เตรียมตัวเข้าเมือง
ความรู้สึกตื่นตะลึงระคนประหลาดใจยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงสำนึกของหลินว่านชิว แม้นางจะถอนจิตออกจากมิติหยกพฤกษาแล้วก็ตาม ต้นอ่อนปริศนากับดอกตูมสีแดงสดราวโลหิตนั้นคือสิ่งใดกันแน่? มันเกิดขึ้นเองจากพลังวิญญาณที่อิ่มตัวของผืนดิน หรือเป็นผลพวงจากการที่น้ำทิพย์มรกตได้ชำระล้างสมุนไพรนานาชนิดที่นางเคยนำเข้าไปศึกษา?
คำถามผุดขึ้นในใจมากมาย แต่เวลามิได้เอื้ออำนวยให้นางขบคิดหาคำตอบได้ในทันที แสงจันทร์สาดส่องลอดผ่านช่องโหว่ของผนังกระท่อม บอกให้รู้ว่าราตรีนี้ยังอีกยาวไกล ทว่าภารกิจเบื้องหน้าสำคัญกว่าสิ่งใด
หลินว่านชิวล้มตัวลงนอนข้างกายน้องชายอย่างแผ่วเบา สูดลมหายใจลึกเพื่อขับไล่ความสงสัยใคร่รู้ออกไปชั่วขณะ สิ่งที่นางต้องทำในรุ่งเช้าของวันพรุ่งนี้ คือการเดินทางสู่ตำบลชิงผิงเพื่อเปลี่ยนสมุนไพรในมือให้กลายเป็นเงินทุนสำหรับหล่อเลี้ยงชีวิตและอนาคตของพวกนางสองพี่น้อง
รุ่งอรุณมาเยือนพร้อมกับเสียงไก่ขันจากบ้านใกล้เรือนเคียง หลินว่านชิวลืมตาขึ้นมาก่อนที่แสงแรกของวันจะจับขอบฟ้าด้วยซ้ำ นางขยับตัวอย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้รบกวนการนอนหลับของหลินจื่อเซวียน เมื่อเห็นลมหายใจของเขาสม่ำเสมอและใบหน้ามีสีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อย หัวใจของนางก็พลันอบอุ่นขึ้นมา
หลังจากจัดการธุระส่วนตัวและก่อเตาอุ่นโจ๊กที่เหลือจากเมื่อวานแล้ว หลินว่านชิวจึงเดินไปยังมุมหนึ่งของกระท่อม ที่นั่นมีเสื่อฟางเก่าๆ ปูอยู่ บนนั้นวางเรียงรายไปด้วยหญ้าหยาดน้ำค้างที่ถูกตากจนแห้งสนิทดีแล้ว
หญ้าแต่ละต้นที่นางคัดเลือกมานั้น ล้วนเป็นต้นที่สมบูรณ์ที่สุดจากในมิติ ใบของมันยังคงมีสีเขียวสดใสผิดกับหญ้าแห้งทั่วไป อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมสะอาดของพฤกษาจางๆ ลอยอบอวลอยู่โดยรอบ เมื่อนางลองใช้ปลายนิ้วสัมผัส ก็รู้สึกได้ถึงพลังชีวิตที่ยังคงแฝงเร้นอยู่ภายในอย่างน่าอัศจรรย์ นี่คือความแตกต่างระหว่างสมุนไพรธรรมดากับสมุนไพรที่ได้รับการหล่อเลี้ยงจากน้ำทิพย์มรกต
นางหยิบตะกร้าสานใบเขื่องที่พอจะหาได้ในกระท่อมรกร้างแห่งนี้ขึ้นมา บรรจงปูรองพื้นด้วยใบตองแห้งสะอาด ก่อนจะค่อยๆ หยิบหญ้าหยาดน้ำค้างขึ้นมาทีละกำ จัดเรียงมันลงไปในตะกร้าอย่างเบามือและเป็นระเบียบที่สุด ทุกขั้นตอนล้วนเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจ เพราะนี่คือสมบัติชิ้นแรกที่นางสร้างขึ้นมาด้วยสองมือของตนเองในโลกใบนี้ เป็นความหวังแรกที่จะนำพาพวกนางไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า
เมื่อบรรจุสมุนไพรจนเต็มตะกร้าแล้ว นางจึงใช้ผ้าป่านผืนเก่าที่ซักจนสะอาดคลุมปิดไว้ด้านบนเพื่อป้องกันฝุ่นผงและสายตาอยากรู้อยากเห็นของผู้คน
“ท่านพี่ จะไปที่ใดหรือ?” เสียงเล็กๆ ที่ยังคงแหบพร่าเล็กน้อยดังขึ้นจากด้านหลัง
หลินว่านชิวหันกลับไปพร้อมรอยยิ้ม “จื่อเซวียน ตื่นแล้วหรือ? พี่กำลังจะเข้าเมืองไปขายของ เจ้าอยู่ที่นี่คนเดียวได้หรือไม่?”
