ลืมตาตื่นในกระท่อมร้าง
ความเจ็บปวดร้าวระบมไปทั่วสรรพางค์กายคือสัมผัสแรกที่ปลุกสติของหลินว่านชิวให้ตื่นขึ้นจากความมืดมิดอันยาวนาน นางขมวดคิ้วด้วยความงุนงง กลิ่นอับชื้นของดินและไม้ผุพังลอยเข้าปะทะจมูก พร้อมกับลมหนาวเหน็บที่เสียดแทงผ่านผืนผ้าห่มบางเฉียบราวกับกระดาษ
เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ ปรือเปิดขึ้น ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าไม่ใช่ห้องปลอดเชื้ออันคุ้นเคยในโรงพยาบาล แต่เป็นหลังคาแฝกมุงจากที่ผุพังจนเห็นแสงดาวรำไรลอดผ่านลงมา เมื่อพยายามขยับกาย เสียงกระดูกลั่นกร๊อบกร๊อบก็ดังขึ้นประท้วง ร่างกายนี้ผ่ายผอมอ่อนแรงเสียจนแทบไร้เรี่ยวแรงจะขยับเขยื้อน
นี่มันเรื่องอันใดกัน? ในฐานะแพทย์แผนจีนและนักพฤกษศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ ความทรงจำสุดท้ายของนางคือการตรากตรำทำงานวิจัยสมุนไพรในห้องทดลองจนดึกดื่น ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป
พลันนั้นเอง กระแสความทรงจำอันแปลกปลอมก็หลั่งไหลเข้าสู่ห้วงสมองของนางดั่งคลื่นสึนามิถาโถม ภาพของเด็กสาวนามว่า ‘หลินว่านชิว’ เจ้าของร่างคนปัจจุบันปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน เด็กสาววัยสิบห้าปีผู้มีชีวิตรันทด บิดามารดาผู้เป็นเสาหลักของครอบครัวเพิ่งสิ้นใจจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทิ้งไว้เพียงบ้านอิฐหลังงาม ที่ดินทำกินอันอุดมสมบูรณ์ และสองพี่น้องกำพร้า
ทว่า หลินต้าฝูผู้เป็นลุงแท้ๆ กลับร่วมมือกับจางกุ้ยฮวาภรรยาใจคด อ้างสิทธิ์ความเป็นญาติผู้ใหญ่เข้ามายึดครองสมบัติทั้งหมด ทั้งยังใส่ร้ายป้ายสีว่าสองพี่น้องเป็นตัวกาลกิณี แล้วขับไล่หลานทั้งสองออกจากบ้าน มาอาศัยอยู่ในกระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านไป๋ลู่แห่งนี้ซึ่งแต่เดิมใช้เป็นที่เก็บฟืนเท่านั้น
"แค่ก... แค่กๆ... ท่านพี่... ข้าหนาว..."
เสียงไอลั่นระคนเสียงหอบหายใจอันแผ่วเบาดึงหลินว่านชิวออกจากภวังค์ นางหันขวับไปยังที่มาของเสียงทันที ข้างกายนางคือเด็กชายร่างเล็กผอมเกร็งวัยประมาณเจ็ดขวบผู้หนึ่ง ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย ที่น่าตกใจคือทรวงอกเล็กๆ ของเขากระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง ทุกครั้งที่หายใจเข้าจะมีเสียงหวีดดังออกมาจากลำคอ ดั่งหีบเพลงที่ขึ้นสนิมและกำลังจะพังทลาย
นี่คือหลินจื่อเซวียน น้องชายเพียงคนเดียวของเจ้าของร่างเดิม เด็กน้อยป่วยด้วยโรคหอบหืดมาแต่กำเนิด เมื่อต้องมาเผชิญความหนาวเย็นและความอดอยาก อาการจึงกำเริบหนักหนาสาหัสขึ้นทุกขณะ
สัญชาตญาณของแพทย์สั่งให้นางต้องทำอะไรสักอย่าง! หลินว่านชิวพยายามฝืนร่างกายที่อ่อนล้าลุกขึ้นนั่ง หวังจะหาทางช่วยบรรเทาอาการของน้องชาย แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้ทำสิ่งใด เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากด้านนอก ตามด้วยเสียงถีบประตูไม้ผุๆ ดังลั่นสนั่น
โครม!
บานประตูที่โยกคลอนอยู่แล้วพังกระจายออก ร่างท้วมของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นที่หน้าประตู นางสวมอาภรณ์ผ้าเนื้อหยาบสีทึม แต่ใบหน้ากลับฉายแววละโมบและเหยียดหยาม ดวงตาเรียวเล็กกวาดมองไปรอบกระท่อมอันว่างเปล่า ก่อนจะจับจ้องมาที่สองพี่น้องบนกองฟางด้วยสายตารังเกียจ
"เจ้าเด็กไร้ประโยชน์! ยังไม่ตายอีกรึ?" จางกุ้ยฮวาแค่นเสียงเย้ยหยัน "ข้าก็นึกว่าพวกเจ้าสองคนพี่น้องแข็งตายไปแล้วเสียอีก จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว!"
