กับดักหนูสำหรับคนโลภ
แสงสุดท้ายของอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ความมืดโรยตัวลงมาปกคลุมทั่วทั้งขบวนผู้อพยพอย่างรวดเร็ว กองไฟหลายกองถูกจุดขึ้นส่องแสงวูบไหว ขับไล่ความหนาวเย็นและความน่าสะพรึงกลัวของราตรีกาล เสียงพูดคุยจอแจเมื่อตอนกลางวันเงียบสงบลง เหลือเพียงเสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านลำธารที่แห้งเหือดและเสียงแมลงกลางคืนที่กรีดร้องระงม
เสิ่นอวิ๋นซูนั่งกอดเข่าอยู่ข้างกองไฟเล็กๆ ของตนเอง นางใช้กิ่งไม้เขี่ยเปลวไฟเล่น ขณะที่สายตาจับจ้องไปยังกลุ่มคนของตระกูลกู้อย่างไม่วางตา กู้ชิงหยวนและกู้จือชิวนอนหลับใหลไปแล้วด้วยความอ่อนเพลีย โดยมีเพียงผ้าห่มผืนบางคลุมกาย
สายตาอาฆาตแค้นของหวังชุ่ยฮวาและจ้าวพ่านตี้เมื่อตอนกลางวันยังคงติดตรึงอยู่ในใจของนาง โดยเฉพาะท่าทีที่พวกนางจับจ้องมายังห่อสัมภาระของนางราวกับสุนัขป่าจ้องชิ้นเนื้อ เสิ่นอวิ๋นซูรู้ดีว่าค่ำคืนนี้คงไม่สงบสุขเป็นแน่
นางแสร้งทำเป็นหาวหวอด ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วพูดกับความว่างเปล่าเบาๆ "ต้องไปปลดทุกข์เสียหน่อย"
พูดจบนางก็เดินเลี่ยงออกไปจากบริเวณที่พัก มุ่งหน้าไปยังพุ่มไม้รกทึบที่ห่างไกลจากสายตาผู้คน เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดติดตามมา จิตของนางก็พลันจมดิ่งลงสู่มิติลับส่วนตัวในทันที
ภาพตรงหน้าแปรเปลี่ยนเป็นดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ในพริบตา อากาศสดชื่นบริสุทธิ์พัดผ่านผิวกาย แตกต่างจากภายนอกที่แห้งแล้งและเต็มไปด้วยฝุ่นควันราวฟ้ากับดิน เสิ่นอวิ๋นซูไม่รอช้า นางมุ่งตรงไปยังมุมหนึ่งของมิติที่นางปลูกพืชพรรณแปลกตาไว้ ที่นั่นมีต้นกระบองเพชรทรงกลมประหลาดที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมอยู่หลายต้น และข้างๆ กันก็มีเถาวัลย์ชนิดหนึ่งซึ่งใบของมันมียางที่หากสัมผัสจะก่อให้เกิดอาการคันคะเยิงอย่างรุนแรง
นางใช้กรรไกรเล็กๆ ที่เก็บไว้ในมิติตัดหนามกระบองเพชรที่แหลมและแข็งที่สุดออกมาหนึ่งกระจุก จากนั้นจึงเด็ดใบไม้จากเถาวัลย์คันมาสี่ห้าใบ บดขยี้มันในฝ่ามือจนยางเหนียวๆ ไหลซึมออกมา นี่คือ 'ของขวัญ' ที่นางเตรียมไว้ต้อนรับแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
เมื่อกลับออกมาจากมิติ นางก็เดินกลับไปที่พักอย่างเงียบเชียบ แสร้งทำเป็นจัดแจงห่อสัมภาระของตนเองใหม่ มือของนางแอบนำหนามกระบองเพชรที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อออกมาโปรยใส่ไว้ในชั้นบนสุดของห่อผ้าอย่างแนบเนียน จากนั้นจึงนำยางไม้คันป้ายไว้ตามขอบผ้าด้านใน ก่อนจะมัดปมกลับให้ดูเหมือนเดิมทุกประการ แล้วจึงเอนกายลงนอนข้างๆ กู้ชิงหยวน ทำทีเป็นหลับใหล ทว่าสติสัมปชัญญะของนางยังคงตื่นตัวเต็มที่
เวลาล่วงเลยไปจนถึงยามจื่อ (23.00-01.00 น.) ค่ายผู้อพยพตกอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียงเสียงกรนและเสียงลมพัดไหว ทันใดนั้น เงาร่างสองสายก็ค่อยๆ คืบคลานออกจากที่พักของตระกูลกู้ ย่องเท้าเบาราวกับแมวขโมย มุ่งตรงมายังจุดที่เสิ่นอวิ๋นซูและลูกนอนอยู่
หวังชุ่ยฮวาและจ้าวพ่านตี้!
