ซื้อเสบียงกลับบ้าน ปะทะพี่สะใภ้จอมโลภ
เงาร่างที่มุมตึกฝั่งตรงข้ามนั้นหายวับไปรวดเร็วดั่งภูตพราย ทว่าภาพติดตานั้นยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของหลินหว่านชิว คล้ายก้อนเมฆทะมึนที่บดบังแสงตะวันยามบ่าย เด็กรับใช้ของโรงหมอจี้ซื่อ... การปรากฏตัวของเขาย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
หัวใจของนางพลันเย็นเยียบลงชั่วขณะ ความรู้สึกถึงวิกฤตที่ซ่อนเร้นอยู่คืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบ การปฏิเสธข้อเสนอที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลของหมอจางฝูชิงในวันนี้ เปรียบเสมือนการลูบคมพยัคฆ์ร้ายที่หลับใหล พวกเขาคงไม่ปล่อยนางไปง่ายๆ เป็นแน่
ทว่า เมื่อสัมผัสได้ถึงถุงเงินที่หนักอึ้งในอกเสื้อ ความอบอุ่นระลอกหนึ่งก็แผ่ซ่านเข้ามาขับไล่ความหวาดระแวงนั้นออกไป พยัคฆ์ร้ายจะน่ากลัวเพียงใด ก็ยังเป็นเรื่องของอนาคต แต่ความหิวโหยและความหนาวเหน็บของเสี่ยวเป่าคือมหันตภัยที่อยู่ตรงหน้า!
นางสูดลมหายใจลึก ข่มความกังวลทั้งมวลลงไปในส่วนลึกของจิตใจแล้วก้าวเดินอย่างมั่นคงมุ่งหน้าสู่ใจกลางตลาดที่คึกคักที่สุดของอำเภอชิงหยวน บัดนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนเงินทุนก้อนแรกนี้ให้กลายเป็นหลักประกันชีวิตของนางและบุตรชาย
กลิ่นหอมของข้าวสารใหม่ที่เพิ่งสีสดๆ ลอยมาปะทะจมูก หลินหว่านชิวก้าวตรงไปยังร้านขายธัญพืชที่ใหญ่ที่สุด นางไม่ลังเลที่จะใช้เงินส่วนหนึ่งซื้อข้าวสารเม็ดงามสีขาวขุ่นมาเต็มห้าจิน แม้ราคาจะสูงกว่าข้าวหักอยู่บ้าง แต่นางรู้ดีว่าร่างกายของเสี่ยวเป่าที่เพิ่งฟื้นไข้ต้องการอาหารที่ดีที่สุดเพื่อบำรุงกำลัง
จากนั้น นางก็เดินต่อไปยังแผงขายเนื้อที่ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง หญิงม่ายเช่นนางที่ถูกขับออกจากบ้านสามี การซื้อเนื้อสัตว์ถือเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยอย่างยิ่งในสายตาชาวบ้าน แต่หลินหว่านชิวไม่สนใจ นางเหลือบมองเนื้อหมูสามชั้นที่มีไขมันแทรกเป็นลายงดงามชิ้นหนึ่งแล้วชี้สั่ง “เถ้าแก่ ข้าขอเนื้อชิ้นนั้นครึ่งจิน”
คนขายเนื้อเหลือบมองนางด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ลงมือสับเนื้อให้ตามที่สั่งอย่างคล่องแคล่ว เนื้อหมูชิ้นงามถูกห่อด้วยใบไผ่แห้งอย่างดี เมื่อรับมาไว้ในมือ ความรู้สึกตื้นตันก็เอ่อล้นขึ้นมาในใจนาง นี่คือเนื้อชิ้นแรกที่นางซื้อหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองในโลกใบนี้
สุดท้าย นางเดินไปยังร้านขายเครื่องนอนที่ตั้งอยู่ท้ายตลาด ลมสารทฤดูเริ่มพัดพาความเย็นยะเยือกมากับอากาศยามบ่าย บ่งบอกว่าฤดูเหมันต์อันโหดร้ายกำลังจะมาเยือนในไม่ช้า กระท่อมฟางท้ายหมู่บ้านของนางนั้นมีเพียงฟางแห้งบางๆ ปูรองนอน ไม่อาจต้านทานความหนาวเหน็บได้อย่างแน่นอน
