ความลับในจิตวิญญาณ มิติฟาร์มสวรรค์ประทาน

อ้อมแขนที่ไร้เรี่ยวแรงของเด็กทั้งสองไม่อาจทานรับน้ำหนักร่างของสตรีที่กำลังจะล้มพับได้ โชคยังดีที่กู้จือชิวมีปฏิกิริยาไว นางรีบใช้ทั้งร่างของตนเองเข้าประคองร่างพี่สะใภ้ไว้ได้ทันกาล

“พี่สะใภ้! ท่านต้องอดทนไว้นะ!” น้ำเสียงของกู้จือชิวสั่นเครือ นางกับกู้ชิงหยวนช่วยกันพยุงร่างที่อ่อนยวบของเสิ่นอวิ๋นซูกลับไปยังที่พักพิงชั่วคราวของพวกตน ซึ่งเป็นเพียงเพิงเล็กๆ ที่สร้างขึ้นจากเสื่อเก่าผืนหนึ่งขึงไว้กับโขดหินเตี้ยๆ พอให้คนสามคนซุกตัวหลบลมได้เท่านั้น

เสิ่นอวิ๋นซูปล่อยให้เด็กทั้งสองจัดการร่างของนางไปตามใจ แม้นัยน์ตาจะปิดสนิท แต่สติสัมปชัญญะกลับแจ่มชัดอย่างน่าประหลาด กระแสความเย็นเยียบที่คุ้นเคยยังคงไหลเวียนอยู่ในห้วงจิต ชัดเจนราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย นางรู้ดี... นี่คือประตูสู่ ‘มิติฟาร์มสวรรค์ประทาน’ ของนาง

ท่ามกลางความโกลาหลที่เพิ่งสงบลง ห่างออกไปไม่ไกลนัก กู้ต้าไห่กำลังจ้องมองมายังพวกนางสามคนแม่ลูกด้วยแววตาครุ่นคิด หวังชุ่ยฮวาที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังคงลูบแก้มที่บวมเป่งของตนไม่หยุด พลางสบถสาปแช่งด้วยเสียงอันเบา “นังแพศยา! คอยดูเถอะ ข้าจะทำให้มันไม่ได้ตายดี!”

“หุบปาก!” กู้ต้าไห่ตวาดเสียงเข้ม “เจ้ายังสร้างเรื่องไม่พออีกหรือ? หากหัวหน้ากลุ่มเดินทางผ่านมาเห็นเข้า เจ้าคิดว่าตระกูลกู้ของเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!”

หวังชุ่ยฮวาหุบปากฉับ แต่แววตายังคงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

กู้ต้าไห่หรี่ตามองไปยังร่างของเสิ่นอวิ๋นซูที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นดินแห้งผาก ก่อนจะหันไปกระซิบกับกู้เทียนเป่า บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของตน “เทียนเป่า เจ้าคอยจับตาดูนังนั่นกับลูกๆ ของมันไว้ให้ดี”

“ท่านพ่อ เหตุใดต้องทำเช่นนั้นด้วยเล่าขอรับ? ปล่อยให้พวกมันอดตายไปเสียก็สิ้นเรื่อง” กู้เทียนเป่ากล่าวอย่างไม่ใส่ใจ

“เจ้ามันโง่!” กู้ต้าไห่ถลึงตาใส่บุตรชาย “เจ้าไม่เห็นหรือ? คนที่อดอยากมาหลายวันจะมีเรี่ยวแรงหยิบไม้ท่อนใหญ่ขนาดนั้นขึ้นมาฟาดคนได้อย่างไร? ข้าสงสัยว่านังนั่นมันต้องแอบซุกซ่อนเสบียงดีๆ ไว้แน่ คืนนี้เจ้าคอยจับตาดูให้ดี หากพวกมันมีอะไรกิน เจ้าต้องรีบมาบอกข้าทันที!”

แววตาของกู้เทียนเป่าพลันเป็นประกายเมื่อได้ยินคำว่า ‘เสบียง’ เขารีบพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน “ขอรับท่านพ่อ! ข้าจะเฝ้าดูพวกมันไม่ให้คลาดสายตาเลย!”

