มื้ออาหารแห่งความหวัง
เปลวเพลิงแห่งความอาฆาตในดวงตาของสองแม่ลูกตระกูลจางยังคงลุกโชนอยู่ในความทรงจำของหลินว่านชิว แม้นางจะปิดบานประตูลงแล้วก็ตาม เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความคันคะเยอยังคงดังแว่วมาจากที่ไกลๆ ค่อยๆ จางหายไปกับสายลมยามบ่าย ทว่าความเงียบที่กลับคืนมามิได้นำพาความหวาดหวั่น แต่กลับเป็นความสงบอันเปี่ยมสุข
หลินว่านชิวยืนพิงบานประตูไม้ผุพัง แววตาที่เคยฉายชัดถึงความเย็นชาค่อยๆ อ่อนแสงลง กลายเป็นความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะอธิบาย มันคือชัยชนะก้าวแรกที่นางไขว่คว้ามาได้ด้วยสติปัญญาของตนเอง เป็นการประกาศให้โลกรู้ว่าหลินว่านชิวคนใหม่นี้มิใช่เด็กสาวอ่อนแอที่ใครจะมารังแกได้อีกต่อไป
นางทอดสายตามองตะกร้าสานในมือ เห็ดป่าสีน้ำตาลนวลที่เรียงรายอยู่ภายในดูงดงามยิ่งกว่าทองคำล้ำค่าใดๆ มันคือผลจากน้ำพักน้ำแรง คือหลักประกันว่าค่ำคืนนี้น้องชายของนางจะมิต้องทนหิวโซอีกต่อไป
ทว่าก่อนจะจัดการกับอาหารมื้อสำคัญ นางยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องทำ หลินว่านชิววางตะกร้าเห็ดไว้อย่างทะนุถนอมบนโต๊ะไม้เก่าคร่ำคร่า ก่อนจะปลดปล่อยจิตสำนึกของตนให้ดำดิ่งลงสู่ปานรูปใบไม้บนข้อมือ
พริบตาต่อมา ทิวทัศน์รอบกายนางก็แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง กระท่อมซอมซ่อพลันอันตรธานหายไป แทนที่ด้วยโลกอีกใบหนึ่งที่เปี่ยมด้วยพลังแห่งชีวิต มิติหยกพฤกษาต้อนรับผู้เป็นนายด้วยกลิ่นอายอันสดชื่นของดินและพฤกษานานาพรรณ แสงสีเขียวมรกตอ่อนๆ ที่ส่องสว่างอยู่ทั่วบริเวณมอบความรู้สึกสงบและปลอดภัยอย่างน่าประหลาด
นางเดินตรงไปยังแปลงดินวิญญาณ ที่ซึ่งหญ้าหยาดน้ำค้างกำลังเจริญงอกงามอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในโลกภายนอก ใบหญ้าแต่ละใบอวบอิ่มชุ่มน้ำ มีประกายระยิบระยับคล้ายหยาดน้ำค้างยามเช้าเกาะอยู่ทั่วทั้งใบ แม้จะเป็นยามบ่ายที่ไร้ซึ่งแสงตะวันก็ตามที เหล่านี้คือผลลัพธ์จากการรดด้วยน้ำทิพย์มรกตจากบ่อใจกลางมิติโดยแท้
ด้วยทักษะ ‘เนตรสมุนไพร’ ที่ติดตัวมา หลินว่านชิวสามารถมองเห็นเส้นใยพลังชีวิตสีเขียวอ่อนที่ไหลเวียนอยู่ภายในใบหญ้าแต่ละต้นได้อย่างชัดเจน สรรพคุณในการห้ามเลือดและสมานแผลของมันถูกยกระดับขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับหญ้าหยาดน้ำค้างทั่วไปที่พบบนเขาหมอกซ่อน นี่คือสมบัติล้ำค่าชิ้นแรกที่นางจะนำไปแปรเปลี่ยนเป็นเงินทุนเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตและวางรากฐานสำหรับการแก้แค้นในอนาคต
หลินว่านชิวลงมือเก็บเกี่ยวหญ้าหยาดน้ำค้างอย่างพิถีพิถัน นางเลือกเฉพาะต้นที่เจริญวัยเต็มที่และมีพลังชีวิตเข้มข้นที่สุด ปล่อยให้ต้นอ่อนได้เติบโตต่อไป หลังจากเก็บได้ปริมาณหนึ่ง นางจึงนำมันออกมาจากมิติ แล้วหาที่ว่างสะอาดภายในกระท่อมเพื่อผึ่งมันให้แห้ง แม้กระท่อมจะเล็กและเก่า แต่ก็ยังพอมีมุมที่แห้งสนิทและปลอดภัยจากสายตาของผู้ไม่หวังดี
เมื่อจัดการเรื่องสมุนไพรเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาสำหรับมื้ออาหารที่รอคอย
หลินว่านชิวมองข้าวสารสีขาวนวลในถุงผ้าที่ท่านป้าหวังมอบให้ด้วยความรู้สึกขอบคุณจากใจจริง นางตวงข้าวออกมาอย่างประหยัด แต่ก็มากพอสำหรับสองชีวิตที่จะได้อิ่มท้องอย่างแท้จริง มือเรียวซาวข้าวในอ่างดินเผาอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะนำไปตั้งบนเตาไฟที่เพิ่งก่อขึ้นใหม่
จากนั้นนางจึงหันมาจัดการกับเห็ดป่าที่หามาได้ เห็ดถูกล้างจนสะอาดหมดจดและหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ นางไม่ได้ปรุงรสชาติอะไรมากมาย เพียงต้มมันในน้ำสะอาด ใส่เกลือเล็กน้อยเพื่อดึงรสหวานตามธรรมชาติของเห็ดออกมาเท่านั้น สำหรับสองพี่น้องที่ไม่ได้ลิ้มรสอาหารดีๆ มานานแรมเดือน เพียงเท่านี้ก็ถือเป็นอาหารชั้นเลิศแล้ว
ไม่นานนัก กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวสวยร้อนๆ และกลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ของน้ำแกงเห็ดป่าก็ลอยอบอวลไปทั่วทั้งกระท่อมผุพัง ขับไล่กลิ่นอับชื้นที่เคยครอบงำอยู่ให้จางหายไป มันคือกลิ่นของบ้าน กลิ่นของความหวัง
"ท่านพี่...หอมเหลือเกิน" เสียงใสๆ ของหลินจื่อเซวียนดังขึ้นจากเตียงนอน เด็กชายค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง ดวงตาที่เคยหม่นหมองไร้แวว บัดนี้ทอประกายสดใสจับจ้องไปยังหม้อดินบนเตาอย่างไม่วางตา ใบหน้าซูบตอบเริ่มมีเลือดฝาดจางๆ ปรากฏให้เห็น นี่คือผลจากการดื่มน้ำทิพย์เจือจางทุกวัน ร่างกายของเขาค่อยๆ ฟื้นฟูจากภายในอย่างช้าๆ แต่มั่นคง
"ตื่นแล้วหรือจื่อเซวียน มาเถิด พี่เตรียมอาหารเย็นไว้ให้เจ้าแล้ว" หลินว่านชิวแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยนที่สุด นางตักข้าวสวยร้อนๆ ใส่ชามสองใบ ก่อนจะราดด้วยน้ำแกงเห็ดที่ยังมีไออุ่นกรุ่นกำจาย
หลินจื่อเซวียนมองอาหารในชามด้วยดวงตาเบิกกว้าง ข้าวเม็ดสวยที่ส่งกลิ่นหอมยวนใจ ชิ้นเห็ดอวบๆ ลอยอยู่ในน้ำแกงใส นี่เป็นภาพที่เขาไม่ได้เห็นมานานเหลือเกิน นานจนแทบจะลืมไปแล้วว่าอาหารที่แท้จริงนั้นหน้าตาเป็นเช่นไร
เด็กชายรับชามมาถือไว้อย่างระมัดระวัง สูดกลิ่นหอมเข้าเต็มปอดราวกับกลัวว่ามันจะจางหายไป ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบข้าวคำแรกเข้าปากอย่างเชื่องช้า ความร้อนและรสหวานของข้าวแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ตามด้วยรสชาติกลมกล่อมของน้ำแกงและเนื้อสัมผัสหนึบหนับของเห็ดป่า หยาดน้ำตาหยดหนึ่งพลันรินไหลลงมาอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว
"อร่อย...อร่อยเหลือเกินท่านพี่" เขาพึมพำเสียงสั่นเครือ
