สมุนไพรริมทาง และการพบพานผู้นำกลุ่ม
เงาร่างสูงใหญ่ที่ยืนสงบนิ่งอยู่มุมมืดนั้นมิได้มีท่าทีคุกคาม เมื่อเห็นว่าเสิ่นอวิ๋นซูสังเกตเห็นแล้ว เขาก็เพียงพยักศีรษะให้เล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้ ก่อนจะหมุนกายหันหลังแล้วกลืนหายไปกับความมืดยามค่ำคืนอย่างเงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงความสงสัยระคนระแวงในใจของเสิ่นอวิ๋นซู
นางสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป ประคองกู้จือชิวและกู้ชิงหยวนกลับไปยังที่พักซึ่งเป็นเพียงเศษฟางแห้งๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่ แม้ชัยชนะเล็กๆ ในวันนี้จะมอบความสาแก่ใจ แต่มันก็เป็นดั่งการสาดน้ำมันเข้ากองไฟแห่งความเกลียดชังของตระกูลกู้สาขาใหญ่ให้โหมกระพือรุนแรงขึ้น
รุ่งอรุณสาดแสงสีเทาหม่น ขับไล่ความมืดและความหนาวเย็นให้จางหาย ขบวนผู้อพยพอันยาวเหยียดเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง เสียงล้อเกวียนบดเบียดกับพื้นดินแห้งแตกระแหงดังประสานกับเสียงไอและเสียงฝีเท้าที่ไร้เรี่ยวแรงของผู้คน บรรยากาศยังคงเต็มไปด้วยความสิ้นหวังเช่นเคย
เสิ่นอวิ๋นซูจูงมือกู้ชิงหยวนเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ขณะที่กู้จือชิวซึ่งเดินตามหลังมาเริ่มมีสีหน้าเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด นางเดินกะเผลก เท้าแต่ละก้าวที่เหยียบลงบนพื้นดินแข็งกระด้างราวกับเหยียบอยู่บนคมมีด
"พี่สะใภ้ ข้า...ข้ายังไหว" เด็กสาวกัดริมฝีปากแน่น พยายามฝืนเดินตามให้ทัน แม้ใบหน้าจะซีดขาวและมีเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก
เสิ่นอวิ๋นซูหยุดเดินแล้วหันกลับมามอง "ถอดรองเท้าฟางของเจ้าออกมาให้ข้าดู"
กู้จือชิวลังเลเล็กน้อยก่อนจะยอมทำตามอย่างว่าง่าย ภาพที่ปรากฏทำให้เสิ่นอวิ๋นซูขมวดคิ้วมุ่น ฝ่าเท้าที่บอบบางของเด็กสาวเต็มไปด้วยตุ่มน้ำพุพองที่แตกออกจนกลายเป็นแผลเปิดช้ำเลือดช้ำหนอง หากปล่อยไว้เช่นนี้ต่อไป ไม่เพียงแต่จะเดินไม่ได้ แต่ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อจนอาจลุกลามร้ายแรงได้
"นั่งลงตรงนี้ รอข้าสักครู่" นางสั่งเสียงเรียบ ก่อนจะหันไปบอกลูกชาย "ชิงหยวน ดูแลอาหญิงของเจ้าให้ดี อย่าไปไหน"
เด็กชายพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน เสิ่นอวิ๋นซูจึงเดินปลีกตัวออกจากเส้นทางหลัก แสร้งทำเป็นก้มๆ เงยๆ มองหาบางสิ่งตามพงหญ้าข้างทาง สายตาของนางกวาดสำรวจพืชพรรณที่เหี่ยวเฉาเพราะภัยแล้ง แต่เป้าหมายที่แท้จริงของนางหาได้อยู่ตรงหน้าไม่
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดสนใจ นางจึงอาศัยช่วงเวลาที่ก้มลงต่ำหลังพุ่มไม้เตี้ยๆ จิตของนางพลันจมดิ่งสู่ห้วงมิติลับส่วนตัวในทันที
ภายในมิติ ภาพตรงหน้าแตกต่างจากโลกภายนอกราวฟ้ากับเหว แปลงสมุนไพรเขียวชอุ่มส่งกลิ่นหอมสดชื่นลอยอบอวลอยู่รอบกาย ลำธารเล็กๆ ที่ไหลรินจากน้ำพุจิตวิญญาณส่องประกายระยิบระยับ นางใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจในการเลือกสรรสมุนไพรที่ต้องการ หญ้าลิ้นมังกรซึ่งมีสรรพคุณสมานแผลชั้นเลิศ และใบหนอนตายหยากที่ช่วยลดการอักเสบและฆ่าเชื้อ เมื่อได้สมุนไพรคุณภาพดีที่สุดมาหนึ่งกำมือแล้ว นางจึงนำมันออกมาจากมิติ สลับกับเศษหญ้าแห้งๆ ที่เก็บจากข้างนอกใส่ลงในแขนเสื้ออย่างแนบเนียน
เสิ่นอวิ๋นซูกลับมายังที่ที่เด็กทั้งสองรออยู่ นางคุกเข่าลง วางสมุนไพรสดใหม่ลงบนหินแบนก้อนหนึ่ง แล้วใช้หินอีกก้อนทุบเบาๆ จนสมุนไพรแหลกละเอียด ส่งกลิ่นหอมเย็นชื่นใจออกมา
"ทนเจ็บหน่อยนะ" นางกล่าวกับกู้จือชิว ก่อนจะบรรจงนำสมุนไพรที่บดแล้วพอกลงบนบาดแผลที่ฝ่าเท้าของเด็กสาวอย่างแผ่วเบา ความเย็นจากตัวยาทำให้กู้จือชิวสะดุ้งเล็กน้อย แต่ไม่ช้าความรู้สึกเจ็บปวดแสบร้อนก็ค่อยๆ ทุเลาลง กลายเป็นความรู้สึกสบายเข้ามาแทนที่
ขณะที่เสิ่นอวิ๋นซูกำลังง่วนอยู่กับการทำแผลนั่นเอง เงาร่างหนึ่งก็เดินเข้ามาหยุดอยู่ใกล้ๆ พร้อมกับส่งเสียงหยันๆ ขึ้นมา
"โอ้โฮ! นี่มันอะไรกัน ได้ของดีมาจากไหนรึ สะใภ้รอง?"
