ปฏิเสธการกดราคา พบเถ้าแก่สมาคมการค้า
คำกล่าวอันแหลมคมของหลินหว่านชิวทิ้งไว้ซึ่งความเงียบงันราวกับสุสาน บรรยากาศภายในโรงหมอจี้ซื่อพลันหนักอึ้งดุจหินผา หลงจู๊อ้าปากค้าง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความเหลือเชื่อระคนเดือดดาล เขาผู้ซึ่งคุ้นเคยกับการข่มขู่กดขี่ชาวบ้านผู้โง่เขลามานับครั้งไม่ถ้วน ไม่เคยคาดคิดว่าจะถูกแม่ม่ายในชุดซอมซ่อตอกหน้ากลับมาอย่างไม่ไว้หน้าเช่นนี้!
“เจ้า...เจ้าหญิงแพศยา!” เขาสะบัดเสียงแหลมสูงด้วยความโกรธจนหน้าเขียวคล้ำ “กล้าดียังไงมากล่าววาจาสามหาวที่นี่! คิดว่าโรงหมอจี้ซื่อเป็นที่ที่ให้เจ้ามาลบหลู่รึ!”
หลินหว่านชิวมิได้หันกลับมามองแม้เพียงครึ่งเสี้ยว นางยังคงก้าวเดินต่อไปด้วยท่วงท่าสงบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยความหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรี แผ่นหลังที่เคยดูบอบบาง บัดนี้กลับเหยียดตรงอย่างทระนงองอาจ ไม่เหลือเค้าของหญิงม่ายที่อ่อนแอและสิ้นไร้ไม้ตอกอีกต่อไป
นางไม่แยแสต่อเสียงก่นด่าที่ไล่หลังมา จิตใจของนางเวลานี้มีแต่ความเย็นชาและความมุ่งมั่นอันแรงกล้า ภาพของสองสามีภรรยาผู้ยากไร้ที่ต้องจ่ายเงินก้อนสุดท้ายเพื่อแลกกับเศษสมุนไพรขึ้นรา ยังคงติดตรึงในมโนสำนึกของนาง จรรยาบรรณแพทย์ในส่วนลึกของจิตวิญญาณร่ำร้องกึกก้อง สถานที่เช่นนี้ไม่คู่ควรกับสมุนไพรชั้นเลิศที่นางทุ่มเทปลูกขึ้นจากมิติหยกโอสถแม้แต่น้อย
เมื่อหลินหว่านชิวเดินพ้นประตูไปแล้ว หลงจู๊จึงกระทืบเท้าด้วยความคลั่งแค้นราวกับวัวถูกเชือด “ไสหัวไป! ไปให้พ้น! อย่าได้กลับมาเหยียบที่นี่อีก! ข้าจะคอยดูว่าสมุนไพรชั้นเลิศของเจ้าจะขายให้ใครได้ในอำเภอชิงหยวนแห่งนี้!”
เด็กรับใช้และคนไข้ที่รออยู่ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงออกมา ได้แต่ก้มหน้าก้มตาด้วยความหวาดหวั่น
หลังจากระบายอารมณ์จนพอใจ หลงจู๊ก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามข่มความเดือดดาลที่พลุ่งพล่านอยู่ในอก แม้ปากจะสาปแช่ง แต่ในใจกลับรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ ภาพของหญ้าจินฉวงที่สดใหม่และเปี่ยมด้วยพลังปราณยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ สมุนไพรคุณภาพระดับนั้นหาได้ยากยิ่งนัก หากนำมาปรุงเป็นยาขี้ผึ้งสมานแผล ย่อมสามารถขายได้ในราคาสูงลิบลิ่ว
“ไม่ได้การ...” เขาพึมพำกับตัวเอง เรื่องนี้ต้องรายงานให้ท่านหมอใหญ่จางทราบ
หลงจู๊รีบจัดแจงเรื่องราวหน้าโรงหมอครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินลัดเลาะไปยังเรือนพักด้านหลัง ที่นั่น หมอใหญ่จางฝูชิง ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าเรียบเฉยและหนวดเคราแพะอันเป็นเอกลักษณ์ กำลังนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์
“ท่านหมอใหญ่ขอรับ” หลงจู๊โค้งกายลงอย่างนอบน้อม
“มีเรื่องอันใด?” จางฝูชิงปรายตามองเล็กน้อย น้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึก
หลงจู๊จึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยไม่ลืมที่จะแต่งเติมสีสันให้หญิงม่ายผู้นั้นดูโอหังและไร้การศึกษามากขึ้นเป็นเท่าทวี “...นางไม่เพียงแต่ดูถูกโรงหมอของเรา แต่ยังกล่าววาจาโอ้อวดว่าสมุนไพรของนางเป็นของชั้นเลิศ ข้าน้อยเห็นว่านางเพียงต้องการจะโก่งราคา จึงเสนอไปห้าสิบอีแปะตามสมควร แต่นางกลับตอกหน้าข้าน้อยแล้วเดินจากไปอย่างไม่ไยดีขอรับ”
จางฝูชิงวางถ้วยชาลงช้าๆ นิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ บนโต๊ะไม้เนื้อดี “เจ้าว่าหญ้าจินฉวงที่นางนำมา มีสีเขียวสดดุจมรกต ลำต้นอวบหนา ปราศจากรากฝอยเจือปน และมีกลิ่นหอมบริสุทธิ์งั้นรึ?”
