ผงคันคะเยอ สั่งสอนคนพาล
เบื้องหน้ากรงเล็บอันแหลมคมที่พุ่งตรงเข้าหมายจะขีดข่วนใบหน้าให้เสียโฉม หลินหว่านชิวกลับยืนนิ่งสงบดุจหินผาต้านคลื่นลม ร่างกายเพียงเอนหลบเล็กน้อยอย่างคล่องแคล่ว ปล่อยให้ร่างอ้วนฉุของโจวกุ้ยฟางถลาผ่านไปอย่างเสียหลัก
ทว่าในชั่วพริบตาที่ร่างทั้งสองสวนกันนั้นเอง ปลายนิ้วเรียวของหลินหว่านชิวสะบัดเพียงครั้งครา ประหนึ่งกิ่งหลิวลู่ลม แผงผงธุลีละเอียดสีเหลืองอ่อนที่มองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็นก็ลอยอวลเข้าสู่ปกเสื้อและแผ่นหลังของสตรีผู้บ้าคลั่งอย่างเงียบเชียบ
"กรี๊ด! นังตัวดี! หลบทำไม!" โจวกุ้ยฟางซึ่งเสียหลักเกือบจะล้มคะมำหันขวับกลับมาตวาดแว้ด ดวงตาแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะ นางตั้งท่าจะพุ่งเข้าไปอีกครั้ง แต่แล้ว...การกระทำของนางก็พลันชะงักงัน
ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความงุนงง มือข้างหนึ่งยกขึ้นเกาที่ต้นคออย่างแรง "เอ๊ะ...เหตุใดจึงคันเช่นนี้"
เพียงชั่วอึดใจ ความคันยุบยิบที่เริ่มจากต้นคอก็ลุกลามราวกับไฟลามทุ่งไปทั่วทั้งแผ่นหลัง หน้าอก ลำตัว และแขนขา ความรู้สึกนั้นมิใช่ความคันธรรมดา หากแต่เป็นความคันคะเยออันร้ายกาจ ประหนึ่งมีมดนับหมื่นนับแสนตัวกำลังไชชอนอยู่ใต้ทุกอณูของผิวหนัง กัดกินจนลึกถึงกระดูกดำ!
"โอ๊ย! คัน! คันเหลือเกิน!"
โจวกุ้ยฟางร้องเสียงหลง นางใช้เล็บยาวๆ ของตนขูดครืดๆ ลงบนผิวเนื้ออย่างไม่ยั้งแรง จากเกากลายเป็นข่วน จากข่วนกลายเป็นทึ้งเสื้อผ้าของตนเองเพื่อหวังจะบรรเทาความทรมานที่ไม่อาจทานทน แต่ยิ่งเกาก็ยิ่งคัน ยิ่งข่วนความรู้สึกนั้นก็ยิ่งทบทวีคูณจนแทบจะเสียสติ
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างพากันเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึงระคนหวาดหวั่น ภาพของพี่สะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลซ่งผู้เคยหยิ่งผยองและวางอำนาจ บัดนี้กลับมีสภาพไม่ต่างจากสุนัขขี้เรื้อนที่กำลังคลุ้มคลั่ง
"คัน! ช่วยข้าด้วย! โอ๊ย! ข้าจะตายแล้ว!"
