ข่าวลือและหมออนามัยกำมะลอ
คำเตือนสีแดงฉานจากระบบยังคงกะพริบถี่ระรัวในม่านสายตาของเซียวอวิ๋นซีราวกับสัญญาณเตือนมหันตภัยร้ายแรง ข้อความแต่ละบรรทัดหนักอึ้งดุจขุนเขาถล่มทับลงกลางใจ ‘ภาวะโรคระบาดเต็มรูปแบบ’ สี่คำนี้สั่นสะเทือนจิตวิญญาณของอดีตแพทย์หญิงห้องฉุกเฉินจนเย็นเยียบไปถึงไขกระดูก
นางเคยเผชิญหน้ากับความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่ภาระหนักหน่วงเช่นนี้จะตกอยู่บนบ่าของนางเพียงผู้เดียว ในยุคสมัยที่การแพทย์ล้าหลัง การคมนาคมถูกตัดขาด และความเชื่อเรื่องงมงายครอบงำผู้คน... โรคระบาดครั้งนี้ไม่ต่างจากยมทูตที่กวัดแกว่งเคียวไปทั่วทั้งหมู่บ้านเถาซี
ใบหน้างดงามของเซียวอวิ๋นซีเคร่งขรึมลงในบัดดล แววตาที่เคยอ่อนล้ากลับทอประกายเด็ดเดี่ยวคมกล้า นางไม่อาจปล่อยให้ผู้คนล้มตายไปต่อหน้าต่อตาได้!
“เสี่ยวอัน นอนรอแม่อยู่นี่นะ อย่าดื้อ อย่าซน” นางหันไปลูบศีรษะบุตรชายที่นอนหลับอย่างสงบบนเตียงฟางนุ่มๆ ด้วยความอ่อนโยน ก่อนจะหลับตาลง รวบรวมสมาธิทั้งหมดเพื่อเข้าสู่มิติลับส่วนตัว
พริบตาเดียว ทิวทัศน์รอบกายก็แปรเปลี่ยนจากกระท่อมผุพังเป็นห้องฉุกเฉินอันคุ้นเคยที่สว่างไสวและสะอาดสะอ้าน กลิ่นยาฆ่าเชื้อจางๆ ที่เคยทำให้นางรู้สึกเหนื่อยหน่าย บัดนี้กลับให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาดใจ
ทว่าเป้าหมายของนางในครั้งนี้ไม่ใช่ตู้ยาที่เรียงรายไปด้วยยาแผนปัจจุบัน แต่เป็นพื้นที่ดินดำผืนเล็กๆ ด้านหลังห้องฉุกเฉินที่ระบบได้มอบให้ ‘แปลงสมุนไพรวิเศษ’ ที่สามารถเร่งการเจริญเติบโตได้ถึงสิบเท่า!
เซียวอวิ๋นซีตระหนักดีว่านางไม่อาจนำยาเม็ดหรือยาฉีดจากโลกอนาคตออกมาใช้ได้อย่างโจ่งแจ้ง ข้ออ้างที่ดีที่สุดคือการใช้สมุนไพรเป็นฉากบังหน้า ผสมผสานความรู้แพทย์แผนปัจจุบันและแผนโบราณเข้าด้วยกันเพื่อสร้างยาขนานใหม่ที่ทั้งมีประสิทธิภาพและไม่น่าสงสัย
นางเดินตรงไปยังชั้นเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ปรากฏขึ้นมาใหม่ คัดเลือกเมล็ดสมุนไพรที่มีสรรพคุณลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ และต้านการอักเสบในเบื้องต้นอย่างพิถีพิถัน อาทิ ชิงเฮา (Artemisia annua) จินอิ๋นฮวา (Honeysuckle) และเหลียนเชี่ยว (Forsythia) ซึ่งเป็นสมุนไพรพื้นฐานที่พอจะหาได้ในยุคนี้ แต่มักขาดแคลนและคุณภาพไม่แน่นอน
นิ้วเรียวงามของนางบรรจงฝังเมล็ดพันธุ์ลงในดินดำสนิท พลางรำพึงกับตนเองในใจ ‘เติบโตให้เร็วที่สุดเถอะนะ... เวลาของพวกเรามีไม่มากแล้ว’
ในขณะที่เซียวอวิ๋นซีกำลังหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังลงในมิติของนาง เมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังและความมืดบอดก็กำลังถูกโปรยปรายอยู่ ณ บ้านใหญ่ตระกูลหลิน