เจ้าของเสียงไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นจ้าวพ่านตี้ อาสะใภ้รองนั่นเอง นางมองสมุนไพรสีเขียวสดในมือของเสิ่นอวิ๋นซูด้วยดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์ "ดูสิ ยังสดๆ อยู่เลย ท่ามกลางความแห้งแล้งเช่นนี้ เจ้าไปหามาจากไหนกัน แบ่งให้ข้าบ้างสิ เท้าข้าก็เจ็บเหมือนกัน"
พูดจบ นางก็ยื่นมือที่หยาบกร้านหมายจะคว้าสมุนไพรที่เหลือไปอย่างหน้าด้านๆ
"หยุดนะ!" กู้จือชิวซึ่งนั่งอยู่ร้องเสียงหลง รีบใช้มือปัดป้องไว้ตามสัญชาตญาณ แม้นางจะอ่อนโยน แต่ยามนี้กลับแฝงแววตาแข็งกร้าวขึ้นมา "นั่นเป็นของที่พี่สะใภ้หามาให้ข้า!"
"ของเจ้ารึ? ของทุกอย่างในตระกูลกู้ก็ต้องเป็นของส่วนรวมไม่ใช่รึไง!" จ้าวพ่านตี้เถียงข้างๆ คูๆ พยายามจะแย่งชิงให้ได้
เสิ่นอวิ๋นซูเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยสายตาเย็นชา "ท่านอาสะใภ้รองอยากได้จริงๆ หรือ?"
จ้าวพ่านตี้ชะงักไปเมื่อเจอสายตาคู่นั้น แต่ความโลภก็ยังมีมากกว่า "ก็...ก็ใช่น่ะสิ!"
"ดี" เสิ่นอวิ๋นซูยิ้มมุมปาก "สมุนไพรพวกนี้เรียกว่า 'หญ้าพิษคัน' มีพิษอ่อนๆ หากสัมผัสถูกผิวหนังโดยตรงจะเกิดผื่นแดงคันคะเยอไปทั่วร่าง ต้องใช้ยาถอนพิษเฉพาะเท่านั้นจึงจะหาย ข้ามีความรู้ด้านนี้จึงใช้มันรักษาแผลได้ แต่หากท่านอยากจะลองดู...ข้าก็ไม่ขัดข้อง"
คำพูดของนางทำให้จ้าวพ่านตี้หน้าถอดสี รีบชักมือกลับแทบไม่ทัน นางจ้องเสิ่นอวิ๋นซูอย่างไม่เชื่อสายตา แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มที่เหมือนไม่ยิ้มของอีกฝ่าย ก็ให้รู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาในใจ "เจ้า...เจ้าโกหก!"
"จะโกหกหรือไม่ ท่านก็ลองหยิบไปดูสิ" เสิ่นอวิ๋นซูท้าทาย
จ้าวพ่านตี้อับอายจนหน้าแดงก่ำ ทั้งโกรธทั้งกลัว ไม่กล้าพอที่จะเสี่ยง นางได้แต่กระทืบเท้าอย่างเจ็บใจแล้วสบถออกมา "ชิ! ใครจะไปอยากได้ของของเจ้ากัน!" ว่าแล้วก็สะบัดหน้าเดินหนีไปอย่างหัวเสีย
เมื่อจ้าวพ่านตี้ลับตาไปแล้ว กู้จือชิวจึงกระซิบถามอย่างไม่แน่ใจ "พี่สะใภ้ มันเป็นหญ้าพิษจริงๆ หรือเจ้าคะ?"