“ขอรับท่านหมอใหญ่” หลงจู๊ยืนยันอย่างแข็งขัน “ข้าน้อยอยู่ในวงการสมุนไพรมาหลายสิบปี ไม่เคยพบเห็นหญ้าจินฉวงที่สมบูรณ์ถึงเพียงนี้มาก่อน!”
ประกายวูบหนึ่งฉายผ่านดวงตาอันเรียบเฉยของจางฝูชิง เขาเป็นหมอ ย่อมรู้ดีกว่าใครว่าคุณภาพของวัตถุดิบส่งผลต่อสรรพคุณของยามากเพียงใด หากสิ่งที่หลงจู๊พูดเป็นความจริง สมุนไพรนั้นย่อมไม่ใช่ของธรรมดา ความคิดที่จะได้ครอบครองสมุนไพรชั้นเลิศโดยไม่ต้องลงทุนลงแรง ทำให้ความโลภในใจเขาเริ่มก่อตัวขึ้น
“หญิงม่ายแซ่อะไร? มาจากหมู่บ้านใด?”
“นางไม่ได้บอกแซ่ขอรับ แต่ดูจากการแต่งกายแล้ว คงเป็นเพียงชาวบ้านยากจนจากหมู่บ้านรอบนอกเท่านั้น”
“เช่นนั้นรึ...” จางฝูชิงแค่นเสียงในลำคอ “หญิงชาวบ้านที่กล้าปฏิเสธโรงหมอจี้ซื่อ...น่าสนใจดีนี่” เขาสะบัดมือเล็กน้อย “เจ้าออกไปได้แล้ว แต่ส่งคนของเราไปจับตาดูที่ตลาดเสียหน่อย ข้าอยากจะรู้ว่านางจะนำสมุนไพร ‘ชั้นเลิศ’ ของนางไปเร่ขายให้ผู้ใดได้”
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่ในใจของจางฝูชิงกลับคิดไปไกลกว่า หากสมุนไพรนั้นดีจริง เขาก็แค่ต้องหาทาง ‘ได้มา’ ในราคาที่ ‘เหมาะสม’ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ความผิดพลาดของหลงจู๊คือการปล่อยให้ของดีหลุดมือไป แต่สำหรับเขา นี่อาจเป็นโอกาสใหม่ที่น่าสนใจ
---
อีกด้านหนึ่ง หลินหว่านชิวเดินออกจากตรอกที่ตั้งของโรงหมอจี้ซื่อด้วยจิตใจที่สงบนิ่ง นางไม่รู้สึกเสียดายแม้แต่น้อยที่ปฏิเสธเงินห้าสิบอีแปะนั่นไป การหยามหมิ่นศักดิ์ศรีของนางยังพอทนได้ แต่การเอาเปรียบและล้อเล่นกับชีวิตคนไข้เป็นสิ่งที่นางมิอาจให้อภัยได้
นางมองตะกร้าในมือ หญ้าจินฉวงที่นางอุตส่าห์ดูแลในมิติพิเศษ ส่งกลิ่นหอมสดชื่นออกมาจางๆ นี่คือทุนรอนก้อนแรกและก้อนเดียวของนางกับเสี่ยวเป่า นางจะยอมให้มันถูกกดราคาเหยียบย่ำไม่ได้เป็นอันขาด
แต่จะนำไปขายที่ใดเล่า? หากไปตั้งแผงขายในตลาดเอง ก็คงไม่พ้นถูกพ่อค้าคนกลางรายย่อยกดราคา หรืออาจถูกนักเลงเจ้าถิ่นรังแกได้โดยง่าย นางเป็นเพียงหญิงม่ายตัวคนเดียว ย่อมไม่ปลอดภัย
ทันใดนั้น ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็ผุดขึ้นมา...ในอำเภอชิงหยวนแห่งนี้ นอกจากโรงหมอและร้านขายยารายย่อยแล้ว ยังมีสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่เป็นศูนย์กลางการค้าสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุด นั่นคือ ‘สมาคมการค้าสมุนไพร’
ที่นั่นคือสถานที่รวมตัวของพ่อค้าสมุนไพรรายใหญ่จากทั่วทุกสารทิศ เป็นแหล่งรับซื้อวัตถุดิบเพื่อส่งต่อไปยังเมืองหลวงหรือหัวเมืองอื่นๆ แม้ว่าพวกเขาจะขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดในการประเมินคุณภาพ แต่ก็ให้ราคาที่เป็นธรรมและยุติธรรมที่สุดเช่นกัน ของดี ย่อมมีราคาดีที่นั่น
หลินหว่านชิวตัดสินใจในบัดดล นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กระชับตะกร้าในอ้อมแขน แล้วมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกของตัวอำเภอ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสมาคมการค้า
สมาคมการค้าสมุนไพรตั้งตระหง่านอยู่อย่างโอ่อ่า อาคารสองชั้นสร้างจากไม้เนื้อดีแกะสลักลวดลายเมฆมงคล ป้ายไม้ขนาดใหญ่สลักอักษรสีทองสี่ตัวว่า ‘สมาคมการค้าสมุนไพร’ แขวนเด่นเป็นสง่าอยู่เหนือทางเข้า บรรยากาศคึกคักจอแจยิ่งกว่าโรงหมอจี้ซื่อหลายเท่านัก มีทั้งคนหาบของเข้าออก พ่อค้าในชุดผ้าไหมชั้นดีกำลังเจรจาธุรกิจ กลิ่นหอมนานาพรรณของสมุนไพรลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ
หลินหว่านชิวรู้สึกประหม่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสภาพมอซอของตนเอง แต่เมื่อนึกถึงใบหน้าเล็กๆ ของซ่งเสี่ยวเป่า ความลังเลทั้งหมดก็มลายหายไป นางรวบรวมความกล้าแล้วก้าวเข้าไปด้านใน
ภายในโถงกว้างขวาง มีเสมียนหลายคนกำลังง่วนอยู่กับการชั่งน้ำหนักและจดบันทึกสมุนไพร เมื่อเห็นหญิงม่ายในชุดปุปะเดินเข้ามา เสมียนคนหนึ่งก็ปรายตามองด้วยความรำคาญ “ที่นี่ไม่แจกทาน ไปที่อื่น”
“ข้ามาขายสมุนไพร” หลินหว่านชิวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พยายามไม่ใส่ใจกับสายตาดูแคลนนั้น
เสมียนหัวเราะหยัน “สมุนไพร? สมุนไพรจากเจ้าจะมีค่าสักกี่อีแปะกันเชียว? ของป่าที่เก็บมาตามมีตามเกิด สมาคมของเราไม่รับซื้อหรอกนะ”
ขณะที่หลินหว่านชิวกำลังจะเอ่ยตอบ ก็มีเสียงทุ้มทรงอำนาจดังขึ้นจากด้านหลังเคาน์เตอร์ “อาฝู เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
ชายวัยประมาณสี่สิบปลายๆ ก้าวออกมา เขาอยู่ในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าสี่เหลี่ยมดูซื่อตรงแต่แววตากลับฉายประกายแห่งความหลักแหลมและมีประสบการณ์โชกโชน หนวดเคราได้รับการดูแลเป็นอย่างดี นี่คือเถ้าแก่ใหญ่ของสมาคมการค้าแห่งนี้ เฉินว่านซาน
“เรียนเถ้าแก่ใหญ่ เป็นเพียงหญิงชาวบ้านที่เข้าใจผิด คิดจะนำของป่ามาขายที่นี่ขอรับ” เสมียนรีบรายงานอย่างนอบน้อม
เฉินว่านซานมิได้มองเสมียน แต่กลับจับจ้องมาที่หลินหว่านชิว สายตาของเขาคมปลาบราวกับเหยี่ยว เขาสังเกตเห็นความสงบนิ่งและความแน่วแน่ในดวงตาของนาง ซึ่งดูไม่สอดคล้องกับเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นเลยแม้แต่น้อย ที่สำคัญกว่านั้นคือกลิ่นหอมสดชื่นบริสุทธิ์ที่ลอยออกมาจากตะกร้าของนาง มันแตกต่างจากกลิ่นสมุนไพรแห้งทั่วไปที่เขาคุ้นเคย
“แม่นางมีสิ่งใดมาเสนอขายรึ? ลองให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่?” เขาเอ่ยถามด้วยความสนใจ
หลินหว่านชิวพยักหน้ารับ นางเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์แล้ววางตะกร้าลงอย่างแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆ เปิดผ้าที่คลุมออก เผยให้เห็นหญ้าจินฉวงสีเขียวมรกตที่เรียงซ้อนกันอยู่อย่างเป็นระเบียบ
ทันทีที่หญ้าจินฉวงปรากฏแก่สายตา บรรดาเสมียนที่เคยดูแคลนต่างพากันสูดลมหายใจอย่างตกตะลึง แม้แต่เฉินว่านซานที่เห็นสมุนไพรชั้นดีมานับไม่ถ้วนยังต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ!