อาการป่วยไข้ลุกลามไปทั่วทุกหลังคาเรือนราวกับไฟลามทุ่ง เสียงไอโขลกดังระงมไม่ขาดสาย บรรยากาศของหมู่บ้านเถาซีที่เคยเงียบสงบ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง ชาวบ้านต่างปิดประตูบ้านแน่นหนา ไม่กล้าออกไปพบปะผู้ใด
สถานีอนามัยเล็กๆ ท้ายหมู่บ้านแน่นขนัดไปด้วยผู้ป่วยและญาติที่มารอรับยา หมอเฉิน ชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานซึ่งเป็น ‘หมอเท้าเปล่า’ เพียงคนเดียวของหมู่บ้าน กำลังเช็ดเหงื่อที่ไหลท่วมใบหน้าอย่างหัวเสีย
“ก็บอกแล้วไงว่าให้เอาไปต้มดื่ม! กินแล้วก็นอนพักผ่อนเยอะๆ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง!” เขาตวาดใส่ชาวบ้านคนหนึ่งที่กลับมาโวยวายว่าอาการของภรรยาไม่ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
“แต่ท่านหมอ...นี่มันสามวันแล้วนะขอรับ นางมีแต่จะทรุดลงๆ ตัวร้อนยังกับไฟ” ชายผู้นั้นอ้อนวอนด้วยสีหน้าซีดเผือด
หมอเฉินกระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดังปัง “แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร! ยาสมุนไพรดีๆ มันหายากแค่ไหนพวกเจ้าก็รู้! หรือว่านี่ไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บธรรมดา แต่เป็นคำสาปหรือตัวกาลกิณีที่ใครบางคนนำเข้ามาในหมู่บ้าน!”
คำพูดที่ปราศจากความรับผิดชอบของหมอเฉินจุดประกายความเชื่อเรื่องงมงายที่ฝังรากลึกในใจชาวบ้านให้ลุกโชนขึ้นมาทันที
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง ที่ลานบ้านตระกูลหลิน หวังชุนฮวาและจ้าวเหมยกำลังนั่งอยู่ใต้ชายคา มองดูความวุ่นวายในหมู่บ้านด้วยสีหน้าที่แตกต่างกัน
หวังชุนฮวานั้นมีทั้งความกังวลและความหงุดหงิด นางกังวลว่าโรคระบาดจะมาถึงตัวคนในครอบครัว แต่ก็หงุดหงิดที่ชาวบ้านบางคนเริ่มพูดถึงเรื่องที่เซียวอวิ๋นซีรักษาหวังเป่าจนหายดี ทำให้ชื่อเสียงของนางดูดีขึ้นมาอย่างไม่น่าให้อภัย
จ้าวเหมยเหลือบมองแม่สามีด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยนัยบางอย่าง “ท่านแม่... ท่านไม่รู้สึกหรือว่าเรื่องทั้งหมดนี้มันประหลาดเกินไปหน่อย”
“ประหลาดอย่างไร?” หวังชุนฮวาขมวดคิ้ว
“ก็ตั้งแต่ที่นังสะใภ้สามนั่นฟื้นขึ้นมา... เรื่องร้ายๆ ก็เกิดขึ้นไม่หยุด” จ้าวเหมยทอดถอนใจยาว ทำทีเป็นทุกข์ร้อน “สามีตายไม่ทันไร ตอนนี้ก็เกิดโรคระบาดร้ายแรงไปทั่วทั้งหมู่บ้าน... สมัยก่อนหมู่บ้านเราไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้เลยนะเจ้าคะ”
คำพูดของจ้าวเหมยแทงทะลุเข้าไปในหัวใจที่เต็มไปด้วยอคติของหวังชุนฮวาราวกับลูกศรอาบยาพิษ หญิงชราเบิกตากว้าง ความคิดที่นางเคยเชื่อมั่นมาตลอดพลันแจ่มชัดขึ้นมาอีกครั้ง
“ดาวไม้กวาด...” หวังชุนฮวาพึมพำออกมาเสียงแผ่วเบา “ใช่แล้ว... นางมันคือดาวไม้กวาดนำโชคร้ายมาให้ตระกูลหลินไม่พอ ยังจะลากคนทั้งหมู่บ้านให้เดือดร้อนไปด้วย!”
