังใช้ไม้เท้าเคาะพื้นอย่างฉุนเฉียว "ส่วนท่านป้าจาง... อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว ท่านควรจะกลับเข้าไปพักผ่อนในบ้านได้แล้ว ยามฝนพรำทีไร ข้อเข่าข้างซ้ายของท่านก็ปวดร้าวราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงมิใช่หรือ? หากยังดื้อดึงตากน้ำค้างเช่นนี้ต่อไป เผลอๆ คืนนี้อาจจะลุกเดินไม่ไหวเอาได้"

หญิงชราที่ถูกเรียกว่าป้าจางชะงักงัน ไม้เท้าในมือหยุดนิ่งค้างกลางอากาศ นางอ้าปากค้าง จ้องมองเซียวอวิ๋นซีด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด อาการปวดเข่าข้างซ้ายของนางเป็นโรคประจำตัวเรื้อรังมานานหลายปี และมันจะกำเริบหนักขึ้นทุกครั้งที่อากาศเปลี่ยนแปลง... แต่รายละเอียดที่แม่นยำถึงขั้นระบุได้ว่าเป็น ‘ข้างซ้าย’ นั้น มันเกินกว่าจะเป็นการคาดเดาไปแล้ว!

บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ความโกรธเกรี้ยวแต่เดิมค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความสับสนและความหวาดระแวงที่มองไม่เห็นตัวตน

"ยังมีเจ้าอีกคน... หลี่ซื่อ" เซียวอวิ๋นซีหันไปยังชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง "กลางคืนนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย เพราะอาหารไม่ย่อยจนแสบร้อนกลางอกใช่หรือไม่? ลองเคี้ยวใบสะระแหน่สดๆ ดูสักสองสามใบก่อนนอนสิ อาจจะช่วยบรรเทาได้บ้าง"

วาจาของนางในยามนี้ไม่ต่างจากคมมีดของศัลยแพทย์ที่กรีดลงบนร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคนอย่างแม่นยำ เปิดโปงความเจ็บปวดที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในออกมาให้ทุกคนได้เห็น ความแม่นยำที่น่าขนหัวลุกนี้ทำให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมดเงียบกริบลงโดยพลัน ชาวบ้านที่เคยถือก้อนหินและท่อนไม้ต่างค่อยๆ ลดมือลงอย่างไม่รู้ตัว ในใจเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดหวั่น

นี่ไม่ใช่มนุษย์แล้ว! นี่มันปีศาจชัดๆ! นางรู้ความลับเกี่ยวกับร่างกายของพวกตนได้อย่างไรกัน!

จ้าวเหมยและหวังชุนฮวาที่ยืนปะปนอยู่ในฝูงชนถึงกับหน้าเปลี่ยนสี แผนการที่วางเอาไว้อย่างดิบดีกำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา พวกนางคาดไม่ถึงว่าเซียวอวิ๋นซีจะใช้วิธีการที่แปลกประหลาดและน่าพรั่นพรึงเช่นนี้ในการตอบโต้!

ในขณะที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความตกตะลึงนั้นเอง ร่างสูงวัยแต่ยังคงดูแข็งแรงของชายผู้หนึ่งก็เดินแหวกฝูงชนเข้ามาอย่างช้าๆ เขาคือผู้ใหญ่บ้านสวี่กงผิง

สวี่กงผิงขมวดคิ้วมุ่น มองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความฉงน เขากำลังจะกลับบ้านหลังจากการประชุมด่วนเรื่องโรคระบาดที่บ้านของหัวหน้าหน่วยผลิต แต่กลับได้ยินเสียงเอะอะโวยวายมาจากทิศทางของกระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านจึงรีบเดินมาดู

ภาพที่เขาเห็นทำให้เขาต้องหยุดชะงัก... แม่ม่ายสะใภ้สามตระกูลหลินยืนอุ้มลูกชายตัวน้อยเผชิญหน้ากับชาวบ้านเกือบยี่สิบคนเพียงลำพัง ทว่าบนใบหน้าของนางกลับไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... กลับเป็นฝ่ายชาวบ้านเสียเองที่ดูเหมือนจะกำลังหวาดกลัวนาง

"เกิดเรื่องอันใดขึ้น?" สวี่กงผิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ

ไม่มีผู้ใดกล้าตอบคำถามของเขา ทุกคนต่างหลบสายตาด้วยความละอายใจระคนกับความหวาดกลัว

ผู้ใหญ่บ้านสวี่กงผิงกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะหยุดลงที่เซียวอวิ๋นซี เขาสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของนางได้อย่างชัดเจน หญิงสาวตรงหน้ามิใช่แม่ม่ายที่เอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนเมื่อหลายวันก่อนอีกแล้ว ดวงตาของนางฉายแววเด็ดเดี่ยวและสติปัญญาที่ล้ำลึกเกินวัย

เขาครุ่นคิดถึงคำพูดของหลี่ซื่อที่เขาบังเอิญได้ยินเมื่อครู่นี้... *‘กลางคืนนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย เพราะอาหารไม่ย่อย’*... นั่นมันเป็นอาการที่ภรรยาของเขากำลังเป็นอยู่ไม่มีผิด!

แววตาของสวี่กงผิงที่มองไปยังเซียวอวิ๋นซีพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากความสงสัยกลายเป็นความสนใจใคร่รู้ระคนกับความประหลาดใจ เขาเริ่มรู้สึกว่าข่าวลือเรื่อง ‘ดาวไม้กวาด’ นั้นช่างไร้สาระสิ้นดี แต่ทักษะในการมองปรุโปร่งถึงอาการเจ็บป่วยของผู้คนได้อย่างแม่นยำของหญิงสาวผู้นี้... ช่างน่าขบคิดยิ่งนัก

เมื่อเห็นผู้ใหญ่บ้านมาถึง ชาวบ้านที่มุงอยู่ก็ราวกับได้ข้ออ้างในการหลบหนี พวกเขาต่างรีบสลายตัวไปอย่างรวดเร็วราวกับฝูงผึ้งแตกรัง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความกระอักกระอ่วน

เซียวอวิ๋นซีมองตามแผ่นหลังของชาวบ้านเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะหันกลับมาสบตากับผู้ใหญ่บ้านสวี่กงผิงอย่างไม่เกรงกลัว

บรรยากาศยังคงตึงเครียด ทว่าก่อนที่ผู้ใหญ่บ้านจะได้เอ่ยปากถามสิ่งใด ร่างของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งกลับวิ่งถลาออกมาจากมุมมืดที่ผู้คนเพิ่งสลายตัวไป นางคือป้าหวาง... หญิงที่เซียวอวิ๋นซีเพิ่งช่วยชีวิตหลานชายของนางไว้เมื่อวันก่อน!

ใบหน้าของป้าหวางเต็มไปด้วยความสับสน กังวล และความหวัง นางมองข้ามผู้ใหญ่บ้านไปโดยสิ้นเชิง สายตาจับจ้องอยู่ที่เซียวอวิ๋นซีเพียงผู้เดียว

"แม่นางเซียว!" นางร้องเรียกเสียงสั่นเครือ "ข้า... ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้องเจ้า!"