หลินจื่อเซวียนพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน แม้ในแววตาจะฉายแววกังวลอยู่บ้าง “ข้าอยู่ได้ ท่านพี่ไปเถิด รีบไปรีบกลับนะขอรับ ข้าจะรอท่านพี่อยู่ที่นี่”
นางเดินไปตักโจ๊กอุ่นๆ ใส่ชามส่งให้น้องชาย “กินเสียให้หมดนะ แล้วก็น้ำในกานี้ด้วย พี่เจือจางน้ำทิพย์ไว้ให้แล้ว หากรู้สึกไม่สบายให้ดื่มเข้าไปเข้าใจหรือไม่ ห้ามออกไปเล่นซนที่ไหนเด็ดขาด”
เด็กชายรับคำอย่างว่าง่าย หลังจากกำชับน้องชายอีกสองสามประโยคและเห็นว่าเขานั่งกินโจ๊กอย่างเรียบร้อยแล้ว หลินว่านชิวจึงหิ้วตะกร้าสมุนไพรเดินออกจากกระท่อม มุ่งหน้าไปยังบ้านของพรานป่าเฉินต้าซานที่อยู่ถัดเข้าไปในหมู่บ้านเล็กน้อย
ยามเช้าเช่นนี้ หมู่บ้านไป๋ลู่เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นบ้างแล้ว ชาวบ้านบางคนเริ่มจูงวัวควายออกไปยังทุ่งนา บ้างก็หาบน้ำจากลำธาร ทันทีที่ร่างของเด็กสาวในชุดผ้าป่านสีซีดปรากฏขึ้นพร้อมกับตะกร้าใบใหญ่ในมือ ก็กลายเป็นจุดสนใจของสายตาหลายคู่ในทันที
“นั่นใช่หลินว่านชิวหรือไม่? นางจะหอบหิ้วอะไรไปมากมายปานนั้น” เสียงซุบซิบจากหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งดังขึ้นไม่ไกลนัก
“คงเป็นผักป่าที่เก็บมาจากบนเขากระมัง” สตรีอีกนางหนึ่งตอบกลับด้วยน้ำเสียงดูแคลน “เด็กสาวตัวแค่นี้ จะเอาปัญญาที่ไหนไปหาของดีๆ มาขายได้กัน”
“เฮ้อ น่าสงสารนัก พี่น้องสองคนลำบากถึงเพียงนี้ ไม่รู้จะเอาชีวิตรอดไปได้อีกกี่วัน”
ถ้อยคำเหล่านั้นลอยเข้าหูของหลินว่านชิวอย่างชัดเจน ทว่านางกลับมิได้แสดงอาการใดๆ ออกมา ใบหน้าของนางยังคงเรียบเฉย สายตามุ่งตรงไปยังเป้าหมายเบื้องหน้า ราวกับว่าเสียงนินทาเหล่านั้นเป็นเพียงเสียงลมที่พัดผ่านใบหูไปเท่านั้น ในใจของนางรู้ดีว่าการกระทำย่อมเสียงดังกว่าคำพูด เมื่อนางมีเงินกลับมา ปากของคนเหล่านี้ก็จะปิดสนิทไปเอง
ไม่นานนักนางก็มาถึงหน้าบ้านของเฉินต้าซาน ชายร่างกำยำผู้เป็นพรานป่ากำลังลับมีดล่าสัตว์อยู่หน้าลานบ้านพอดี เขาเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นผู้มาเยือน
“แม่นางหลิน มีธุระอันใดแต่เช้าตรู่?” เฉินต้าซานเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
หลินว่านชิวโค้งคำนับเล็กน้อยอย่างมีมารยาท “คารวะท่านลุงเฉิน ข้ามีเรื่องอยากจะรบกวนท่านสักเล็กน้อยเจ้าค่ะ”
“ว่ามาเถิด หากข้าช่วยได้ก็ยินดี”
“ข้าได้ยินมาว่าวันนี้จะมีเกวียนวัวของหมู่บ้านเดินทางเข้าตำบลชิงผิง ข้าอยากจะขอติดรถเข้าไปขายของในเมือง ไม่ทราบว่าพอจะเป็นไปได้หรือไม่เจ้าค่ะ?” นางกล่าวอย่างนอบน้อมพร้อมกับชี้ไปยังตะกร้าในมือ
