ลืมตาตื่นกลางความตาย กระบองฟาดป้าสะใภ้ใจดำ

ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นปราดไปทั่วสรรพางค์กาย ประหนึ่งร่างจะแหลกสลายเป็นผุยผง เสิ่นอวิ๋นซูรู้สึกเพียงศีรษะหนักอึ้งราวกับถูกภูเขาไท่ซานทับถม กลิ่นคาวเลือดจางๆ คลุ้งอยู่ในลำคอ ท่ามกลางความมืดมิดและความสับสน ภาพความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนเองหลั่งไหลเข้าสู่ห้วงสมองราวกับเขื่อนทลาย

ภาพของแม่ม่ายแซ่เสิ่นผู้โง่งม อ่อนแอ ขี้ขลาด... ภาพของสามีที่สิ้นใจระหว่างออกหาเสบียงให้ตระกูลใหญ่... ภาพของลูกชายตัวน้อยผอมโซและน้องสาวสามีผู้ภักดี... และภาพสุดท้าย... ภาพของมือหยาบกร้านที่ผลักนางตกจากเนินดินเตี้ยๆ!

“สารเลวนั่น!”

เสิ่นอวิ๋นซูสบถในใจ พลันลืมตาโพลง!

ภาพเบื้องหน้าพร่ามัว แต่เสียงที่ได้ยินกลับชัดเจนเสียดยาดแก้วหู

“เจ้าเด็กเหลือขอนี่! แค่แผ่นแป้งแห้งๆ แผ่นเดียวจะหวงไปถึงไหน? ป้าใหญ่ขอยืมไปให้เทียนเป่าลูกรักของข้ากินก่อนไม่ได้หรือไร!”

เสียงแหลมสูงราวอีกาของหวังชุ่ยฮวา ป้าสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลกู้ กำลังตะคอกใส่เด็กชายร่างเล็กผอมแห้งที่ใช้ร่างกายปกป้องแผ่นแป้งในมือไว้สุดชีวิต เด็กคนนั้นคือ กู้ชิงหยวน ลูกชายของนางในภพนี้!

“ไม่ให้! นี่ของท่านแม่! ท่านแม่ยังไม่ได้กินอะไรเลย!” เด็กน้อยกู้ชิงหยวนตะโกนตอบทั้งน้ำตา ใบหน้าเล็กซีดขาวเปรอะเปื้อนดิน แต่ดวงตากลับฉายแววเด็ดเดี่ยวไม่ยอมแพ้

ข้างๆ กันนั้น กู้จือชิว เด็กสาววัยสิบสี่หนาวผู้เป็นน้องสาวของอดีตสามีนาง กำลังคุกเข่าอ้อนวอน “ท่านป้าใหญ่ ได้โปรดเถอะเจ้าค่ะ พี่สะใภ้ข้าเพิ่งตกจากเนินเขา ยังไม่ฟื้นเลย แผ่นแป้งชิ้นนี้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่พวกเราเหลืออยู่... ได้โปรดเมตตาพวกเราด้วย!”

“เมตตา?” หวังชุ่ยฮวาแค่นเสียงหัวเราะ ดวงตาหรี่ปรือเป็นประกายละโมบ “ในยุคสมัยที่ข้าวแพงกว่าทองเช่นนี้ คำว่าเมตตามีค่าอันใด? พวกเจ้าสามแม่ลูกเป็นตัวถ่วงของตระกูลกู้โดยแท้! หากนางไม่ฟื้นก็ปล่อยให้นางตายไปเสีย ยังจะเก็บเสบียงไว้ให้คนตายอีกหรือ!”

สิ้นคำพูดไร้หัวใจ นางยื่นมืออวบอ้วนหมายจะกระชากแผ่นแป้งจากมือกู้ชิงหยวน

“บังอาจ!”

เสียงหนึ่งดังขึ้น เย็นเยียบและทรงพลัง ราวกับน้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือที่สาดใส่กลางเปลวเพลิง ทุกคนในที่นั้นพลันชะงักงัน หันไปมองต้นเสียงเป็นตาเดียว

ร่างของเสิ่นอวิ๋นซูที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นดินแห้งแตกระแหง บัดนี้ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า เส้นผมยุ่งเหยิง ใบหน้าซีดขาวมีรอยถลอก แต่ดวงตาคู่นั้น... ดวงตาคู่นั้นกลับสาดประกายเย็นชา คมกริบดุจมีดที่เพิ่งลับใหม่ หาใช่ดวงตาของหญิงโง่ผู้อ่อนแอคนเดิมอีกต่อไป!