ทั้งสองกวาดตามองซ้ายขวา เมื่อเห็นว่าทุกคนหลับสนิทแล้ว หวังชุ่ยฮวาก็ส่งสัญญาณให้จ้าวพ่านตี้ดูต้นทาง ส่วนตัวเองก็ยื่นมือสั่นเทาด้วยความตื่นเต้นไปยังห่อสัมภาระเล็กๆ ที่วางอยู่ข้างกายเสิ่นอวิ๋นซู
"เร็วเข้าสิพี่ใหญ่!" จ้าวพ่านตี้กระซิบเสียงแหลมเล็กด้วยความร้อนรน "นังสารเลวต้องซ่อนของกินดีๆ ไว้ในนั้นแน่ ข้าเห็นมันแอบให้ลูกมันกินขนมแป้งขาวเมื่อตอนเย็น!"
"ข้ารู้แล้วน่า!" หวังชุ่ยฮวาตอบเสียงขุ่นเคือง นางค่อยๆ แกะปมผ้าออกอย่างระมัดระวังที่สุด ทันทีที่ผ้าชั้นนอกเปิดออก ความโลภก็แล่นปราดเข้าจับใจ นางรีบสอดมือทั้งสองข้างเข้าไปในห่อผ้า หวังจะคว้าเอาของมีค่าออกมาให้ได้มากที่สุดในคราวเดียว
"โอ๊ย!"
เสียงร้องแหลมดังขึ้นพร้อมกับที่หวังชุ่ยฮวากระชากมือของตนเองออกมาจากห่อผ้าโดยอัตโนมัติ ที่ฝ่ามือและหลังมือของนางเต็มไปด้วยหนามเล็กๆ ที่ปักคาอยู่จนพรุนราวกับเม่น!
"อะไรกันนี่!" จ้าวพ่านตี้ตกใจจนเกือบจะร้องเสียงดัง นางรีบยื่นหน้าเข้าไปดูใกล้ๆ แต่กลับพลาดท่า มือข้างหนึ่งของนางไปปัดโดนขอบผ้าด้านในที่เสิ่นอวิ๋นซูป้ายยางไม้คันเอาไว้
ในตอนแรกยังไม่รู้สึกสิ่งใด แต่เพียงชั่วอึดใจต่อมา หวังชุ่ยฮวาก็เริ่มรู้สึกเจ็บแปลบจากหนามที่ตำอยู่ ตามมาด้วยอาการคันยุบยิบที่ลามไปทั่วทั้งฝ่ามืออย่างรวดเร็ว ส่วนจ้าวพ่านตี้ก็เริ่มเกามือตัวเองยิกๆ ด้วยความรู้สึกคันที่เหมือนมีมดนับพันตัวไต่ชอนไชอยู่ใต้ผิวหนัง
"คัน! โอ๊ย...คันเหลือเกิน!" จ้าวพ่านตี้ร้องออกมาอย่างสุดจะทน นางยิ่งเกาก็ยิ่งคัน ยิ่งคันก็ยิ่งเกาจนผิวหนังถลอกแดงเถือก
"เจ็บ! โอ๊ย! ช่วยข้าด้วย! มันมีอะไรอยู่ในนี้!" หวังชุ่ยฮวาก็ร้องโวยวายไม่แพ้กัน ความเจ็บปวดจากหนามและความคันจากยางไม้ผสมปนเปกันจนแทบคลั่งสติ
เสียงร้องโหยหวนของหญิงทั้งสองปลุกให้ค่ายผู้อพยพที่หลับใหลต้องตื่นขึ้นมากลางดึก กองไฟหลายกองถูกเติมฟืนจนสว่างวาบ ผู้คนต่างลุกขึ้นมาดูด้วยความงุนงงว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น
เสิ่นอวิ๋นซูแสร้งทำเป็นสะดุ้งตื่น นางขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างงัวเงีย เมื่อเห็นสภาพของป้าสะใภ้ทั้งสองและห่อสัมภาระของตนเองที่ถูกรื้อค้นกระจุยกระจาย นางก็เบิกตากว้าง ทำหน้าตกใจสุดขีด ก่อนที่น้ำตาจะเริ่มรินไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง
"ท่านป้าใหญ่! ท่านอาสะใภ้รอง! พวกท่าน...พวกท่านทำอะไรเจ้าคะ!" นางกล่าวเสียงสั่นเครือ "นี่...นี่มันห่อผ้าของข้าไม่ใช่หรือ...เหตุใดจึง..."
