ตื่นขึ้นมากลางวงล้อม ทะลุมิติสู่ร่างแม่ม่ายไร้ค่า

ความเจ็บปวดราวกับกระดูกทั่วร่างแหลกสลายปลุกสติของหลินหว่านชิวให้ตื่นขึ้นจากความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด กลิ่นคาวเลือดจางๆ ผสมกับกลิ่นดินชื้นแฉะลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ นางขมวดคิ้ว พยายามลืมตาที่หนักอึ้งราวกับมีหินถ่วง ทว่าภาพที่เห็นกลับไม่ใช่ห้องผ่าตัดปลอดเชื้ออันคุ้นเคย แต่เป็นลานดินหน้าบ้านไม้ซอมซ่อหลังหนึ่ง แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมาจนแสบตา

“นังสัตว์เดรัจฉาน! ยังกล้าลืมตาขึ้นมาอีกรึ!”

เสียงแหลมสูงราวกับกรีดผ้าไหมดังขึ้นข้างหู พร้อมกับเงาร่างหนึ่งที่บดบังแสงอาทิตย์ ไม้ท่อนเขื่องในมือของสตรีวัยกลางคนผู้มีใบหน้าถมึงทึงง้างขึ้นสูง เตรียมจะฟาดลงมาอีกครั้ง

หลินหว่านชิวเบิกตากว้าง ในสมองประมวลผลด้วยความเร็วแสง...นางคือหลินหว่านชิว ศัลยแพทย์มือหนึ่งแห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เพิ่งจะทำการผ่าตัดมาราธอนยาวนานสี่สิบแปดชั่วโมงจนหมดสติไปไม่ใช่หรือ? แล้วเหตุใดจึงมานอนอยู่บนพื้นดินสกปรก ถูกสตรีในชุดผ้าป่านหยาบกร้านสมัยโบราณชี้หน้าด่าทอเช่นนี้?

สรรพเสียงรอบกายถาโถมเข้ามาดุจคลื่นยักษ์ เสียงชาวบ้านซุบซิบนินทา เสียงลมพัดหวีดหวิว และเสียงกรีดร้องด้วยความโกรธเกรี้ยวของสตรีผู้นั้น

“นางตัวกาลกิณี! ตั้งแต่เจ้าก้าวเท้าเข้าบ้านตระกูลซ่งของข้า ก็มีแต่เรื่องซวยซ้ำซวยซ้อน! สามีเจ้าเพิ่งตายไปไม่ทันไร เจ้ายังจะมีหน้ามาขโมยเงินอีกรึ! ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”

ไม้ท่อนนั้นฟาดแหวกอากาศลงมาอีกครา!

ในวินาทีแห่งความเป็นความตาย สัญชาตญาณแพทย์ที่ฝึกฝนมาทั้งชีวิตของหลินหว่านชิวก็ตื่นตัวเต็มพิกัด นางไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับตนเอง แต่ที่แน่ชัดคือนางจะไม่ยอมตายอย่างไร้ค่าตรงนี้เด็ดขาด! ร่างที่เดิมทีอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรงพลันพลิกตัวหลบไปด้านข้างอย่างหวุดหวิด ไม้ท่อนใหญ่ฟาดลงบนพื้นดินเสียงดัง *ตุ้บ!* จนฝุ่นคลุ้งกระจาย

หวังชุ่ยฮวา แม่สามีของร่างนี้ชะงักงันไปชั่วขณะ ไม่คาดคิดว่าสะใภ้ที่ปกติแล้วยอมให้ทุบตีแต่โดยดีจะกล้าหลบหลีก นางคำรามในลำคอ เตรียมจะเงื้อไม้ขึ้นอีกครั้ง

ทว่าครานี้หลินหว่านชิวไวกว่า นางอาศัยจังหวะที่หวังชุ่ยฮวาเสียหลัก เอื้อมมือที่สั่นเทาไปดึงปิ่นปักผมที่ทำจากไม้ราคาถูกเล่มหนึ่งออกจากมวยผมที่หลุดลุ่ยของตนเอง ปลายแหลมของมันจี้ไปที่แขนขวาของแม่สามีใจร้ายอย่างแม่นยำ

“เจ้า...เจ้าจะทำอะไร!” หวังชุ่ยฮวาตื่นตระหนก

ดวงตาหงส์ของหลินหว่านชิวที่เคยเหม่อลอยบัดนี้กลับทอประกายเยียบเย็นและเฉียบคมราวกับมีดผ่าตัด นางไม่ตอบคำ แต่ใช้นิ้วหัวแม่มือกดปลายปิ่นลงบนจุดเสวี่ย ‘ชวีฉือ’ บนท่อนแขนของหวังชุ่ยฮวาอย่างแรง!