ราตรีโรยตัวลงมาอย่างรวดเร็ว ความมืดและความหนาวเย็นเข้าปกคลุมขบวนผู้อพยพที่อ่อนล้า เสียงลมพัดหวีดหวิวราวกับเสียงคร่ำครวญของผู้คนที่สิ้นหวัง เปลวไฟจากกองฟืนที่จุดขึ้นประปรายส่องให้เห็นเงาของผู้คนที่ซุกตัวนอนขดกันด้วยความหิวโหย

ในเพิงพักเล็กๆ ของครอบครัวสาขารอง กู้ชิงหยวนนอนซุกอยู่ในอ้อมแขนของเสิ่นอวิ๋นซู ร่างเล็กๆ ของเขาสั่นเทาไม่หยุด ตัวร้อนราวกับไฟ เปล่งเสียงครางแผ่วเบาเป็นระยะ ส่วนกู้จือชิวที่นอนอยู่อีกด้านก็มีสภาพไม่ต่างกัน ใบหน้าของนางซีดเผือด ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย

ท้องของเด็กทั้งสองส่งเสียงร้องประท้วงดังโครกครากเป็นระยะๆ บีบคั้นหัวใจของเสิ่นอวิ๋นซูยิ่งนัก นางแสร้งทำเป็นหลับสนิท แต่ในใจกลับร้อนรนดั่งไฟเผา ต้องรอ... ต้องรอให้ทุกคนหลับสนิทเสียก่อน

เมื่อรัตติกาลดำเนินไปจนถึงช่วงเวลาที่เงียบสงัดที่สุด มีเพียงเสียงลมและเสียงแมลงกลางคืนกรีดร้องระงมไปทั่วบริเวณ เสิ่นอวิ๋นซูจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น นางสำรวจลมหายใจของเด็กทั้งสองที่อยู่ข้างกายอย่างแผ่วเบา เมื่อแน่ใจว่าพวกเขาหลับสนิทเพราะความอ่อนเพลียแล้ว นางจึงรวบรวมสมาธิทั้งหมด เพ่งจิตไปยังกระแสความเย็นเยียบที่แฝงเร้นอยู่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ

พลันเกิดความรู้สึกราวกับวิญญาณถูกดูดออกจากร่าง! ทิวทัศน์เบื้องหน้าแปรเปลี่ยนไปในพริบตา จากพื้นดินแห้งแล้งแตกระแหงกลายเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา อากาศที่เคยแห้งผากและอบอวลไปด้วยฝุ่นควันกลับกลายเป็นความสดชื่นบริสุทธิ์ที่ชโลมปอดทุกครั้งที่หายใจเข้าไป

นี่คือมิติฟาร์มสวรรค์ประทานของนาง!

เบื้องหน้ามีเรือนไม้หลังเล็กตั้งอยู่อย่างสงบเสงี่ยม ด้านข้างเป็นแปลงเพาะปลูกที่จัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ มีทั้งพืชผักสวนครัวและสมุนไพรหายากนานาชนิดที่นางเคยเก็บรวบรวมไว้ แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเสิ่นอวิ๋นซูมากที่สุดในยามนี้ คือบ่อน้ำพุขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ใจกลางมิติ

น้ำในบ่อใสสะอาดจนมองเห็นพื้นทรายเบื้องล่าง มีไอหมอกสีขาวจางๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือผิวน้ำ นี่คือ ‘น้ำพุจิตวิญญาณ’ ของล้ำค่าที่สามารถฟื้นฟูพลังกายและรักษาอาการบาดเจ็บได้อย่างน่าอัศจรรย์!

เสิ่นอวิ๋นซูไม่รอช้า นางรีบก้าวไปยังบ่อน้ำพุแล้ววักน้ำขึ้นมาดื่มอย่างกระหาย ความเย็นสดชื่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างทันทีที่น้ำพุสัมผัสกับริมฝีปาก ราวกับสายธารอันอบอุ่นได้ชำระล้างความอ่อนล้าและความเจ็บปวดจนหมดสิ้น บาดแผลที่เกิดจากการถูกผลักตกเนินเขาและความระบมจากการต่อสู้เมื่อตอนกลางวันค่อยๆ ทุเลาลง พละกำลังที่เหือดหายไปกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว

เมื่อรู้สึกว่าร่างกายกลับมาเป็นปกติแล้ว นางจึงมุ่งหน้าไปยังเรือนไม้ ภายในถูกแบ่งเป็นห้องเก็บของหลายห้อง ห้องหนึ่งเต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์พืชจากยุคสมัยของนาง ส่วนอีกห้องหนึ่งคือคลังเสบียง!

ชั้นวางของสูงจรดเพดานเต็มไปด้วยอาหารแปรรูป ข้าวสาร และธัญพืชต่างๆ แต่สิ่งที่นางต้องการในตอนนี้คืออาหารที่สามารถกินได้ทันที สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นซาลาเปาเนื้อนุ่มสีขาวราวปุยเมฆที่วางเรียงอยู่ในลังไม้ไอน้ำ มันยังคงอุ่นๆ ราวกับเพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ๆ

นางหยิบซาลาเปาขึ้นมาสามลูก ก่อนจะเดินไปยังอีกห้องหนึ่งซึ่งเป็นที่เก็บยาและอุปกรณ์การแพทย์ นางเลือกหยิบยาเม็ดลดไข้พื้นฐานออกมาสองเม็ด แล้วจึงตั้งจิตมั่นเพื่อกลับสู่โลกภายนอก

วูบ!

