ก้าวสู่อำเภอชิงหยวน บททดสอบแรกของการค้า
แสงอรุณแรกแห่งวันยังมิจิดจ้าเต็มที่ สายลมเย็นในปลายฤดูสารทจับต้องผิวกายให้รู้สึกสะท้าน แต่สำหรับหลินหว่านชิวแล้ว ความหนาวเหน็บภายนอกมิอาจเทียบเท่าความมุ่งมั่นอันร้อนรุ่มในใจนาง
นางจัดแจงเตรียมอาหารเช้าง่ายๆ ให้เสี่ยวเป่า ห่อข้าวต้มที่เหลือไว้ในใบไผ่เผื่อเป็นอาหารมื้อกลางวัน พร้อมกำชับบุตรชายให้เล่นอยู่แต่ในกระท่อมอย่างหนักแน่น ดวงตาของเด็กน้อยแม้จะฉายแววกังวล แต่ก็พยักหน้ารับคำมารดาอย่างว่าง่าย ความเจ็บป่วยที่เพิ่งผ่านพ้นไปทำให้เขาเติบโตและเข้าใจความยากลำบากของมารดามากขึ้น
หลินหว่านชิวลูบศีรษะบุตรชายเบาๆ ก่อนจะคว้าตะกร้าสานที่บรรจุหญ้าจินฉวงแห้งสนิทคุณภาพชั้นเลิศเอาไว้ภายในอย่างมิดชิด คลุมทับด้วยผ้าป่านเก่าๆ ผืนหนึ่ง แล้วจึงก้าวออกจากกระท่อมมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออก...ทิศทางที่ตั้งของอำเภอชิงหยวน
เส้นทางจากหมู่บ้านหลิวสุ่ยสู่อำเภอนั้นห่างไกลพอสมควร หากเป็นชายฉกรรจ์อาจใช้เวลาเดินเท้าเพียงชั่วยามกว่าๆ แต่สำหรับสตรีร่างเล็กที่เพิ่งฟื้นไข้และขาดสารอาหารเช่นนาง ย่อมต้องใช้เวลานานกว่านั้นมาก ทว่าในทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำไปบนเส้นทางดินขรุขระ ปณิธานในใจของนางกลับยิ่งแจ่มชัดขึ้น
นางจะไม่ใช่หลินหว่านชิวคนเดิมที่อ่อนแอและยอมจำนนต่อโชคชะตาอีกต่อไป นางคือมารดาที่จะต้องปกป้องบุตรชาย คือแพทย์ที่จะต้องหยัดยืนด้วยสองขาของตนเอง!
เมื่อตะวันลอยเด่นกลางศีรษะ ร่างของหลินหว่านชิวก็มาหยุดยืนอยู่หน้าประตูทางเข้าอำเภอชิงหยวน ภาพความคึกคักจอแจที่ปรากฏตรงหน้าช่างแตกต่างจากความเงียบสงบในหมู่บ้านอย่างสิ้นเชิง เสียงร้องขายของของผู้ค้า เสียงต่อรองราคาของผู้คน เสียงเกวียนเทียมวัวที่เคลื่อนผ่านไปมา ผสมผสานกันเป็นท่วงทำนองแห่งชีวิตชีวาที่นางห่างหายไปนาน
หลินหว่านชิวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสะกดความประหม่า นางสอบถามทางไปยังโรงหมอที่ใหญ่ที่สุดจากชาวบ้านที่เดินผ่าน ก่อนจะได้รับคำชี้แนะให้เดินตรงไปตามถนนสายหลัก ไม่นานนัก ป้ายขนาดใหญ่ที่สลักอักษรสีทองสามคำว่า ‘โรงหมอจี้ซื่อ’ ก็ปรากฏสู่สายตา
ตัวอาคารของโรงหมอจี้ซื่อนั้นใหญ่โตโอ่อ่ากว่าที่นางคาดคิดไว้มากนัก บ่งบอกถึงฐานะและความรุ่งเรืองของกิจการได้เป็นอย่างดี ผู้คนเดินเข้าออกกันขวักไขว่ กลิ่นสมุนไพรนานาชนิดลอยอบอวลออกมาจนสัมผัสได้
นางก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปอย่างระมัดระวัง ภายในนั้นกว้างขวางยิ่งกว่าภายนอก ตู้ยาไม้เนื้อดีใบมหึมาตั้งเรียงรายชิดผนังจรดเพดาน บนเคาน์เตอร์ไม้ขัดมัน มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการจัดยาและคิดเงินให้ลูกค้า เขาแต่งกายด้วยผ้าไหมเนื้อดี ท่าทางดูมีอำนาจและหยิ่งผยองอยู่ไม่น้อย คงจะเป็นหลงจู๊ผู้ดูแลโรงหมอแห่งนี้เป็นแน่
หลินหว่านชิวรอจนลูกค้าคนก่อนหน้าจากไป จึงค่อยๆ ขยับเข้าไปที่หน้าเคาน์เตอร์ “ท่านหลงจู๊ ข้ามีสมุนไพรมาเสนอขายเจ้าค่ะ”
หลงจู๊ผู้นั้นเงยหน้าขึ้นจากกองสมุนไพร ปรายตามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เมื่อเห็นอาภรณ์ผ้าป่านหยาบที่เก่าซอมซ่อและมีรอยปะชุนของนาง แววตาดูแคลนก็ปรากฏขึ้นอย่างไม่ปิดบัง เขาแค่นเสียงหยันในลำคอ “สมุนไพร? จากหญิงชาวป่าชาวเขาเช่นเจ้า จะมีปัญญาหาของดีอะไรมาขายรึ? อย่ามาทำให้ข้าเสียเวลาเลย”
คำพูดที่เสียดแทงและท่าทีโอหังนั้นทำให้หลินหว่านชิวขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่นางยังคงระงับอารมณ์ไว้ แล้วเปิดผ้าที่คลุมตะกร้าออกอย่างใจเย็น เผยให้เห็นหญ้าจินฉวงแห้งสีเขียวสดที่อัดแน่นอยู่ภายใน
ทันทีที่ได้เห็นสมุนไพรในตะกร้า ประกายความโลภก็วูบผ่านดวงตาของหลงจู๊ชั่วครู่ ก่อนจะถูกกลบเกลื่อนด้วยท่าทีเฉยเมยอย่างรวดเร็ว ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการสมุนไพร เขาย่อมมองออกในทันทีว่าหญ้าจินฉวงเหล่านี้มีคุณภาพสูงกว่าที่เคยเห็นในตลาดทั่วไปมากนัก ไม่ว่าจะสีสันที่ยังคงสดใสไม่ซีดจาง หรือกลิ่นหอมของยาที่เข้มข้นอบอวล ล้วนเป็นของชั้นเลิศ!