“อ๊ากกก!”

หวังชุ่ยฮวาร้องลั่น ความรู้สึกเจ็บแปลบราวกับถูกเข็มพิษนับร้อยเล่มทิ่มแทงแล่นปราดจากแขนขึ้นไปยังหัวไหล่ ก่อนที่ทั้งแขนจะชาหนึบไร้ความรู้สึก ไม้ท่อนเขื่องในมือร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน หวังชุ่ยฮวาเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ นางพยายามขยับแขนขวา แต่มันกลับห้อยตกลงข้างลำตัวอย่างอ่อนเปลี้ยราวกับไม่ใช่ของตนเอง

“แขน...แขนของข้า! นังแพศยา เจ้าทำอะไรกับแขนข้า!”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ทุกคนที่มุงดูอยู่โดยรอบตกตะลึงจนอ้าปากค้าง เสียงซุบซิบเงียบลงกะทันหัน ทุกสายตาจับจ้องไปยังหลินหว่านชิวราวกับเห็นภูตผีปีศาจ สะใภ้รองตระกูลซ่งที่ปกติแล้วขี้ขลาดตาขาวราวกับหนูเห็นแมว บัดนี้กลับมีท่าทีสงบนิ่งและน่าหวาดหวั่นอย่างประหลาด ดวงตาคู่นั้นเย็นชาจนน่าขนลุก

“ท่านแม่!” ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งผู้มีใบหน้าเย็นชาและแววตาแฝงความรังเกียจก้าวออกมาจากประตูบ้าน เขาคือซ่งจื่อเฉิง พี่ชายคนโตของสามีที่ตายไปของนาง เขามองแขนที่ไร้เรี่ยวแรงของมารดาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมามองหลินหว่านชิวด้วยสายตาคมกริบ “เจ้าทำอะไรท่านแม่!”

หลินหว่านชิวยันกายลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล เสื้อผ้าขาดวิ่นเปรอะเปื้อนฝุ่นดิน บนร่างกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ นางแค่นเสียงเย็นชา “ข้าแค่ป้องกันตัว หากข้าไม่หลบ ป่านนี้คงถูกตีจนตายไปแล้วกระมัง”

“เจ้ายังกล้าเถียง!” ซ่งจื่อเฉิงตวาดเสียงกร้าว “ในเมื่อเจ้าอกตัญญูถึงเพียงนี้ ทั้งยังทำร้ายบุพการี ตระกูลซ่งของข้าเก็บสตรีเช่นเจ้าไว้ไม่ได้อีกต่อไป! ไสหัวไปซะ!”

คำประกาศิตของเขาดังชัดเจนไปทั่วลานบ้าน หวังชุ่ยฮวาแม้จะตกใจที่แขนใช้การไม่ได้ แต่เมื่อได้ยินว่าบุตรชายจะไล่สะใภ้ตัวซวยออกไปก็พลันเกิดความยินดีขึ้นมา นางชี้หน้าด่าต่อด้วยแขนข้างซ้าย “ใช่แล้ว! ไสหัวไป! ไปให้พ้นจากบ้านข้า! ของสินเดิมทั้งหมดของเจ้าก็คือค่ารักษาพยาบาลที่เจ้าทำร้ายข้า!”