หลินว่านชิวมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่พองโต นางยกชามของตนขึ้นมาบ้าง ลิ้มรสชาติอาหารมื้อแรกที่นางหามาได้ด้วยสองมือของตนเอง มันอร่อยกว่าภัตตาหารเลิศรสใดๆ ที่นางเคยได้ลิ้มลองในชาติก่อนเสียอีก เพราะมันคือรสชาติของอิสรภาพและความหวัง
สองพี่น้องนั่งกินอาหารกันอย่างเงียบๆ มีเพียงเสียงกระทบกันของตะเกียบและชามดินเผา บรรยากาศภายในกระท่อมอันมืดสลัวกลับดูอบอุ่นและสว่างไสวขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ความหิวโหยที่เกาะกินร่างกายและความสิ้นหวังที่กัดกร่อนจิตใจมานานหลายเดือน บัดนี้กำลังถูกชะล้างออกไปด้วยข้าวสวยร้อนๆ และน้ำแกงเห็ดเพียงชามเดียว
เมื่อกินจนอิ่มหนำ หลินจื่อเซวียนก็วางชามลง ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มกว้างอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เขามองพี่สาวด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความรักและความมุ่งมั่น
"ท่านพี่ ข้าสัญญา" เด็กชายกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเกินวัย "ข้าจะรีบกินข้าวเยอะๆ รีบโตให้ร่างกายแข็งแรง แล้วข้าจะปกป้องท่านพี่เอง จะไม่มีใครมารังแกท่านพี่ได้อีก!"
คำพูดนั้นราวกับน้ำทิพย์อีกชนิดหนึ่งที่ชโลมลงบนหัวใจของหลินว่านชิว ความเหนื่อยล้าจากการเผชิญหน้ากับเรื่องเลวร้ายมาทั้งวันพลันมลายหายไปสิ้น นางเอื้อมมือไปลูบศีรษะน้องชายเบาๆ "ดีมาก พี่จะรอวันนั้นนะจื่อเซวียน"
หลังจากเก็บล้างถ้วยชามเรียบร้อย หลินว่านชิวก็ส่งน้องชายเข้านอน ค่ำคืนนี้หลินจื่อเซวียนหลับใหลไปพร้อมกับรอยยิ้ม ส่วนหลินว่านชิวนั้นยังคงนั่งอยู่ข้างเตาไฟที่มอดลงแล้ว นางทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างที่ไร้บานปิด มองความมืดที่โรยตัวเข้ามาปกคลุมสรรพสิ่ง
ค่ำคืนนี้ช่างยาวนาน...แต่สำหรับนางแล้ว มันคือจุดเริ่มต้นของรุ่งอรุณใหม่โดยแท้จริง
ขณะที่กำลังจะล้มตัวลงนอนข้างน้องชายนั้นเอง จิตสำนึกของนางพลันรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้นภายในมิติหยกพฤกษา มันเป็นความรู้สึกที่บางเบาแต่ชัดเจน ราวกับมีบางสิ่งกำลังเรียกหานาง
หลินว่านชิวขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ นางตัดสินใจส่งจิตเข้าสู่มิติอีกครั้งหนึ่ง และภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้นางต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ณ ริมขอบของบ่อน้ำทิพย์มรกต ตรงจุดที่น้ำกระเซ็นไปถึงเป็นประจำ มีต้นอ่อนเล็กๆ ต้นหนึ่งกำลังผุดแทรกขึ้นมาจากผืนดินวิญญาณ มันมีใบสีเขียวเข้มเป็นมันวาว และที่ปลายยอดสุดของมัน...มีตุ่มดอกตูมสีแดงสดราวกับหยาดโลหิตกำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ!
นี่มันคือต้นอะไรกัน? นางจำได้แม่นยำว่าไม่ได้ปลูกสิ่งใดไว้นอกจากหญ้าหยาดน้ำค้าง เหตุใดจึงมีพืชปริศนานี้ปรากฏขึ้นมาได้