ความรู้สึกเหมือนถูกดึงกลับเข้าสู่ร่างเกิดขึ้นอีกครั้ง เสิ่นอวิ๋นซูลืมตาขึ้นในความมืดมิดของเพิงพัก บนฝ่ามือของนางปรากฏซาลาเปาอุ่นๆ สามลูกและยาเม็ดสีขาวสองเม็ด

นางมองเด็กทั้งสองที่นอนขดตัวด้วยความสงสาร ก่อนจะเขย่าร่างของกู้จือชิวเบาๆ “จือชิว... จือชิว ตื่นก่อน”

กู้จือชิวขยับตัวอย่างงัวเงีย ก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างอ่อนแรง “พี่สะใภ้... มีอะไรรึเจ้าคะ?”

“เบาเสียงหน่อย” เสิ่นอวิ๋นซูกระซิบ พลางยื่นซาลาเปาลูกหนึ่งให้ “กินซะ แล้วปลุกชิงหยวนขึ้นมากินด้วย”

ดวงตาของกู้จือชิวเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นซาลาเปาสีขาวนวลในความมืดสลัว กลิ่นหอมจางๆ ของมันกระตุ้นต่อมรับรสจนน้ำลายสอ “พี่สะใภ้! ท่าน... ท่านไปได้มันมาจากที่ใดกันเจ้าคะ?”

“อย่าเพิ่งถามมาก รีบกินเถอะ เดี๋ยวคนอื่นจะมาเห็นเข้า” เสิ่นอวิ๋นซูตัดบท ก่อนจะปลุกกู้ชิงหยวนให้ตื่นขึ้น

เด็กชายลืมตาขึ้นอย่างซึมเซา แต่เมื่อเห็นซาลาเปาในมือมารดา ดวงตาที่หม่นหมองก็พลันสว่างวาบขึ้นมาทันที

เสิ่นอวิ๋นซูฉีกซาลาเปาเป็นชิ้นเล็กๆ ป้อนให้ลูกชาย “กินช้าๆ ไม่ต้องรีบ”

เด็กทั้งสองกินซาลาเปาอย่างตะกละตะกลามราวกับคนตายอดตายอยาก แม้จะพยายามเก็บเสียงแล้ว แต่ก็ยังมีเสียงเคี้ยวและเสียงกลืนดังออกมาเป็นระยะ โชคดีที่เสียงลมด้านนอกดังกลบเสียงเหล่านั้นไว้ได้

หลังจากกินซาลาเปาจนหมด นางจึงหยิบยาเม็ดสีขาวออกมาบดให้เป็นผงด้วยหินสองก้อน แล้วนำไปผสมกับน้ำก้นกระบอกไม้ไผ่ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด “ดื่มนี่เสีย มันเป็นยาที่ท่านย่าของข้าเคยให้ไว้ จะช่วยลดไข้ได้” นางกล่าวอ้างอย่างแนบเนียน

กู้จือชิวและกู้ชิงหยวนดื่มยาเข้าไปโดยไม่สงสัยแม้แต่น้อย ไม่นานหลังจากนั้น ฤทธิ์ของอาหารและยาก็เริ่มทำงาน ร่างกายที่เคยร้อนรุ่มของเด็กทั้งสองค่อยๆ เย็นลง ลมหายใจก็กลับมาสม่ำเสมออีกครั้ง ก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยความอิ่มสบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมานาน

เสิ่นอวิ๋นซูลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก นางจัดท่าให้เด็กทั้งสองนอนหลับสบายขึ้น แล้วจึงเอนกายนั่งพิงโขดหินเพื่อพักผ่อน แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้ปิดตาลง หูของนางพลันได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ ย่ำอยู่บนใบไม้แห้งใกล้ๆ กับที่พักของนาง

นางหรี่ตามองฝ่าความมืดออกไป...

ในเงาของพุ่มไม้ที่อยู่ไม่ไกลนัก มีร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งกำลังยืนซุ่มมองมายังพวกนางอยู่ แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าชัดเจน แต่จากรูปร่างนั้น เสิ่นอวิ๋นซูก็มั่นใจได้ทันทีว่าเป็นใคร

กู้เทียนเป่า!

ดวงตาของเสิ่นอวิ๋นซูทอประกายเย็นเยียบขึ้นมาทันที... ดูท่าว่าคนจากบ้านใหญ่จะเริ่มสงสัยนางเข้าให้แล้ว การต่อสู้เพื่อความอยู่รอดที่แท้จริง เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น