“พี่สะใภ้!/ท่านแม่!” กู้จือชิวและกู้ชิงหยวนอุทานออกมาพร้อมกันด้วยความตกตะลึงระคนยินดี

หวังชุ่ยฮวาเบิกตากว้าง อ้าปากค้างราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ “เจ้า... เจ้ายังไม่ตาย!”

เสิ่นอวิ๋นซูไม่ตอบคำ นางกวาดสายตาสำรวจสถานการณ์อย่างรวดเร็ว แผ่นดินแห้งแล้งแตกระแหงไกลสุดลูกหูลูกตา ขบวนผู้อพยพที่ทอดยาวราวกับมังกรไร้สิ้นสุด ทุกคนมีสภาพอิดโรยไม่ต่างกัน ทว่าความอดอยากก็ยังไม่เลวร้ายเท่าใจคน

นางเหลือบไปเห็นท่อนไม้ขนาดกำลังเหมาะมือท่อนหนึ่งตกอยู่ไม่ไกล ไม่รอให้หวังชุ่ยฮวาได้ตั้งตัว เสิ่นอวิ๋นซูอาศัยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เค้นออกมา พุ่งตัวไปคว้าท่อนไม้นั้นแล้วหวดเข้าที่กลางหลังของป้าสะใภ้ใจดำอย่างเต็มแรง!

เพียะ!

“โอ๊ย!”

เสียงร้องโหยหวนของหวังชุ่ยฮวาดังลั่นไปทั่วบริเวณ หญิงร่างท้วมล้มคะมำลงไปกับพื้น ฝุ่นดินคลุ้งตลบ ความเจ็บแสบที่แผ่นหลังทำให้นางดิ้นเร่าๆ ราวกับสุกรถูกน้ำร้อนลวก

“บังอาจ! เจ้า...เจ้ากล้าตีข้า! เจ้าหญิงสารเลว!” หวังชุ่ยฮว้าแผดเสียงชี้หน้าด่าทอ

เสิ่นอวิ๋นซูยืนตระหง่านดุจขุนเขา ท่อนไม้ในมือชี้ตรงไปยังใบหน้าบิดเบี้ยวของอีกฝ่าย น้ำเสียงของนางเยียบเย็นจับใจ “ตีเจ้าน่ะสิยังน้อยไป! หวังชุ่ยฮวา ฟังให้ดีนะ!”

“ข้อแรก เจ้าผลักข้าตกเนินเขา หมายจะเอาชีวิตข้า เรื่องนี้ข้ายังไม่ได้สะสางบัญชีกับเจ้า!”

“ข้อสอง เจ้ารังแกเด็กกำพร้าและหญิงม่าย แย่งชิงอาหารปะทังชีวิตชิ้นสุดท้ายจากปากเด็กน้อยวัยห้าหนาว จิตใจเจ้าทำด้วยอะไร! หรือมันถูกสุนัขป่าคาบไปกินพร้อมกับมโนธรรมของเจ้าหมดแล้ว!”

“ข้อสาม!” น้ำเสียงของเสิ่นอวิ๋นซูพลันเฉียบขาดขึ้นอีกหลายส่วน “สามีข้า กู้เจิ้งเฟิง ต้องตายเพราะออกไปหาเสบียงให้พวกตระกูลกู้สาขาใหญ่ของเจ้า! บัดนี้พวกเจ้าไม่เพียงไม่สำนึกบุญคุณ ยังกล้ามาข่มเหงรังแกลูกเมียของเขาอีกหรือ! พวกเจ้าไม่กลัวว่าวิญญาณของเขาจะกลับมาทวงถามความยุติธรรมตอนเที่ยงคืนบ้างหรือไร!”