ในที่สุด โจวกุ้ยฟางก็ทนต่อไปไม่ไหว นางทิ้งตะกร้าที่คิดจะมาแย่งชิงลงบนพื้นเสียงดังโครม แล้วล้มตัวลงไปนอนเกลือกกลิ้งกับพื้นดินลูกรังอย่างไม่คิดชีวิต นางถูไถแผ่นหลังกับพื้นดินที่หยาบกระด้างราวกับสัตว์ป่า เสื้อผ้าที่เคยสะอาดสะอ้านบัดนี้มอมแมมไปด้วยฝุ่นดิน เนื้อตัวมีรอยขีดข่วนแดงเป็นปื้นยาวน่ากลัว น้ำมูกน้ำตาไหลนองหน้า ปากก็พร่ำร้องโหยหวนด้วยความทรมานอย่างน่าเวทนา
หลินหว่านชิวยืนมองภาพนั้นด้วยแววตาเย็นชาเฉยเมย ไม้เท้าในมือค้ำยันร่างที่บอบบางแต่กลับแฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งที่ไม่เคยมีผู้ใดได้เห็นมาก่อน
นี่คือ 'ผงคันคะเยอ' ที่นางปรุงขึ้นเป็นพิเศษจากสมุนไพรหลายชนิดในมิติหยกโอสถ มันไม่ใช่ยาพิษ แต่สำหรับคนพาลที่ชอบใช้กำลังรังแกผู้อื่นแล้ว ความทรมานจากการสูญเสียศักดิ์ศรีและความอัปยศอดสูต่อหน้าธารกำนัลนั้น ร้ายแรงยิ่งกว่าการถูกโบยตีเสียอีก
"เกิดอันใดขึ้นกับนาง!" เสียงชาวบ้านคนหนึ่งอุทานขึ้นด้วยความตกใจ
"ดูสิ! น่ากลัวเหลือเกิน! หรือว่านางไปต้องอาถรรพ์อันใดเข้า?"
โจวกุ้ยฟางที่กำลังกลิ้งทุรนทุรายอยู่บนพื้นได้ยินเสียงซุบซิบก็ยิ่งรู้สึกอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี นางพยายามจะลุกขึ้น แต่ความคันอันร้ายกาจก็จู่โจมระลอกใหม่จนนางต้องกรีดร้องแล้วลงไปดิ้นพล่านอีกครั้ง ในที่สุด สัญชาตญาณเอาตัวรอดก็มีชัยเหนือความโกรธแค้น นางใช้แรงเฮือกสุดท้ายตะเกียกตะกายลุกขึ้น วิ่งสะดุดขาตัวเองกลับไปยังทิศทางของบ้านตระกูลซ่งอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งไว้เพียงเสียงร้องโหยหวนที่ค่อยๆ จางหายไปกับสายลม
เมื่อตัวต้นเรื่องหนีไปแล้ว หลินหว่านชิวจึงหันมาเผชิญหน้ากับสายตานับสิบคู่ของชาวบ้านที่กำลังจับจ้องมาที่นางด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งหวาดระแวง ตกตะลึง และยำเกรง
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัด ก้องกังวานไปทั่วบริเวณนั้นราวกับคำประกาศิต
"ทุกท่านคงได้เห็นแล้ว! แต่เดิมข้าหลินหว่านชิวเป็นเพียงแม่ม่ายที่ไร้ที่พึ่งพิง ถูกรังแกข่มเหงสารพัด แต่สวรรค์ยังมีตา ไม่ต้องการให้ข้าและลูกต้องอดตาย จึงได้ประทานหนทางให้ข้าทำมาหากินเลี้ยงชีพ"
"ของทุกชิ้นในตะกร้านี้ ข้าวสารทุกเม็ด ผักทุกกำ ล้วนมาจากน้ำพักน้ำแรงของข้า! แต่พี่สะใภ้ใหญ่กลับคิดจะมาปล้นชิงของข้าไปซึ่งๆ หน้า!"
นางหยุดเว้นจังหวะ กวาดสายตาคมกริบไปรอบๆ มองลึกเข้าไปในดวงตาของแต่ละคน
"วันนี้ ข้าขอประกาศไว้ตรงนี้! ผู้ใดก็ตามที่คิดจะมารังแกข้าหรือคิดจะมาแตะต้องทรัพย์สินของข้าอีก แม้เพียงปลายเล็บ... สิ่งที่เกิดขึ้นกับโจวกุ้ยฟางในวันนี้ จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่มันผู้นั้นต้องเผชิญ!"
น้ำเสียงของนางเด็ดเดี่ยวและเยียบเย็นจนคนฟังรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ชาวบ้านหลายคนรีบหลบสายตา ไม่กล้าสบตากับหญิงม่ายที่เคยอ่อนแอผู้นี้อีกต่อไป ภาพลักษณ์ใหม่ของนางได้สลักลึกลงไปในใจของทุกคนแล้วในวันนี้
สิ้นคำประกาศ หลินหว่านชิวก็ก้มลงเก็บตะกร้าของนางขึ้นมาอย่างไม่รีบร้อน ตรวจสอบข้าวของในนั้น ก่อนจะเดินจากไปอย่างสง่างาม ทิ้งไว้เพียงฝูงชนที่ยังคงยืนตะลึงงันกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
---
ณ บ้านตระกูลซ่ง
ซ่งต้าเฉียงกำลังนั่งสูบยาเส้นอยู่บนตั่งไม้หน้าบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นมัว คิ้วของเขาขมวดเป็นปมแน่น หลังจากได้ยินชาวบ้านที่เดินผ่านหน้าบ้านไปเล่าเรื่องราวอื้อฉาวที่เกิดขึ้นกลางทางด้วยความตื่นเต้นระคนสมน้ำหน้า ใบหน้าเหี่ยวย่นของเขาก็บึ้งตึงจนน่ากลัว
ยังไม่ทันที่ควันยาชุดใหม่จะจางหายไปดี ร่างที่มอมแมมราวกับขอทานของโจวกุ้ยฟางก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในลานบ้าน
"ท่านพ่อ! ท่านพ่อเจ้าขา! ช่วยข้าด้วย! คัน... ข้าคันจะตายอยู่แล้ว!"
ซ่งต้าเฉียงมองสภาพของบุตรสะใภ้ใหญ่แล้วก็แทบจะสำลักควันยา ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดวิ่น เนื้อตัวเต็มไปด้วยฝุ่นดินและรอยข่วนแดงเถือก นางวิ่งตรงไปยังอ่างน้ำขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับล้างผัก แล้วกระโจนลงไปทั้งตัว!
"ซ่า!"
น้ำในอ่างสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ โจวกุ้ยฟางแช่อยู่ในน้ำเย็นๆ เนื้อตัวสั่นเทา แต่ก็ยังไม่วายใช้มือถูไถตามร่างกายอย่างบ้าคลั่ง
"ยังไม่พอใจอีกรึ! เรื่องดีๆ ไม่ทำ ไปสร้างเรื่องอัปยศอดสูให้ตระกูลซ่งต้องขายขี้หน้าชาวบ้าน!" ซ่งต้าเฉียงตวาดลั่นด้วยความเดือดดาล เขาไม่ได้รู้สึกสงสารนางแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือชื่อเสียงของตระกูล
"ก็...ก็นังสารเลวนั่น! นังหลินหว่านชิว! มันทำข้า! มันใช้คุณไสยใส่ข้า!" โจวกุ้ยฟางตะโกนสวนกลับมาจากในอ่างน้ำอย่างไม่ยอมแพ้
"หุบปาก!" ซ่งต้าเฉียงลุกขึ้นชี้หน้าด่า "เจ้าไปหาเรื่องมันก่อนมิใช่รึ! คิดจะไปแย่งของๆ มันใช่หรือไม่? นังตัวหายนะ! ปัญญาอ่อน! คนทั้งหมู่บ้านเห็นกันหมดว่าเจ้าไปทำอะไร! ตอนนี้ตระกูลซ่งจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!"
โจวกุ้ยฟางถูกด่าจนหน้าชาได้แต่ก้มหน้างุดๆ อยู่ในอ่างน้ำ ไม่กล้าเถียงอีก
ซ่งต้าเฉียงเดินวนไปวนมาด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะหยุดชะงัก ความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้นมาในหัว... เขาหรี่ตามองไปยังทิศทางของกระท่อมท้ายหมู่บ้านด้วยความสงสัย
นังสะใภ้รองนั่น...นับวันยิ่งแปลกประหลาดขึ้นทุกที ไม่เพียงแต่ไม่ยอมอดตาย ทั้งยังมีเงินซื้อข้าวสารอาหารแห้ง แถมยังมีวิธีประหลาดๆ มาจัดการกับโจวกุ้ยฟางจนมีสภาพน่าสมเพชเช่นนี้อีก...
เงินพวกนั้น...นางเอามาจากที่ใดกัน?