ปานใบไม้และมิติหยกพฤกษา

ลมหนาวกระโชกผ่านช่องโหว่ของบานประตูที่พังยับเยิน ราวกับเสียงคร่ำครวญของภูตผีที่เยาะเย้ยชะตากรรมของสองพี่น้อง เสียงไออันแผ่วเบาของหลินจื่อเซวียนขาดห้วงไปแล้ว เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่รวยรินอยู่ปลายจมูก ดวงตาคู่น้อยที่เคยสดใสบัดนี้เลื่อนลอยไร้จุดหมาย

หัวใจของหลินว่านชิวบีบรัดจนเจ็บปวดราวกับถูกกรงเล็บเหล็กขย้ำ ในฐานะแพทย์ นางรู้ดีว่านี่คือสัญญาณอันตรายถึงขีดสุด น้องชายของนางกำลังจะจากไปต่อหน้าต่อตา!

"จื่อเซวียน... อย่าเพิ่งหลับนะ... ลืมตาสิ!" นางเขย่าร่างเล็กๆ นั้นอย่างสิ้นหวัง น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วกลับทะลักออกมาอีกครั้ง ความรู้ทางการแพทย์ทั้งหมดที่นางเคยภาคภูมิใจกลับไร้ค่าโดยสิ้นเชิงในยามนี้ นางไม่มีแม้กระทั่งน้ำสะอาดสักถ้วยที่จะช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองในลำคอของเขา

"น้ำ... ข้าต้องหาน้ำ..." นางพึมพำกับตนเอง สติที่ใกล้จะแตกดับพลันฉุกคิดขึ้นมาได้

แม้จะรู้ว่าอาจไม่ช่วยอะไรได้มากนัก แต่การปล่อยให้น้องชายเผชิญความตายด้วยลำคอที่แห้งผากคือสิ่งที่นางทำใจยอมรับไม่ได้ หลินว่านชิวฝืนร่างกายที่อ่อนล้าจนแทบจะสลายเป็นผุยผง ค่อยๆ คลานไปยังมุมห้องที่ตั้งโอ่งดินเผาใบเล็กเอาไว้ ความหวังริบหรี่ในใจภาวนาให้ยังมีน้ำหลงเหลืออยู่บ้าง

ทว่าขณะที่นางยันกายด้วยแขนขวาที่สั่นเทา หางตาก็พลันเหลือบไปเห็นรอยประหลาดบนข้อมือของตนเอง รอยที่นางไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม

มันเป็นปานสีเขียวจางๆ รูปทรงคล้ายใบไม้แรกผลิขนาดเท่านิ้วก้อย มีเส้นสายลายใบละเอียดอ่อนราวกับภาพวาดของจิตรกรเอก ท่ามกลางผิวเนื้อที่ซีดขาวและมีรอยขีดข่วน ปานใบไม้นี้กลับดูมีชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาด

ในยามปกติหลินว่านชิวคงไม่ใส่ใจ แต่ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย จิตใต้สำนึกของนางกลับกรีดร้องว่าสิ่งนี้อาจมีความสำคัญบางอย่าง นางหยุดชะงัก ลืมความตั้งใจที่จะไปตักน้ำชั่วขณะ ปลายนิ้วของมือซ้ายที่สั่นระริกค่อยๆ เอื้อมไปสัมผัสปานรูปใบไม้นั้นอย่างแผ่วเบา

ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส!

วูบ!

โลกทั้งใบของหลินว่านชิวพลันหมุนคว้าง สรรพสำเนียงเสียงลมและเสียงหายใจรวยรินของน้องชายเลือนหายไป ความมืดมิดและความหนาวเหน็บของกระท่อมผุพังถูกแทนที่ด้วยแสงสว่างอันอบอุ่นและกลิ่นหอมสดชื่นของดินและพฤกษานานาพันธุ์

เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า

ที่นี่หาใช่กระท่อมซอมซ่อหลังนั้นไม่ แต่เป็นดินแดนลี้ลับที่งดงามราวกับภาพฝัน ท้องฟ้าโปร่งใสไร้เมฆหมอก ผืนดินใต้ฝ่าเท้าอุดมสมบูรณ์ไปด้วยหญ้าสีเขียวขจี อากาศอบอวลไปด้วยไอ灵气 (หลิงชี่) บริสุทธิ์ที่สูดเข้าไปเพียงครั้งเดียวก็ทำให้รู้สึกสดชื่นไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ

เบื้องหน้าของนางคือบ่อน้ำขนาดไม่ใหญ่นัก ก่อขึ้นจากหินหยกสีขาวนวล ที่น่าอัศจรรย์คือน้ำในบ่อนั้นใสกระจ่างจนมองเห็นถึงก้นบ่อ ทั้งยังเปล่งประกายเรืองรองเป็นสีเขียวมรกตงดงามจับตา ไอหมอกบางเบาลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือผิวน้ำ ส่งกลิ่นหอมเย็นชื่นใจไปทั่วบริเวณ ราวกับเป็นน้ำทิพย์จากสรวงสวรรค์

ข้างบ่อน้ำทิพย์มรกตนั้น มีแปลงดินขนาดใหญ่สามแปลงถูกจัดเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบ ดินในแปลงเหล่านั้นมีสีดำสนิท ร่วนซุย และอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่งยวด เพียงแค่มองด้วยสายตาของนักพฤกษศาสตร์ หลินว่านชิวก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือ "ดินวิญญาณ" ชั้นเลิศที่หาได้ยากยิ่งในโลกภายนอก เหมาะแก่การเพาะปลูกสมุนไพรล้ำค่าที่สุด