เสิ่นอวิ๋นซูหัวเราะในลำคอ "สำหรับคนบางคน แค่เห็นว่าเป็นของดีก็ถือเป็นพิษแล้ว"
ขณะนั้นเอง เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจก็ดังขึ้นจากด้านหลัง "แม่นางมีความรู้เรื่องโอสถหรือ?"
เสิ่นอวิ๋นซูหันขวับไปตามเสียง ก็พบว่าเป็นบุรุษร่างสูงใหญ่คนเดียวกับที่นางเห็นเมื่อคืน เขายืนกอดอกมองมาที่นางด้วยแววตาคมกล้าที่แฝงไปด้วยความพินิจพิเคราะห์ เขาคือซุนเถี่ยเกิ่น ผู้นำของกลุ่มผู้อพยพอีกกลุ่มหนึ่งที่เดินทางมาในขบวนเดียวกัน เป็นที่รู้จักในเรื่องความซื่อตรงและยุติธรรม
ดูเหมือนเขาจะยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบๆ มาสักพักแล้ว
เสิ่นอวิ๋นซูยืดตัวขึ้น ย่อกายคารวะเล็กน้อยตามมารยาท "ท่านหัวหน้าซุน เพียงความรู้เล็กน้อยที่เรียนรู้มาเพื่อเอาตัวรอดเท่านั้นเจ้าค่ะ หาได้เป็นความรู้อันใดไม่"
ซุนเถี่ยเกิ่นมองสมุนไพรที่ถูกบดละเอียดบนก้อนหิน แล้วมองเลยไปยังฝ่าเท้าของกู้จือชิวที่บัดนี้ถูกพันด้วยเศษผ้าสะอาดที่เสิ่นอวิ๋นซูฉีกมาจากชายเสื้อของตนเอง "หญ้าลิ้นมังกรกับใบหนอนตายหยาก แม้จะเป็นสมุนไพรพื้นๆ แต่ในยามนี้กลับหาได้ยากยิ่งนัก แม่นางไม่เพียงแต่รู้จัก แต่ยังรู้วิธีใช้รักษาแผลพุพอง นับว่าไม่ธรรมดาเลย"
สายตาของเขาแสดงความชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง ในฐานะผู้นำ การมีคนที่มีความสามารถพิเศษอยู่ในกลุ่มย่อมเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง โดยเฉพาะความสามารถด้านการแพทย์ที่ประเมินค่ามิได้ในสถานการณ์เช่นนี้
"ข้าเพียงโชคดีที่พบมันริมทางเจ้าค่ะ" เสิ่นอวิ๋นซูตอบอย่างถ่อมตน ไม่ยอมรับหรือปฏิเสธความสามารถของตนเองโดยตรง
ซุนเถี่ยเกิ่นพยักหน้าช้าๆ ไม่ได้ซักไซ้ต่อ "ขบวนเราจะหยุดพักที่ลำธารแห้งด้านหน้า หากมีอะไรให้ช่วยเหลือ ก็บอกคนของข้าได้" เขาเหลือบมองไปยังทิศทางที่พวกตระกูลกู้เดินไปอยู่แวบหนึ่ง แววตาฉายความหมายลึกซึ้ง "การเดินทางยังอีกยาวไกล การมีมิตรย่อมดีกว่ามีศัตรู"
กล่าวจบ เขาก็หมุนกายเดินจากไป ปล่อยให้เสิ่นอวิ๋นซูยืนครุ่นคิดตามลำพัง การแสดงความสามารถในวันนี้ได้ดึงดูดความสนใจจากผู้นำกลุ่มอื่นเข้าเสียแล้ว นี่อาจเป็นทั้งโอกาสและภัยคุกคามในเวลาเดียวกัน
นางช่วยพยุงกู้จือชิวให้ลุกขึ้น เด็กสาวลองขยับเท้าแล้วเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ "พี่สะใภ้! ไม่เจ็บแล้ว...มันเย็นสบายมากเลยเจ้าค่ะ!"
เสิ่นอวิ๋นซูยิ้มบางๆ "ดีแล้ว รีบเดินทางต่อเถอะ"
ทว่านางยังไม่ทันได้ก้าวเท้า สายตาก็เหลือบไปเห็นจ้าวพ่านตี้ที่เพิ่งเดินหนีไปเมื่อครู่ กำลังยืนซุบซิบอยู่กับหวังชุ่ยฮวาที่อีกฟากหนึ่งของทางเดิน ทั้งสองมองมาทางนางด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชัง แววตาของหวังชุ่ยฮวาเต็มไปด้วยความริษยาและแผนการชั่วร้าย ขณะที่จ้าวพ่านตี้ชี้นิ้วมาทางห่อสัมภาระเล็กๆ ที่นางสะพายติดตัวอยู่ไม่ห่างกาย
ประกายอำมหิตวาบขึ้นในดวงตาของหญิงทั้งสอง ก่อนที่พวกนางจะรีบละสายตาแล้วปะปนไปกับฝูงชน...ราวกับว่ากำลังวางแผนการบางอย่างที่มุ่งเป้ามาที่นางโดยตรงในความมืดมิดที่จะมาถึงคืนนี้