นางใช้สายตาพินิจพิจารณาผ้าห่มแต่ละผืนอย่างละเอียด ก่อนจะตัดสินใจเลือกผ้าห่มนวมบุฝ้ายผืนที่หนาที่สุด แม้จะเก่าเก็บไปบ้าง แต่เมื่อเทียบกับราคาแล้วนับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก นางจ่ายเงินส่วนที่เหลือเกือบทั้งหมดไปกับผ้าห่มผืนนี้ แต่เมื่อได้สัมผัสถึงความหนานุ่มของมัน ความเสียดายเงินก็มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงภาพรอยยิ้มอันอบอุ่นของเสี่ยวเป่าที่นอนหลับอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนานี้
ตะกร้าไม้ไผ่ที่เคยว่างเปล่า บัดนี้กลับเต็มไปด้วยข้าวของจนหนักอึ้ง ทั้งข้าวสาร เนื้อหมู และผ้าห่มผืนใหญ่ น้ำหนักของมันคือความหวัง คืออนาคต คือชีวิตใหม่ที่นางกำลังจะสร้างขึ้นด้วยสองมือ หลินหว่านชิวสะพายตะกร้าขึ้นหลังอย่างทุลักทุเล แต่หัวใจกลับเบาโหวงและพองฟูอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นางก้าวเดินออกจากตลาดอำเภอชิงหยวน มุ่งหน้ากลับสู่หมู่บ้านหลิวสุ่ย แสงตะวันยามอัสดงย้อมท้องฟ้าเป็นสีส้มทอง ทอดยาวลงบนเส้นทางลูกรังเบื้องหน้า เงาของนางที่ทอดตัวยาวเหยียดดูโดดเดี่ยว ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวอย่างประหลาด
เมื่อเดินมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านหลิวสุ่ย ซึ่งเป็นทางเดินแคบๆ ที่ขนาบข้างด้วยพงหญ้ารกชัฏ หลินหว่านชิวพลันชะงักฝีเท้า สายตาจับจ้องไปยังร่างอวบหนาของสตรีผู้หนึ่งที่ยืนกอดอกขวางทางอยู่เบื้องหน้าด้วยท่าทีหาเรื่อง
โจวกุ้ยฟาง! พี่สะใภ้ใหญ่ของบ้านซ่ง!
ใบหน้าของนางยังคงมีร่องรอยบวมช้ำจางๆ จากการถูกตบสั่งสอนเมื่อหลายวันก่อน ดวงตาเรียวเล็กหรี่ลงจับจ้องตะกร้าบนหลังของหลินหว่านชิวอย่างไม่วางตา เมื่อเห็นว่าภายในเต็มไปด้วยข้าวของมากมาย แววตาของนางก็ฉายประกายแห่งความโลภและความอิจฉาริษยาออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“โฮ่! นังตัวกาลกิณี ยังมีหน้ากลับมาอีกรึ!” โจวกุ้ยฟางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหลมสูงเสียดแทงแก้วหู “ไปเตร็ดเตร่อยู่ที่ใดมาทั้งวัน แล้วของในตะกร้านั่น...ไปขโมยมาจากที่ใด!”
หลินหว่านชิวหยุดยืนนิ่ง ร่างกายตั้งตรงสง่างาม แววตาเยือกเย็นราวกับน้ำในบ่อลึกยามค่ำคืน นางไม่ตอบคำ แต่เลือกที่จะเดินเลี่ยงไปอีกทาง
ทว่าโจวกุ้ยฟางกลับไม่ยอมปล่อยให้นางจากไปง่ายๆ นางก้าวเข้ามาขวางหน้าอีกครั้ง พร้อมกับยื่นมืออวบอ้วนหมายจะกระชากตะกร้าลงจากหลังของหลินหว่านชิว
“เงินที่เจ้าใช้ซื้อมันมา ต้องเป็นเงินที่แอบขโมยไปจากท่านแม่แน่ๆ! ในฐานะพี่สะใภ้ใหญ่ ข้ามีสิทธิ์ยึดของโจรคืนมาให้ตระกูลซ่ง!” โจวกุ้ยฟางกล่าวอ้างอย่างหน้าไม่อาย
หลินหว่านชิวเบี่ยงตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียด ทำให้นิ้วมืออ้วนป้อมของโจวกุ้ยฟางคว้าได้เพียงอากาศธาตุ ความอดทนของนางสิ้นสุดลงแล้ว!