นางไม่รอช้า สาวเท้าเข้ามาในกระท่อมแล้วกระชากผ้าห่มผืนเดียวที่คลุมร่างสองพี่น้องอยู่อย่างแรงจนหลุดลุ่ย ลมหนาวเย็นยะเยือกจึงพัดเข้าปะทะร่างของหลินจื่อเซวียนโดยตรง ทำให้เด็กน้อยไอโขลกและตัวสั่นเทิ้มรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
"ท่านป้า! ท่านจะทำอะไร!?" หลินว่านชิวตวาดเสียงแหบพร่า พยายามดึงผ้าห่มกลับคืนมาสุดกำลัง แต่นางที่ทั้งผอมแห้งและอ่อนแรงจะไปมีเรี่ยวแรงสู้สตรีร่างท้วมที่ทำงานไร่นามาทั้งชีวิตได้อย่างไร
"ทำอะไรน่ะรึ?" จางกุ้ยฮวาแสยะยิ้ม "ผ้าห่มผืนนี้เป็นของตระกูลหลิน ข้าจะเอากลับไปให้ลูกชายข้าใช้ พวกเจ้าสองคนพี่น้องไม่คู่ควร!" พูดจบนางก็สะบัดมืออย่างแรงจนหลินว่านชิวเซถลาไปกระแทกกับผนังดิน ความเจ็บแปลบแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลัง
ดวงตาของจางกุ้ยฮวายังกวาดไปเห็นไหดินใบเล็กที่มุมห้อง นางเดินปรี่เข้าไปเปิดฝาออก พบว่าข้างในมีเพียงข้าวสารติดก้นไหอยู่หยิบมือหนึ่งกับมันเทศเหี่ยวๆ สองสามหัว นี่คือเสบียงก้นครัวที่สองพี่น้องเหลือประทังชีวิต
"หึ! ยังมีหน้าซุกซ่อนของกินไว้อีกรึ!" นางคำรามในลำคอ พลางเตรียมจะยกไหดินใบนั้นไปด้วย
ภาพตรงหน้าจุดชนวนโทสะในใจของหลินว่านชิวให้ลุกโชนขึ้นมา ร่างเดิมอาจจะขี้ขลาดอ่อนแอ แต่หลินว่านชิวคนใหม่ผู้นี้ไม่ใช่! นางเป็นแพทย์ที่เคยเผชิญหน้ากับความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน เรื่องเลวทรามต่ำช้าเพียงเท่านี้จะทำให้นางยอมจำนนได้อย่างไร!
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นปิ่นปักผมไม้ราคาถูกอันหนึ่งที่หลุดออกมาจากมวยผมยุ่งเหยิงของตนเองตกอยู่บนกองฟาง
ความคิดหนึ่งพลันวาบขึ้นมาในหัว!
หลินว่านชิวไม่ลังเลแม้แต่น้อย นางคว้าปิ่นไม้อันนั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะจ่อปลายแหลมของมันเข้าที่ลำคอระหงของตนเองอย่างเด็ดเดี่ยว ดวงตาที่เคยอ่อนแอ บัดนี้กลับทอประกายเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง ยามเอ่ยถ้อยคำออกมาน้ำเสียงของนางจึงทั้งเยียบเย็นและคมกริบเสียจนผู้ฟังต้องขนลุกชัน
"หยุดนะ! ท่านป้าใหญ่!"
จางกุ้ยฮวาที่กำลังจะยกไหข้าวสารชะงักกึก หันมามองหลานสาวนอกคอกด้วยความตกตะลึงระคนดูแคลน "เจ้า...เจ้าจะทำอะไร? คิดจะขู่ข้างั้นรึ? แค่ปิ่นไม้จะทำอะไรข้าได้!"
"ข้าไม่ได้ขู่ท่าน แต่ข้าจะทำให้ดู!" หลินว่านชิวเอ่ยเสียงกร้าว กดปลายปิ่นลงบนผิวเนื้อจนรู้สึกเจ็บแปลบ "หากวันนี้ท่านกล้าแตะต้องน้องชายข้า หรือเอาเสบียงของเราไปแม้แต่เมล็ดเดียว ข้าหลินว่านชิวขอสาบานว่าจะใช้ปิ่นอันนี้แทงคอตัวเองให้ตายตรงนี้! แล้วข้าจะกลายเป็นผีพยาบาท กลับมาหลอกหลอนตระกูลหลินสาขาใหญ่ของท่านทุกคืนวัน! ข้าจะทำให้ลูกชายสุดที่รักของท่านฝันร้ายจนเสียสติ! ทำให้พืชผลในนาของท่านเหี่ยวเฉา! ทำให้ไก่เป็ดในเล้าของท่านล้มตาย!"
นางสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะตะโกนก้องด้วยเสียงทั้งหมดที่มี ประหนึ่งจะประกาศให้ฟ้าดินและชาวบ้านที่อาจเดินผ่านไปมาได้ยินทั่วกัน
"ข้าจะให้ทุกคนในหมู่บ้านไป๋ลู่ได้รู้ว่า ท่านลุงหลินต้าฝูและท่านป้าจางกุ้ยฮวาใจดำอำมหิตเพียงใด! ฮุบสมบัติของน้องชายที่ตายไปไม่พอ ยังบีบคั้นหลานกำพร้าจนต้องจบชีวิตตัวเอง! ข้าอยากจะรู้นักว่าเมื่อถึงตอนนั้น พวกท่านจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน! จะตอบคำถามบรรพบุรุษตระกูลหลินบนสรวงสวรรค์ได้อย่างไร!"
ทุกถ้อยคำดุจดังคมหอกที่ทิ่มแทงเข้าไปในจุดอ่อนของจางกุ้ยฮวา นางอาจไม่กลัวกฎหมาย แต่สิ่งที่นางกลัวที่สุดคือการถูกชาวบ้านนินทาว่าร้ายจนไม่มีที่ยืนในสังคม และที่สำคัญยิ่งกว่าคือความเชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณที่ฝังรากลึก!
แววตาที่เด็ดเดี่ยวและบ้าคลั่งของหลินว่านชิวทำให้จางกุ้ยฮวาใจเสียอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางไม่คิดว่าเด็กสาวที่เคยเอาแต่ก้มหน้าร้องไห้จะกล้าทำถึงเพียงนี้ หากหลินว่านชิวตายในกระท่อมนี้จริงๆ ชื่อเสียงของครอบครัวนางคงป่นปี้ไม่มีชิ้นดี!
"เจ้า...เจ้ามันเด็กบ้า!" จางกุ้ยฮวาสบถออกมาอย่างหัวเสีย นางจ้องมองหลินว่านชิวสลับกับไหข้าวสารในมือด้วยความลังเล สุดท้ายความกลัวก็มีชัยเหนือความโลภ นางวางไหดินลงกระแทกพื้นดังปัง! ก่อนจะชี้หน้าด่าทอเพื่อรักษาหน้าของตนเอง
"ก็ได้! ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปก่อน! แต่จำไว้เถอะ อีกไม่นานพวกเจ้าก็ต้องอดตายอยู่ในกระท่อมนี้อยู่ดี!"
พูดจบจางกุ้ยฮวาก็สะบัดหน้าพรืด หมุนตัวเดินกระทืบเท้าปึงปังจากไปอย่างฉุนเฉียว ทิ้งไว้เพียงบานประตูที่พังยับเยินและลมหนาวที่พัดหวีดหวิวเข้ามาในกระท่อม
เมื่อสิ้นร่างของสตรีใจร้าย หลินว่านชิวก็ทรุดฮวบลงกับพื้น ปิ่นไม้ในมือร่วงหล่นลงข้างกาย เรี่ยวแรงทั้งหมดราวกับถูกสูบออกไปในพริบตา ทว่านางไม่มีเวลามาอ่อนแอ นางรีบคลานเข้าไปหาหลินจื่อเซวียน คว้าผ้าห่มมาคลุมร่างเล็กๆ ของเขาไว้ให้แน่นหนาที่สุดเท่าที่จะทำได้
"จื่อเซวียน... จื่อเซวียน... อดทนไว้นะ" นางกระซิบเสียงสั่น พยายามกอดน้องชายเพื่อให้ความอบอุ่น
ทว่า... อาการของเด็กน้อยกลับดูเลวร้ายลงกว่าเดิม เสียงหอบหายใจของเขาทั้งถี่กระชั้นและติดขัดมากขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าซีดเผือดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำจากการขาดอากาศ
หัวใจของหลินว่านชิวหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม นางคือนักพฤกษศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ คือแพทย์แผนจีนที่รักษาคนมามากมาย แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ นางกลับไร้ซึ่งยา ไร้ซึ่งเครื่องมือใดๆ ที่จะช่วยชีวิตน้องชายคนเดียวของนางได้
"แค่ก...แค่ก...แค่ก...อึก..."
เสียงไอของหลินจื่อเซวียนขาดห้วงไป ดวงตาของเขาเริ่มเลื่อนลอย ลมหายใจของเขากำลังจะขาดห้วงลงทุกขณะ