ทุกถ้อยคำของเสิ่นอวิ๋นซูชัดเจน มีพลังราวกับคมดาบที่ทิ่มแทงเข้าไปในใจดำของหวังชุ่ยฮวาและญาติพี่น้องตระกูลกู้คนอื่นๆ ที่เริ่มเข้ามามุงดูเหตุการณ์

กู้ต้าไห่ สามีของหวังชุ่ยฮวา รีบก้าวออกมาข้างหน้า พยายามทำหน้าที่ผู้อาวุโส “น้องสะใภ้สาม เจ้าพูดเกินไปแล้ว พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าเพียงแค่หยอกล้อกับหลานเท่านั้น เหตุใดต้องลงไม้ลงมือกันด้วย”

“หยอกล้อ?” เสิ่นอวิ๋นซูแค่นเสียงหยัน “ท่านลุงใหญ่ ท่านเห็นการกระชากอาหารจากมือเด็กที่กำลังจะอดตายเป็นการหยอกล้องั้นหรือ? หรือว่าในสายตาของท่าน การที่นางผลักข้าจนเกือบตายก็เป็นการหยอกล้อเช่นกัน?”

นางตวัดสายตาคมกริบมองไปรอบๆ “ข้า เสิ่นอวิ๋นซู ขอประกาศไว้ตรงนี้! นับแต่วันนี้เป็นต้นไป หากใครหน้าไหนกล้ามารังแกข้าและลูก หรือคิดจะเอาเปรียบครอบครัวเล็กๆ ของข้าแม้แต่ปลายเล็บ อย่าหาว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน! คนที่เคยอ่อนแอคนนั้นได้ตายไปบนเนินเขานั่นแล้ว!”

ประกาศิตกร้าวดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ทุกสายตาจับจ้องมาที่นางด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันไป ทั้งตกตะลึง ไม่เชื่อสายตา และหวาดหวั่นเล็กน้อย

หวังชุ่ยฮวาถูกกู้ต้าไห่พยุงลุกขึ้น นางจ้องมองเสิ่นอวิ๋นซูด้วยแววตาอาฆาตแค้น แต่เมื่อเห็นท่อนไม้ในมือและสายตาไม่ยอมคนของนาง ก็ได้แต่กัดฟันกรอดๆ แล้วล่าถอยไปพร้อมกับสามี ทิ้งท้ายไว้เพียงคำขู่ที่ไร้น้ำหนัก “ฝากไว้ก่อนเถอะ!”

เมื่อพายุลูกย่อมๆ สงบลง เสิ่นอวิ๋นซูจึงทิ้งท่อนไม้ในมือ ร่างกายที่ฝืนใช้พละกำลังเกินขีดจำกัดพลันอ่อนยวบลงทันที

“ท่านแม่!” กู้ชิงหยวนรีบวิ่งเข้ามาประคอง กอดขาของนางไว้แน่น ใบหน้าเล็กๆ ซบลงกับต้นขาของนาง พลางสะอื้นไห้ “ท่านแม่... ท่านอย่าทิ้งชิงหยวนไปนะ...”

“พี่สะใภ้ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?” กู้จือชิวเข้ามาช่วยพยุงอีกแรง ใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล แม้จะยังตกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของพี่สะใภ้ แต่ลึกๆ แล้วนางกลับรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด

เสิ่นอวิ๋นซูลูบศีรษะเล็กๆ ของลูกชายเบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “แม่ไม่เป็นไร... แม่จะไม่ทิ้งเจ้าไปไหนทั้งนั้น”

ทว่าวินาทีนั้นเอง ความเจ็บปวดจากบาดแผลทั่วร่างและอาการอ่อนเพลียจากการขาดอาหารก็ถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์ สติของนางเริ่มเลือนราง ภาพเบื้องหน้าหมุนคว้าง แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง นางกลับรู้สึกถึงกระแสความเย็นเยียบสายหนึ่งผุดขึ้นจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ เป็นความรู้สึกที่คุ้นเคย... มันคือการเชื่อมต่อกับมิติฟาร์มอัจฉริยะที่ติดตามนางมาจากอีกโลก!

มันยังอยู่! สิ่งเดียวที่จะช่วยให้นางและลูกรอดชีวิตในโลกที่โหดร้ายนี้ได้ ยังคงอยู่กับนาง!

ริมฝีปากของเสิ่นอวิ๋นซูคลี่ยิ้มบางเบา ก่อนที่เปลือกตาจะหนักอึ้งและปิดลง ร่างของนางโงนเงนทำท่าจะล้มพับลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง