ข้ออ้างความกตัญญู กับการตอบโต้ที่แสบสัน
ประกายตาของเสิ่นอวิ๋นซูเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งในคืนเหมันต์ นางมิได้ส่งเสียงหรือขยับกายไล่ตาม เพียงแค่มองร่างเล็กๆ ของกู้เทียนเป่าที่หลบซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ด้วยสายตาเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยความหมายที่ยากจะหยั่งถึง
เด็กหนุ่มคงคาดไม่ถึงว่าในความมืดมิดเช่นนี้ จะมีผู้ใดมองเห็นตนได้ชัดเจนถึงเพียงนั้น เมื่อสบเข้ากับสายตาคมกริบของเสิ่นอวิ๋นซูที่จับจ้องมาไม่วางตา กู้เทียนเป่าก็สะดุ้งสุดตัวราวกับถูกภูตผีจับได้ ร่างของเขาสั่นเทิ้ม ก่อนจะหันหลังกลับและวิ่งเตลิดหายเข้าไปในความมืดอย่างไม่คิดชีวิต
เสิ่นอวิ๋นซูแค่นเสียงในลำคออย่างเย็นชา นางทราบดีว่าการวิ่งกลับไปฟ้องบิดามารดาของกู้เทียนเป่าย่อมนำมาซึ่งปัญหาใหญ่หลวง แต่ในเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็มีแต่ต้องเผชิญหน้าเท่านั้น
นางก้มลงมองเด็กทั้งสองที่หลับสนิทอยู่ข้างกาย ใบหน้าที่เคยซีดเผือดเริ่มมีสีเลือดฝาดจางๆ ปรากฏขึ้น ลมหายใจก็สม่ำเสมอเป็นปกติ บ่งบอกว่ายาจากมิติของนางได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์ เพียงเท่านี้ ไม่ว่าต้องเผชิญกับสิ่งใด นางก็ไม่หวาดหวั่นอีกต่อไป
เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งก้านธูป เสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงถากถางพงหญ้าอย่างจงใจก็ดังใกล้เข้ามา คราวนี้นำมาโดยร่างสูงใหญ่ของกู้ต้าไห่ ผู้เป็นลุงใหญ่และผู้นำของตระกูลกู้ในขบวนอพยพนี้ ข้างกายเขามีกู้เทียนเป่าที่วิ่งมาหลบอยู่ด้านหลัง คอยชี้ไม้ชี้มือมาทางที่พักของนางไม่หยุด
"สะใภ้รอง!" น้ำเสียงของกู้ต้าไห่แฝงอำนาจและเต็มไปด้วยความไม่พอใจ "เทียนเป่าบอกข้าว่าเจ้าแอบซ่อนอาหารและน้ำไว้กินกันตามลำพัง! นี่มันเรื่องจริงหรือไม่?"
เสิ่นอวิ๋นซูลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายที่ผอมบางของนางยืนตระหง่านขวางหน้าเด็กทั้งสองไว้ราวกับกำแพงเหล็ก แววตาของนางปราศจากความหวาดกลัวใดๆ "เรียนท่านลุงใหญ่ พวกข้าเพียงกินซาลาเปาที่เหลือจากเมื่อกลางวันไปคนละครึ่งลูกเท่านั้น ส่วนน้ำ...ก็เป็นเพียงหยดสุดท้ายที่ติดก้นกระบอกไม้ไผ่"
"หยดสุดท้ายรึ?" กู้ต้าไห่ตวาดลั่น ดวงตาหรี่ลงอย่างจับผิด "หากเป็นเพียงหยดสุดท้ายจริง เหตุใดเทียนเป่าถึงได้กลิ่นหอมหวานของน้ำข้าวจากที่นี่? เจ้าอย่ามาโป้ปดต่อหน้าข้า!"
"ท่านลุงใหญ่พูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?" เสิ่นอวิ๋นซูสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของนางเริ่มดังขึ้นเล็กน้อย "ลูกชายของข้าไข้ขึ้นสูง ตัวร้อนราวกับไฟ ข้าในฐานะมารดา เพียงนำน้ำก้นกระบอกมาผสมกับยาต้มให้เขาดื่มประทังชีวิต นี่ข้าทำผิดด้วยหรือ?"
กู้เทียนเป่าที่หลบอยู่หลังบิดาโพล่งขึ้นมาทันที "ข้าเห็น! ข้าเห็นพวกท่านกินซาลาเปาลูกขาวอวบ! ไม่ใช่ของที่เหลือจากเมื่อกลางวันแน่! แล้วน้ำนั่น...น้ำนั่นก็ยังมีอีกตั้งครึ่งกระบอก!"
คำพูดของเด็กชายทำให้สีหน้าของกู้ต้าไห่ยิ่งถมึงทึงขึ้น เขาก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว ยื่นมือออกไปพร้อมกับออกคำสั่งอย่างเฉียบขาด "ในเมื่อยังมีน้ำเหลือ ก็เอามาให้เทียนเป่าดื่มเสีย! เขาเป็นลูกหลานสายตรงของตระกูลกู้ เป็นความหวังของบ้านใหญ่ ในยามคับขันเช่นนี้ ทุกคนต้องเสียสละเพื่อส่วนรวม เจ้าในฐานะสะใภ้ สมควรมีความกตัญญูรู้คุณ!"
ข้ออ้างเรื่องความกตัญญูและสายเลือดถูกหยิบยกขึ้นมาใช้อีกครั้ง เสิ่นอวิ๋นซูรู้สึกอยากจะหัวเราะให้ลั่นโลก นางมองใบหน้าอันเห็นแก่ตัวของสองพ่อลูกสลับกับร่างของกู้จือชิวและกู้ชิงหยวนที่กำลังหลับใหลอย่างน่าเวทนา
ทันใดนั้นเอง นางกลับทำในสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง...นางยิ้มออกมา
รอยยิ้มนั้นเยือกเย็นจนน่าขนลุก "ท่านลุงใหญ่กล่าวได้มีเหตุผลยิ่งนัก" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่กลับดังกังวานไปทั่วบริเวณที่เงียบสงัด "ความกตัญญูเป็นสิ่งที่สมควรปฏิบัติ แต่ข้าสงสัยนัก...สามีของข้า กู้เอ้อร์หลาง ออกไปหาเสบียงให้ทุกคนในตระกูลจนต้องเอาชีวิตไปทิ้งกลางป่า ความเสียสละของเขานับเป็นคุณแก่ตระกูลกู้ได้หรือไม่?"
คำถามนี้ทำให้กู้ต้าไห่ชะงักงันไปชั่วขณะ
เสิ่นอวิ๋นซูไม่รอให้เขาได้ตั้งตัว นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว พลางกวาดสายตามองไปยังเงามืดรอบๆ ที่เริ่มมีผู้อพยพคนอื่นๆ โผล่หน้าออกมาดูเหตุการณ์ด้วยความสนใจ นางจงใจเปล่งเสียงให้ดังขึ้นอีกระดับหนึ่ง "บิดาของชิงหยวนตายเพื่อตระกูลกู้! ทิ้งให้ข้าเป็นม่าย ทิ้งให้ลูกชายต้องกำพร้าพ่อตั้งแต่อายุเพียงห้าหนาว! บัดนี้...ท่านลุงใหญ่ผู้เป็นประมุขของตระกูล กลับจะมาแย่งชิงน้ำหยดสุดท้ายที่ใช้รักษาชีวิตหลานชายกำพร้าของตนเองไปให้ลูกชายที่สมบูรณ์พร้อมของท่าน!"
น้ำเสียงของนางแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าสลดระคนด้วยความขมขื่นจับใจ "ช่างน่าสมเพชเวทนาเสียนี่กระไร! หากสามีข้าบนสวรรค์รับรู้เรื่องนี้ เขาจะรู้สึกเช่นไร? หรือว่าชีวิตของเขาที่สละไปนั้น...มันไร้ค่าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
เสียงของนางสั่นเครือในตอนท้าย แต่ดวงตากลับจับจ้องไปยังกู้ต้าไห่อย่างไม่ลดละ
รอบด้านพลันเกิดเสียงซุบซิบดังขึ้นจากเหล่าผู้อพยพที่มุงดูอยู่ห่างๆ
"เฮ้อ...บ้านใหญ่ตระกูลกู้ช่างไร้เมตตานัก"
"นั่นสิ สะใภ้รองก็น่าสงสาร สามีตายจากไปแล้ว ยังต้องมาถูกญาติรังแกอีก"
"แย่งน้ำจากเด็กที่กำลังป่วยไข้...นี่มันเกินไปจริงๆ"
ทุกถ้อยคำที่ลอยลมมาเปรียบเสมือนแส้ที่ฟาดลงบนใบหน้าของกู้ต้าไห่อย่างจัง ใบหน้าของเขาเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียวคล้ำด้วยความอับอายและโกรธา เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าสะใภ้รองที่เคยอ่อนแอและว่านอนสอนง่าย จะกล้าหักหน้าเขาต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้
"เจ้า...เจ้าพูดจาเหลวไหล!" กู้ต้าไห่ตะคอกเสียงสั่น "ข้าเพียงแค่เป็นห่วงหลานเท่านั้น!"
"เป็นห่วงหรือ?" เสิ่นอวิ๋นซูทวนคำ ก่อนจะชี้ไปยังลูกชายของตน "ถ้าท่านเป็นห่วงจริง เหตุใดตอนที่ชิงหยวนล้มป่วยจนแทบสิ้นใจ ท่านจึงไม่เคยชายตาแล? เหตุใดตอนที่พวกข้าอดอยากจนต้องแทะเปลือกไม้ ท่านจึงไม่เคยแบ่งปันเศษอาหารให้? หรือความห่วงใยของท่านลุงใหญ่ จะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อเห็นว่าผู้อื่นมีสิ่งใดที่ท่านต้องการเท่านั้น!"
นางหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะกล่าวประโยคตัดสินชะตากรรม "เอาเถิด! ในเมื่อท่านยืนกรานจะเอาน้ำถ้วยนี้ให้ได้ ข้าก็จะไม่ขัด! แต่ข้าจะคุกเข่าลงตรงนี้ ร้องเรียนต่อฟ้าดินและเหล่าพี่น้องผู้อพยพทุกท่านให้เป็นพยาน! ให้ทุกคนได้ประจักษ์ถึงความ 'เมตตา' และ 'ความกตัญญู' ที่ตระกูลกู้มีต่อเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเอง!"
คำประกาศกร้าวของนางทำให้กู้ต้าไห่หน้าซีดเผือด การถูกประจานกลางขบวนอพยพเป็นเรื่องน่าอัปยศอดสูอย่างถึงที่สุด สำหรับคนที่ยึดถือ "หน้าตา" ยิ่งกว่าชีวิตเช่นเขา มันเลวร้ายยิ่งกว่าการถูกทำร้ายร่างกายเสียอีก
"พอได้แล้ว! หยุดพูดบ้าๆ เดี๋ยวนี้!" เขาตวาดกลบเกลื่อนความอับอาย จ้องมองเสิ่นอวิ๋นซูด้วยสายตาอาฆาตแค้นราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ "ข้า...ข้าจะไม่ถือสาคนอย่างเจ้า!"
ว่าจบ กู้ต้าไห่ก็กระชากแขนกู้เทียนเป่าที่กำลังยืนตัวสั่นงันงกให้เดินตามกลับไปอย่างรวดเร็ว ก่อนไป เขายังไม่วายหันกลับมาขู่ทิ้งท้าย "เสิ่นอวิ๋นซู! เจ้าจำเอาไว้! เรื่องนี้ยังไม่จบแน่!"
เมื่อสองพ่อลูกลับหายไปในความมืด เสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ก็ค่อยๆ เงียบลง ชาวบ้านต่างแยกย้ายกลับไปยังที่พักของตน แต่สายตาที่พวกเขามองมายังตระกูลกู้นั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว
เสิ่นอวิ๋นซูยืนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดนางก็ถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา ชัยชนะในครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยการสร้างศัตรูที่ชัดเจนยิ่งขึ้น นางรู้ดีว่านับจากนี้ไป หนทางข้างหน้าจะยิ่งเต็มไปด้วยขวากหนาม กู้ต้าไห่และภรรยาจะต้องหาทางเล่นงานนางอย่างแน่นอน
นางก้มลงลูบศีรษะของกู้ชิงหยวนและกู้จือชิวอย่างแผ่วเบา การต่อสู้เพียงเพื่อเอาชีวิตรอดนั้นยังไม่เพียงพอ นางต้องแข็งแกร่งขึ้นอีก ต้องมีไพ่ในมือมากกว่านี้ เพื่อปกป้องครอบครัวเล็กๆ ของนางให้ผ่านพ้นเส้นทางอพยพที่โหดร้ายนี้ไปให้ได้
แต่ขณะที่นางกำลังจะทรุดกายนั่งลง สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งที่มุมมืดอีกฟากหนึ่งของลานว่าง...เป็นชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่ที่ยืนพิงต้นไม้อยู่เงียบๆ เขาไม่ใช่คนของตระกูลกู้ และดูเหมือนจะยืนสังเกตการณ์อยู่ตรงนั้นมานานแล้ว...