ห่างออกไปเล็กน้อย มีเรือนไม้หลังเล็กกะทัดรัดปลูกสร้างอยู่อย่างเงียบสงบ ตัวเรือนสร้างจากไม้หอมเนื้อดี มีรูปแบบเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความสง่างามเหนือกาลเวลา

หลินว่านชิวตกอยู่ในภวังค์แห่งความสับสนและตื่นตะลึง "ที่นี่... ที่นี่คือที่ใดกัน?" นางพึมพำกับตนเอง จิตใจของแพทย์แผนจีนและนักวิทยาศาสตร์ในตัวนางกำลังประมวลผลอย่างหนักหน่วง หรือนี่จะเป็นมิติลับในตำนานที่เคยอ่านเจอในนิยายปรัมปรา? แล้วมันมาปรากฏขึ้นกับนางได้อย่างไร?

นางก้มมองดูมือของตนเองอีกครั้ง... ร่างกายนี้ยังคงเป็นร่างของนาง แต่ความอ่อนเพลียแทบขาดใจที่เคยเกาะกุมอยู่ได้มลายหายไปสิ้น ร่างกายกลับรู้สึกเบาสบายและเปี่ยมไปด้วยพลังอย่างน่าเหลือเชื่อ

สายตาของนางจับจ้องไปยังบ่อน้ำทิพย์มรกตอีกครั้ง สัญชาตญาณบางอย่างบอกนางว่าแหล่งพลังงานอันน่าอัศจรรย์นี้มาจากน้ำในบ่อนั่นเอง

หลินว่านชิวเดินเข้าไปใกล้บ่อน้ำอย่างเชื่องช้า นางย่อตัวลง ใช้สองมือประคองตักน้ำสีมรกตขึ้นมา เมื่อน้ำสัมผัสกับฝ่ามือ ความเย็นสดชื่นก็แล่นปราดไปทั่วร่าง ขับไล่ความเหนื่อยล้าที่หลงเหลืออยู่ออกไปจนหมดสิ้น นางจ้องมองน้ำในอุ้งมือที่ส่องประกายระยิบระยับอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจดื่มมันเข้าไปอย่างไม่ลังเล

ทันทีที่น้ำทิพย์ไหลผ่านลำคอลงสู่ท้อง กระแสธารอันอบอุ่นก็แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของร่างกาย ความหิวโหย ความอ่อนล้า และความเจ็บปวดจากการต่อสู้กับจางกุ้ยฮวาเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยพละกำลังวังชาที่นางไม่เคยรู้สึกมาก่อน!

"นี่มัน..." นางอุทานออกมาด้วยความตกใจ นี่ไม่ใช่น้ำธรรมดา แต่มันคือโอสถทิพย์ชั้นยอด!

หลังจากตั้งสติได้ หลินว่านชิวจึงเริ่มสำรวจสถานที่แห่งนี้อย่างจริงจัง นางเดินไปยังเรือนไม้หลังนั้น เมื่อผลักประตูเข้าไปก็พบว่าภายในมีชั้นวางของว่างเปล่าหลายชั้น แต่สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจคืออากาศภายในเรือนนั้นนิ่งสนิท ราวกับว่ากาลเวลาได้หยุดลง ณ ที่แห่งนี้ ไม่มีแม้แต่ฝุ่นละอองหรือใยแมงมุมให้เห็น

"เรือนเก็บของกาลเวลา..." ชื่อนี้ผุดขึ้นมาในความคิดของนางโดยอัตโนมัติ ที่นี่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเก็บรักษาสมุนไพรที่ต้องการคงความสดใหม่และสรรพคุณทางยาเอาไว้!

เมื่อความคิดแล่นมาถึงตรงนี้ ภาพของหลินจื่อเซวียนที่กำลังนอนรอความตายอยู่บนเตียงก็ฉายชัดขึ้นมาในมโนสำนึกของนางอีกครั้ง!

หัวใจของหลินว่านชิวพลันกระตุกวูบ!

ใช่แล้ว! น้องชายของนาง! จื่อเซวียน!

ในเมื่อน้ำทิพย์นี้สามารถฟื้นฟูร่างกายที่อ่อนแอของนางให้กลับมาแข็งแรงได้ในพริบตา เช่นนั้นแล้ว... มันจะสามารถช่วยชีวิตน้องชายของนางได้หรือไม่?

ความคิดนี้เปรียบเสมือนแสงสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิดอันสิ้นหวัง ไม่ว่านี่จะเป็นความจริงหรือความฝัน นางก็ต้องลองดู!

จิตของนางจดจ่ออยู่กับร่างของน้องชาย ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะกลับไปยังกระท่อมหลังนั้น พลันโลกรอบกายก็หมุนคว้างอีกครั้ง แสงสว่างอันอบอุ่นจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบและความมืดสลัวของกระท่อมที่คุ้นเคย

หลินว่านชิวกลับมาอยู่ในร่างของตนเองในท่านั่งคุกเข่าอยู่ข้างโอ่งน้ำที่ว่างเปล่า ความรู้สึกมีเรี่ยวแรงยังคงเปี่ยมล้นอยู่ในกาย ทว่าภาพที่เห็นเบื้องหน้ากลับทำให้หัวใจของนางแทบหยุดเต้น

ลมหายใจของหลินจื่อเซวียน... ได้หยุดลงแล้ว