ผู้คนเริ่มทยอยกันเข้ามามุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาเห็นหวังชุ่ยฮวากับจ้าวพ่านตี้กำลังทุรนทุรายเกามือตัวเองอย่างบ้าคลั่ง มือของทั้งสองบวมแดงและมีตุ่มพุพองขึ้นเป็นปื้นน่ากลัว ขณะที่เสิ่นอวิ๋นซู แม่ม่ายลูกติด นั่งร่ำไห้สะอึกสะอื้นอยู่ข้างๆ ห่อผ้าที่ถูกรื้อค้น
"ฮือ...ข้ามันอาภัพนัก สามีตายจากไป ทิ้งข้ากับลูกน้อยให้ลำบาก" เสิ่นอวิ๋นซูเริ่มบทละครที่เตรียมไว้ น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ "ข้าพยายามหาผักหญ้ามาประทังชีวิต เพียงเพื่อไม่ให้ลูกต้องอดตาย...แต่ญาติผู้ใหญ่กลับไม่เมตตา แม้แต่เศษเสบียงเพียงน้อยนิดที่ข้าหามาได้ ก็ยังจะมาขโมยไปจากปากเด็กตาดำๆ อีกหรือเจ้าคะ!"
คำพูดของนางเหมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างเริ่มซุบซิบนินทา สายตาที่มองไปยังตระกูลกู้เต็มไปด้วยความรังเกียจและดูแคลน
"ช่างน่าไม่อายสิ้นดี! รังแกได้แม้กระทั่งแม่ม่ายกับเด็กกำพร้า!"
"ดูมือของพวกนางสิ คงโดนสวรรค์ลงทัณฑ์แล้วกระมังที่คิดขโมยของคนอื่น!"
"ตระกูลกู้เป็นเช่นนี้เองหรือ? ช่างไร้คุณธรรม!"
กู้ต้าไห่ที่เพิ่งวิ่งหน้าตาตื่นมาดูเหตุการณ์ถึงกับหน้าซีดเผือด เขาอยากจะตะโกนแก้ต่างให้ภรรยา แต่เมื่อเห็นหลักฐานคาตา ทั้งห่อผ้าที่ถูกเปิดออกและอาการของหวังชุ่ยฮวากับจ้าวพ่านตี้ เขาก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนกำหมัดแน่น ตัวสั่นเทาด้วยความโกรธและอับอาย
"พี่ใหญ่...ข้า...ข้าคันเหลือเกิน...ช่วยข้าด้วย!" หวังชุ่ยฮวาร้องไห้พลางเกาพลางจนเลือดซิบทั่วฝ่ามือ
เสิ่นอวิ๋นซูเห็นดังนั้นกลับยิ่งบีบน้ำตาหนักขึ้น "ท่านป้า...ข้าไม่มีอะไรให้ท่านจริงๆ ในห่อมีเพียงรากไม้และใบไม้ขมๆ ที่ข้าเก็บมาเท่านั้น...เหตุใดพวกท่านจึงต้องทำกับข้าถึงเพียงนี้!"
ภาพของแม่ม่ายผู้น่าสงสารที่ถูกญาติผู้ใหญ่รังแกอย่างเลือดเย็น ตอกย้ำความผิดของตระกูลกู้ในสายตาของทุกคน ซุนเถี่ยเกิ่นที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆ ส่ายศีรษะช้าๆ ด้วยความผิดหวัง ชื่อเสียงของตระกูลกู้ในหมู่ผู้อพยพได้พังพินาศลงอย่างย่อยยับในคืนเดียว
กู้ต้าไห่ทนความอัปยศต่อไปไม่ไหว เขาเดินเข้าไปกระชากแขนหวังชุ่ยฮวาและจ้าวพ่านตี้อย่างแรง "กลับไป! กลับไปให้หมด! เรื่องน่าอายเช่นนี้พวกเจ้ายังกล้าทำอีกรึ!"
ขณะที่เขาลากหญิงทั้งสองกลับไปยังที่พัก สายตาของเขาตวัดมองมาที่เสิ่นอวิ๋นซูอย่างเคียดแค้นชิงชัง แววตานั้นลุกโชนดุจเปลวเพลิงที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเรื่องราวระหว่างนางกับตระกูลกู้...ยังไม่จบเพียงเท่านี้อย่างแน่นอน