จ้าวเหมยเห็นว่าเหยื่อติดเบ็ดแล้วจึงรีบสุมไฟต่อทันที “ข้าก็ได้ยินคนเขาพูดกันนะเจ้าคะท่านแม่... ว่ากันว่านางไปตกน้ำแล้ววิญญาณร้ายเข้าสิง พอกลับมาเลยนำพาเอาโรคผีสางมาด้วย ดูสิเจ้าคะ... ขนาดหมอเฉินยังหมดปัญญาจะรักษา นี่มันไม่ใช่โรคธรรมดาแน่ๆ”
“จริงของเจ้า!” หวังชุนฮวาตบหน้าขาตัวเองฉาดใหญ่ ดวงตาขุ่นมัวลุกวาวด้วยความโกรธแค้นและความเชื่ออย่างสุดหัวใจ “มันต้องเป็นเพราะนังตัวซวยนั่นแน่ๆ! เราจะปล่อยให้นางทำลายหมู่บ้านเถาซีไม่ได้!”
บ่ายวันนั้นเอง ข่าวลือระลอกใหม่ก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านเร็วยิ่งกว่าเชื้อโรคเสียอีก
จากปากต่อปาก จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย... เรื่องราวของ ‘แม่ม่ายดาวไม้กวาด’ ผู้นำพาโรคระบาดมาสู่หมู่บ้านถูกแต่งแต้มสีสันจนน่าสะพรึงกลัว ความดีความชอบที่เซียวอวิ๋นซีเคยช่วยชีวิตหวังเป่าถูกลบล้างไปจนหมดสิ้น กลายเป็นว่านางใช้มนต์ดำคุณไสยหลอกลวงผู้คน
ชาวบ้านที่กำลังหวาดกลัวและสิ้นหวังต่างพร้อมที่จะเชื่อทุกอย่างที่สามารถหาคนมารับผิดชอบต่อโชคร้ายของตนได้ ความโกรธแค้นที่เคยมีต่อความไร้ความสามารถของหมอเฉิน บัดนี้ถูกเบี่ยงเบนไปยังกระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านอย่างเต็มเปี่ยม
เซียวอวิ๋นซีซึ่งเพิ่งออกมาจากมิติส่วนตัว ยังไม่ทันได้สังเกตความผิดปกติใดๆ นางกำลังครุ่นคิดถึงแผนการปรุงยาและวิธีแจกจ่ายยาให้แก่ชาวบ้านอย่างแนบเนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทว่าความคิดของนางก็ต้องหยุดชะงักลง เมื่อมีก้อนหินก้อนหนึ่งลอยละลิ่วเข้ามาตกกระทบแผ่นไม้ผุๆ ที่ใช้แทนประตูเสียงดัง ‘ปัง!’
นางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่จะได้ยินเสียงตะโกนด่าทอสาปแช่งดังมาจากด้านนอก เสียงเหล่านั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ความหวาดกลัว และความโกรธเกรี้ยวที่ปะปนกันจนฟังไม่ศัพท์
“นังดาวไม้กวาด! ออกมานะ!”
“เพราะแกคนเดียว! หมู่บ้านถึงต้องเจอเรื่องวิบัติเช่นนี้!”
“ไสหัวออกไปจากหมู่บ้านเถาซีซะ! เอาเชื้อโรคของแกกลับไปด้วย!”
เซียวอวิ๋นซีเดินไปที่รอยแยกของผนังกระท่อมแล้วมองออกไป ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ ชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง...ทั้งชายหญิงและคนชรา...กำลังยืนจับกลุ่มกันอยู่ห่างๆ ใบหน้าของแต่ละคนบิดเบี้ยวด้วยความเกลียดชัง ในมือของบางคนถึงกับถือก้อนหินและท่อนไม้เตรียมพร้อมไว้
ดวงตาของนางเหลือบไปเห็นร่างของจ้าวเหมยและหวังชุนฮวาที่ยืนปะปนอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น แม้พวกนางจะไม่ได้ตะโกน แต่รอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปากก็เป็นคำตอบของทุกสิ่ง
ในที่สุดนางก็เข้าใจ... นี่คือแผนการของพวกมัน การหาแพะรับบาปเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความล้มเหลวของหมอประจำหมู่บ้าน และเพื่อกำจัดนางให้สิ้นซากไปพร้อมๆ กัน
เปลวเพลิงแห่งโทสะลุกโชนขึ้นในแววตาของเซียวอวิ๋นซี... โง่เขลา! ในขณะที่นางกำลังพยายามหาทางช่วยชีวิตคนทั้งหมู่บ้าน คนเหล่านี้กลับเลือกที่จะเชื่อข่าวลือไร้สาระและหันคมหอกมาที่นางผู้เป็นความหวังเดียวของพวกเขา!
นางกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เสียงสาปแช่งด้านนอกยังคงดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย บรรยากาศกดดันและคุกคามหนักหน่วงขึ้นทุกขณะ ประหนึ่งพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้น... รอเวลาที่จะพัดทำลายทุกสิ่งให้พังพินาศ