เฉินต้าซานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองเด็กสาวตรงหน้าด้วยแววตาพิจารณา ก่อนจะเหลือบไปเห็นผ้าที่คลุมตะกร้าอยู่เผยอออกเล็กน้อย เผยให้เห็นสมุนไพรสีเขียวสดที่อยู่ภายใน แม้จะมองไม่ชัด แต่ด้วยประสบการณ์ของพรานป่าที่คุ้นเคยกับพืชพรรณบนภูเขา เขาก็พอจะเดาได้ว่าของในตะกร้านั้นดูไม่ธรรมดา
เขานึกถึงวันที่เด็กสาวผู้นี้เคยช่วยชีวิตภรรยาของเขาเอาไว้ด้วยความรู้ทางการแพทย์ที่น่าทึ่ง และนึกถึงสภาพความเป็นอยู่ของสองพี่น้อง ความรู้สึกเวทนาสงสารก็ผุดขึ้นมาในใจ
“ได้สิ ไม่มีปัญหา” เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “คนขับเกวียนคืออาสี่ ปกติเขาจะคิดค่าโดยสารคนละห้าอีแปะ แต่เจ้าเป็นเด็ก ข้าจะลองพูดกับเขาดู บางทีอาจจะลดให้เจ้าได้บ้าง ตามข้ามาเถิด”
หลินว่านชิวรู้สึกขอบคุณจากใจจริง นางโค้งคำนับอีกครั้ง “ขอบพระคุณท่านลุงเฉินยิ่งนักเจ้าค่ะ”
ทั้งสองเดินไปยังลานกว้างกลางหมู่บ้านซึ่งเป็นจุดที่เกวียนวัวมักจะมาจอดรอรับคนโดยสาร ที่นั่นมีชาวบ้านสองสามคนยืนรออยู่แล้ว เมื่อเฉินต้าซานเดินเข้าไปพูดคุยกับชายสูงวัยผู้เป็นคนขับเกวียนเพียงครู่เดียว ชายผู้นั้นก็พยักหน้ารับแล้วกวักมือเรียกหลินว่านชิวให้ขึ้นไปบนเกวียนได้
“อาสี่เขาคิดเจ้าสามอีแปะก็พอ” เฉินต้าซานบอก
หลินว่านชิวหยิบเงินอีแปะสามเหรียญที่เก็บซ่อนไว้อย่างดีส่งให้คนขับเกวียน ก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งบนเกวียนอย่างเรียบร้อย วางตะกร้าไว้ข้างกายอย่างระมัดระวัง
การเดินทางออกจากหมู่บ้านครั้งแรกในชีวิตใหม่ของนางได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เกวียนวัวเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ภาพของกระท่อมผุพังและหมู่บ้านไป๋ลู่ค่อยๆ เล็กลงและลับหายไปจากสายตา ทิวทัศน์สองข้างทางแปรเปลี่ยนเป็นทุ่งนาเขียวขจีและป่าเขาที่นางไม่คุ้นเคย
หัวใจของหลินว่านชิวเต้นระรัวด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความตื่นเต้น ความคาดหวัง และความประหม่า นี่คือก้าวแรกของการออกไปเผชิญโลกภายนอก ก้าวแรกของการสร้างตัว และก้าวแรกของการทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของนาง
ขณะที่เกวียนกำลังเคลื่อนผ่านทิวเขาที่สลับซับซ้อนเข้าใกล้จุดหมายปลายทาง เสียงจอแจของผู้คนและสรรพสัตว์ก็เริ่มดังแว่วมาแต่ไกล กลิ่นอายของความเจริญที่แตกต่างจากหมู่บ้านชนบทโดยสิ้นเชิงลอยมาปะทะจมูก
กำแพงเมืองดินอัดขนาดใหญ่ของตำบลชิงผิงปรากฏขึ้นที่ปลายขอบฟ้าแล้ว...