เขาเอื้อมมือไปหยิบหญ้าจินฉวงขึ้นมาต้นหนึ่งอย่างระมัดระวัง พลิกดูด้วยสายตาของผู้เชี่ยวชาญ สัมผัสได้ถึงความชุ่มชื้นและความอวบหนาของลำต้น เมื่อนำมาใกล้จมูก กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทั้งสดชื่นและเปี่ยมด้วยพลังปราณก็พวยพุ่งเข้าสู่ประสาทรับรู้ของเขาทันที
“นี่...นี่มันหญ้าจินฉวงชั้นเลิศ!” เฉินว่านซานอุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว “ลำต้นสมบูรณ์ สีสันสดใส ปราณสมุนไพรเข้มข้นถึงเพียงนี้! ข้าอยู่ในวงการมาสามสิบปี เพิ่งเคยพบเห็นหญ้าจินฉวงที่มีคุณภาพสูงส่งถึงเพียงนี้เป็นครั้งแรก!”
หลินหว่านชิวยืนนิ่ง มุมปากปรากฏรอยยิ้มจางๆ นางรู้ดีว่าของดี ย่อมหนีไม่พ้นสายตาของผู้รู้จริง
เฉินว่านซานวางสมุนไพรลงอย่างทะนุถนอมราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า เขามองหลินหว่านชิวด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากความสงสัยกลายเป็นความชื่นชมและประเมินค่า “แม่นาง...สมุนไพรในตะกร้านี้ทั้งหมด ข้าขอรับซื้อไว้ในราคาสองร้อยห้าสิบอีแปะ! เจ้าว่าอย่างไร?”
ราคานี้สูงกว่าที่โรงหมอจี้ซื่อเสนอถึงห้าเท่า!
หัวใจของหลินหว่านชิวเต้นระรัวด้วยความยินดี เงินจำนวนนี้มากพอที่จะซื้อข้าวสาร เสบียงกรัง และอาจจะเหลือพอสำหรับซื้อผ้าห่มอุ่นๆ ให้เสี่ยวเป่าในฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงได้ นี่คือเงินทุนก้อนแรกที่นางหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองในโลกใบนี้!
นางพยายามข่มความตื่นเต้นไว้ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง “ตกลงเจ้าค่ะ”
“ยอดเยี่ยม!” เฉินว่านซานพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เขาหันไปสั่งเสมียน “อาฝู ไปเบิกเงินมาให้แม่นางท่านนี้ แล้วจดบันทึกไว้ว่านี่คือหญ้าจินฉวงคุณภาพสูงสุด!”
หลังจากรับมอบถุงเงินที่หนักอึ้งมาไว้ในมือ ความรู้สึกมั่นคงและอบอุ่นก็แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของหลินหว่านชิวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทะลุมิติมา นี่ไม่ใช่แค่เงิน แต่คือความหวัง คือชีวิตใหม่ของนางและลูกชาย
ก่อนที่นางจะจากไป เฉินว่านซานก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “แม่นาง หากในอนาคตยังมีสมุนไพรคุณภาพระดับนี้อีก ขอให้นำมาที่สมาคมการค้าของเราโดยตรง สมาคมของเรายินดีต้อนรับท่านเสมอ”
“ขอบคุณท่านเถ้าแก่” หลินหว่านชิวโค้งคำนับเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังเดินจากไปพร้อมกับตะกร้าที่ว่างเปล่าและถุงเงินที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
นางก้าวเดินออกจากสมาคมการค้าด้วยหัวใจที่พองโต แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบร่างของนาง ทำให้เงาบนพื้นทอดยาวออกไปเบื้องหน้า ราวกับเป็นเส้นทางสู่อนาคตที่สดใสกว่าเดิม
ทว่า ขณะที่นางกำลังจะเลี้ยวออกจากถนนสายหลักของตลาดเพื่อมุ่งหน้ากลับหมู่บ้าน สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นเงาร่างคุ้นตาหนึ่งที่มุมตึกฝั่งตรงข้าม แม้จะเห็นเพียงชั่วแวบ แต่คนผู้นั้นมีลักษณะคล้ายกับเด็กรับใช้คนหนึ่งของโรงหมอจี้ซื่อ...
หัวใจของหลินหว่านชิวพลันกระตุกวูบ ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นวาบไปทั่วสันหลัง...ดูเหมือนว่าการปฏิเสธโรงหมอจี้ซื่อในวันนี้ จะไม่ได้จบลงง่ายๆ เพียงแค่นั้นเสียแล้ว...