ชาวบ้านที่มุงดูเริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง

“น่าสงสารนัก สามีเพิ่งตายไปแท้ๆ”

“ได้ยินว่าสินเดิมของนางมีไม่น้อยเลยนะ แต่ถูกแม่สามียึดไปหมดเกลี้ยง”

“ตระกูลซ่งนี่ก็ใจดำเกินไปแล้ว อย่างน้อยก็ควรแบ่งให้นางบ้าง”

“เฮ้อ... ชะตากรรมของแม่ม่ายก็เป็นเช่นนี้แล”

หลินหว่านชิวไม่สนใจเสียงนินทาเหล่านั้น นางเพียงมองหน้าซ่งจื่อเฉิงและหวังชุ่ยฮวาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ทว่าลึกลงไปในนั้นกลับมีเปลวไฟแห่งความแค้นที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งซ่อนอยู่ นางไม่ร้องขอความเมตตา ไม่คร่ำครวญแม้แต่คำเดียว เพียงแค่พยักหน้ารับชะตากรรมอย่างสงบนิ่งผิดวิสัย

“ดี” คำพูดสั้นๆ เพียงคำเดียวหลุดออกจากริมฝีปากที่แห้งผากของนาง

ซ่งจื่อเฉิงเห็นท่าทีของนางแล้วก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่น เขารู้สึกว่าสะใภ้รองผู้นี้เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน แต่ก็ไม่อยากเก็บนางไว้ให้เป็นเสี้ยนหนามจึงตะโกนสั่งอย่างไม่ไยดี “ไปอยู่ที่กระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านซะ! นั่นคือความเมตตาสุดท้ายที่ตระกูลซ่งจะมอบให้เจ้า!”

กระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านหลิวสุ่ย... นั่นแทบไม่ต่างอะไรจากการไล่ไปตาย!

หลินหว่านชิวไม่พูดอะไรอีก นางหันหลังกลับ เดินโซซัดโซเซออกจากวงล้อมของชาวบ้าน มุ่งหน้าไปยังทิศที่ตั้งของกระท่อมร้างนั้น ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลทั่วร่างกาย แต่ความเจ็บปวดทางกายยังเทียบไม่ได้กับความเย็นเยียบในหัวใจ

สายลมในฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยมา พาเอากลิ่นอายแห่งความอ้างว้างและหนาวเหน็บเข้าปะทะร่างที่บอบช้ำของนาง กระท่อมผุพังที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้ามีสภาพไม่ต่างจากคอกสัตว์ หลังคารั่วเป็นรูโหว่ ผนังดินมีรอยแตกจนลมสามารถพัดผ่านเข้ามาได้โดยง่าย

นางผลักประตูที่โยกเยกเข้าไป ข้างในมีเพียงเตียงไม้แข็งๆ ที่ขาหักไปข้างหนึ่งกับเศษฟางแห้งๆ กองอยู่บนพื้น กลิ่นอับชื้นและฝุ่นหนาเตอะทำให้แทบหายใจไม่ออก

นี่คือจุดเริ่มต้นใหม่ของนาง... จุดเริ่มต้นในฐานะแม่ม่ายไร้ค่าที่ถูกขับไล่...

หลินหว่านชิวทรุดกายนั่งลงบนกองฟาง ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ถูกทุบตีทั่วร่างพลันปะทุขึ้นมาอีกครั้งรุนแรงกว่าเก่า ความอ่อนล้าจากการเสียเลือดและความหิวโหยถาโถมเข้ามาจนสติเริ่มเลือนราง ภาพเบื้องหน้าพร่ามัว โลกทั้งใบหมุนคว้างราวกับจะแตกสลาย...

นางจะตายจริงๆ หรือ? ตายในกระท่อมซอมซ่อไร้ค่าเช่นนี้?

ไม่! นางคือหลินหว่านชิว! นางจะยอมแพ้ไม่ได้!

ทว่าเรี่ยวแรงสุดท้ายกำลังจะหมดสิ้นลง เปลือกตาของนางหนักอึ้งเกินกว่าจะต้านทานไหว ในเสี้ยววินาทีที่สติกำลังจะดับวูบลงนั้นเอง หยาดโลหิตหยดหนึ่งจากบาดแผลที่แขนของนางก็พลันร่วงหล่นลงบนปานสีเขียวจางๆ รูปใบไม้ที่ข้อมือขวา...

ทันใดนั้นเอง ปานรูปใบไม้กลับทอแสงสีเขียวมรกตอันอบอุ่นออกมาอย่างน่าอัศจรรย์! แสงสว่างนั้นสว่างวาบขึ้น ก่อนจะดูดกลืนร่างที่ใกล้จะหมดสติของหลินหว่านชิวให้หายลับไปจากกระท่อมร้างในชั่วพริบตา