แต่คนหน้าเนื้อใจเสือเช่นเขามีหรือจะยอมจ่ายในราคาที่สมเหตุสมผล
“หึ ก็แค่หญ้าจินฉวงธรรมดาๆ” หลงจู๊หยิบขึ้นมาหนึ่งก้าน พลิกดูไปมาพลางทำหน้าเหม็นเบื่อ “แห้งเกินไป สรรพคุณยาคงหายไปหมดแล้วกระมัง ช่วงนี้ในตลาดก็มีของแบบนี้ล้นสต็อก เอาเป็นว่าข้าจะเมตตารับซื้อไว้ในราคาห้าสิบอีแปะก็แล้วกัน ถือว่าทำบุญ”
ห้าสิบอีแปะ! ราคาที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนน่าหัวร่อ! หญ้าจินฉวงคุณภาพระดับนี้ ต่อให้เป็นราคาขายส่งก็ควรจะได้ไม่ต่ำกว่าห้าร้อยอีแปะด้วยซ้ำ การกดราคาอย่างน่าเกลียดเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการปล้นกันซึ่งหน้า
ขณะที่ความโกรธกำลังจะปะทุขึ้นในใจของหลินหว่านชิว หางตาของนางก็พลันเหลือบไปเห็นสองสามีภรรยาชราคู่หนึ่งที่แต่งกายซอมซ่อไม่ต่างจากนาง กำลังประคองกันเดินออกมาจากห้องตรวจด้านในด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม พวกเขายื่นตำรับยาให้เด็กรับใช้คนหนึ่งซึ่งนำไปส่งให้หลงจู๊จัดยาให้
หลินหว่านชิวเห็นหลงจู๊หยิบสมุนไพรจากลิ้นชักด้านล่างสุด ซึ่งนางสังเกตเห็นว่าเป็นสมุนไพรที่สีสันซีดจาง มีกลิ่นอับชื้นปะปน และบางส่วนก็มีร่องรอยของเชื้อราขึ้นประปรายอย่างชัดเจน แต่เขากลับเรียกเก็บเงินจากสองสามีภรรยาในราคาที่สูงลิ่ว จนทั้งสองต้องเทเงินจากถุงผ้าออกมาจนหมดเกลี้ยง ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม
ภาพนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของหลินหว่านชิว! จิตวิญญาณของแพทย์ในตัวนางพลันร่ำร้องด้วยความขุ่นแค้น นี่ไม่ใช่แค่การกดขี่คนจน แต่เป็นการเอาชีวิตของผู้คนมาล้อเล่น โรงหมอที่ควรจะเป็นสถานที่ช่วยเหลือผู้คน กลับกลายเป็นแหล่งขูดรีดที่ไร้ซึ่งจรรยาบรรณถึงเพียงนี้!
ความคิดที่จะขายสมุนไพรให้คนเช่นนี้ พลันมลายหายไปในบัดดล
“ว่าอย่างไร? ตกลงหรือไม่? ข้าไม่มีเวลามาต่อรองกับเจ้าหรอกนะ” หลงจู๊เอ่ยเร่งด้วยน้ำเสียงรำคาญ พลางโบกมือไล่ราวกับนางเป็นแมลงวันที่น่ารำคาญ
หลินหว่านชิวเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ ดวงตาของนางที่เคยสงบนิ่ง บัดนี้กลับฉายประกายเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งแรกของฤดูเหมันต์ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของนางอย่างเชื่องช้า
“ห้าสิบอีแปะรึ?” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงไว้ด้วยความเยียบเย็นจนคนฟังรู้สึกเสียวสันหลังวาบ “ท่านหลงจู๊คงเข้าใจผิดไป สมุนไพรชั้นเลิศของข้า...ไม่ใช่ของที่จะมาขายให้กับโรงหมอชั้นต่ำที่เลี้ยงชีพด้วยการขูดเลือดขูดเนื้อคนจนเช่นนี้หรอก”
นางเอื้อมมือไปหยิบตะกร้าของตนกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันหลังเตรียมก้าวจากไป ทิ้งให้หลงจู๊ยืนตะลึงงันกับคำพูดอันแหลมคมราวกับมีดกรีดของนาง ไม่คาดคิดว่าหญิงชาวบ้านท่าทางซอมซ่อจะกล้าตอกหน้าเขาซึ่งๆ หน้าเช่นนี้