“พี่สะใภ้ใหญ่” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนน่าขนลุก “ของเหล่านี้ ข้าหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของข้าเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลซ่งแม้แต่แดงเดียว กรุณาหลีกทางด้วย”
“น้ำพักน้ำแรงรึ?” โจวกุ้ยฟางหัวเราะเยาะจนตัวสั่น “หญิงม่ายไร้ค่าอย่างเจ้า จะมีปัญญาอันใดไปหาเงินมาได้! อย่ามาโป้ปด! ส่งของมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
สิ้นคำ นางก็พุ่งเข้าใส่หลินหว่านชิวอีกครั้ง คราวนี้หมายจะใช้กำลังเข้าแย่งชิงซึ่งๆ หน้า!
ในจังหวะที่มือของโจวกุ้ยฟางกำลังจะสัมผัสกับขอบตะกร้านั้นเอง พลันเกิดเงาของวัตถุบางอย่างตวัดผ่านอากาศอย่างรวดเร็ว!
เพียะ!
เสียงดังลั่นสะท้านไปทั่วบริเวณ พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของโจวกุ้ยฟาง!
“โอ๊ย!”
พี่สะใภ้ใหญ่ทรุดลงไปกองกับพื้น กุมหลังมือข้างขวาของตนเองที่บัดนี้ปรากฏรอยแดงเป็นปื้นยาวอย่างน่ากลัว นางเงยหน้าขึ้นมองหลินหว่านชิวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและความเจ็บปวด ในมือของหญิงม่ายที่เคยอ่อนแอ กลับมีไม้เท้าสำหรับพยุงตัวท่อนหนึ่งปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ
“เจ้า...เจ้ากล้าตีข้ารึ!”
ชาวบ้านหลายคนที่กำลังเดินทางกลับจากทุ่งนาและตลาดเริ่มหยุดยืนมุงดูเหตุการณ์ด้วยความสนใจ เสียงซุบซิบดังขึ้นเซ็งแซ่
“นั่น...นั่นมันสะใภ้รองบ้านซ่งมิใช่รึ? นางกล้าลงมือกับพี่สะใภ้ใหญ่ได้อย่างไร!”
“ดูท่าจะไม่เหมือนเดิมแล้วจริงๆ นับแต่วันที่ถูกไล่ออกจากบ้านไป”
หลินหว่านชิวยืนค้ำไม้เท้าไว้กับพื้น ดวงตาจับจ้องไปยังโจวกุ้ยฟางที่ยังคงนั่งกองอยู่บนพื้นอย่างเย็นชา นางไม่สนใจสายตาของคนรอบข้าง เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัดราวกับคำประกาศิต
“ข้าเคยเตือนท่านแล้วพี่สะใภ้ใหญ่ ว่าอย่าได้มายุ่งกับข้าอีก” สรรพนามที่เปลี่ยนไปแสดงถึงการตัดขาดอย่างสิ้นเชิง “การกระทำของท่านเมื่อครู่นี้ คือการปล้นทรัพย์ซึ่งหน้ากลางทางสาธารณะ! ตามกฎหมายแห่งต้าฉู่มีโทษโบยหนักและจองจำ! หากท่านยังไม่หยุด ข้าจะเดินตรงไปที่ว่าการอำเภอ แจ้งความต่อนายท่านให้มาลากตัวท่านไปรับโทษ!”
คำว่า "ปล้นทรัพย์" และ "นายท่าน" ทำให้ใบหน้าของโจวกุ้ยฟางซีดเผือด นางเป็นเพียงสตรีชาวบ้าน จะหาญสู้กับทางการได้อย่างไร แต่ความอัปยศอดสูและความโกรธแค้นที่ถูกตบตีต่อหน้าธารกำนัลก็พลุ่งพล่านขึ้นมาจนบดบังความกลัว
นางลุกพรวดขึ้น ยืนตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ ดวงตาแดงก่ำจ้องเขม็งมาที่หลินหว่านชิวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“นังสารเลว! นังแพศยา! เจ้ากล้าขู่ข้า! กล้าทำร้ายข้า!” โจวกุ้ยฟางตวาดลั่นจนเส้นเลือดที่คอปูดโปน “วันนี้ข้าจะฉีกร่างเจ้าออกเป็นชิ้นๆ ให้ดู!”
สิ้นเสียงคำรามอันบ้าคลั่ง โจวกุ้ยฟางก็กางเล็บยาวแหลมพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของหลินหว่านชิวอีกครั้งด้วยความเกรี้ยวกราดราวกับสัตว์ป่าที่คลุ้มคลั่ง